ประหนึ่งว่า ความคาดหวังต่อ นายกฤษฎา บุญราช อันมาจากแกนนำเกษตรกรชาวสวนยางภาคใต้ และมาจากแกนนำหลายคนในพรรคประชาธิปัตย์
จะเป็น “กำลังใจ” จะเป็น “ผลดี”
สามารถมองและสรุปเช่นนั้นได้ แต่ภายใน “โอกาส” ภายในความคาดหวังที่ค่อนข้างรุ่งโรจน์งดงาม ก็อาจมี “วิกฤต” ตามมา
ที่แน่นอนเป็นอย่างมาก คือ ภาพและความเป็นจริง
ความเป็นจริงที่ นายกฤษฎา บุญราช เติบโตในพื้นที่ภาคใต้ เคยเป็นผู้ว่าราชการที่ยะลาและสงขลา จึงมีสัมพันธ์ที่ดีกับพรรคประชาธิปัตย์
มีสัมพันธ์ที่ดีกับ “เกษตรกร” ชาวสวนยาง “ภาคใต้”
คำถามที่ตามมาอย่างอัตโนมัติก็คือ ความสัมพันธ์ต่อเกษตรกรในภาคส่วนอื่นของประเทศมีและดีหรือไม่
เนื่องจาก “ภาคใต้” มิใช่ “ประเทศไทย”
สังคมรับรู้ตั้งแต่ นายกฤษฎา บุญราช ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และอยู่ในห้วงแห่งการเคลื่อนไหวใหญ่ทางการเมืองซึ่งต่อเนื่องกัน
1 การเคลื่อนไหว “ชัตดาวน์” ภาคใต้ของชาวสวนยาง
ขณะเดียวกัน 1 การปิดภาคใต้โดยเริ่มที่สุราษฎร์ธานีนั่นเองกลายเป็นพิมพ์เขียวนำไปสู่มาตรการ “ชัตดาวน์” กทม.ในเดือนมกราคม 2557
ภาพ นายกฤษฎา บุญราช คล้อง “นกหวีด” จึงเจนตา
ส่งผลให้เกิดการมองว่าการได้ดำรงตำแหน่งเป็น “ปลัดกระทรวง” มหาดไทยคือรางวัล การได้ดำรงตำแหน่งเป็น “รัฐมนตรี” หลังเกษียณจากราชการคือรางวัล
นี่มิได้เป็นเรื่องแปลก
เช่นเดียวกับ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน เช่นเดียวกับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และลงเอยที่ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี
หากปมเงื่อนอยู่ตรงที่การคาดหวังมากกว่า
การคาดหวังว่า นายกฤษฎา บุญราช จะสามารถเนรมิตราคาพืชผลทางการเกษตรให้รุ่งโรจน์ขึ้นภายในพริบตาพลันต่างหาก
คือ สิ่งที่ นายกฤษฎา บุญราช จะต้องแบกรับ
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสมอเป็นเพียง “ต้นน้ำ” ยังมี “กลางน้ำ” อยู่ที่กระทรวงอื่น
และยังมี “ปลายน้ำ” อยู่ที่ “ตลาดโลก”
ตอนที่ นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา มาอยู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เกิดการคาดหวัง ตอนที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ มาอยู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เกิดการคาดหวัง
แล้วผลเป็นอย่างไร
ผลก็คือ ต้องเปลี่ยน นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ออกไป ผลก็คือ ต้องเปลี่ยน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ออกไป
นี่คือความน่ากลัวอันเกิดขึ้นมาแล้ว
สภาพที่ประสบจากกลุ่มการเมือง พรรคการเมือง ขณะนี้ คนที่ผ่านร้อนหนาวมาระดับ นายกฤษฎา บุญราช ย่อมมองออก แทงทะลุ
เว้นก็แต่จะไม่เข้าใจ
1 ไม่เข้าใจในความเป็นจริงของสถานการณ์หลังรัฐประหาร และ 1 ไม่เข้าใจความเป็นจริงที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังประสบอยู่
หากเข้าใจก็ย่อมจะรู้เท่าทันและบังเกิดความนิ่ง

