หน้าแรก คอลัมนิสต์ เรื่องที่น่าเ...

เรื่องที่น่าเศร้า : โดย วีรพงษ์ รามางกูร

30.11.17 | 13:15 น.

ขอแสดงความเสียใจและเห็นใจต่อครอบครัวของ นตท.ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ ที่ต้องสูญเสียจากการเสียชีวิตของสมาชิกในครอบครัวอย่างกะทันหัน นับเป็นการสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่มีค่าของประเทศชาติและกองทัพไทย เรื่องที่น่าเศร้าใจ เมื่อกระแสสังคมเกิดความกังขา เกิดความสงสัย ไม่แน่ใจว่าการเสียชีวิตของ นตท.ภคพงศ์ เกิดจากสาเหตุอันใดแน่ เพราะมีปรากฏการณ์ที่น่าสงสัยไม่โปร่งใสอยู่หลายอย่าง

อย่างแรกทางครอบครัวของ นตท.ภคพงศ์ ไม่เชื่อว่าตนจะได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวกับการชันสูตรพลิกศพ ถึงขนาดต้องทำการเผาหีบศพเปล่าในงานฌาปนกิจเป็นการอำพราง แล้วนำศพไปชันสูตรใหม่ในหน่วยงานของมหาวิทยาลัย จึงได้พบความผิดปกติ คือศพไม่มีอวัยวะภายในหลายอย่าง โดยครอบครัวไม่ได้รับการแจ้งข้อมูลในเรื่องนี้ หากครอบครัวไม่ได้ระแวงสงสัยและทำการฌาปนกิจไปตามประเพณี เรื่องอวัยวะหายก็คงไม่ปรากฏและมีการเสนอเป็นข่าวกันมา เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เก็บอวัยวะทั้งหลายเหล่านั้นล้วนเป็นหน่วยงานในสังกัดกองทัพบกทั้งสิ้น

ที่น่าเศร้าเรื่องที่สองก็คือ ผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาลขณะนี้ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหารมาก่อนทั้งสิ้น แต่ปฏิกิริยาแรกเมื่อทราบข่าวการเสียชีวิตของนักเรียนของโรงเรียนเตรียมทหาร ที่สังคมดูจากรูปการณ์แล้วน่าจะเกิดจากการถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงหรือที่เรียกว่าถูกซ้อม ก็บอกว่า “เป็นเรื่องปกติผมก็ถูกอย่างนี้แหละเพียงแต่ผมไม่ตายเท่านั้น” แม้ว่าจะออกมาขอโทษสังคมในภายหลังเพราะถูกกระแสสังคมกระหน่ำอย่างรุนแรง ถึงกับมีการรวบรวมรายชื่อได้มากกว่า 5 หมื่นคน ภายในเวลาวันสองวันให้แสดงความรับผิดชอบโดยการลาออกจากตำแหน่ง แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ปฏิกิริยาแรกที่ปรากฏของผู้หลักผู้ใหญ่ของประเทศเช่นว่านี้ แสดงให้เห็นถึง “ความรู้สึกนึกคิด” หรือ “mentality” ของผู้นำประเทศ ที่มีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่ทันจะเสกสรรปั้นแต่งวาทกรรมให้สวยหรู แต่เป็นวาทกรรมที่ออกจากจิตสำนึกแท้ๆ ของตน ที่มีต่อชีวิต ที่มีต่อเพื่อนร่วมสถาบันการศึกษาเดียวกับตน

รวมทั้งการให้คุณค่าแก่ผู้ที่ในอนาคตจะเป็นเพื่อนร่วมอาชีพกับตน

Advertisement

สมัยที่เรียนมัธยมอยู่ที่โรงเรียนสามแสนวิทยาลัยเมื่อปี 2502 นักเรียนชั้น ม.6 ก. ซึ่งเป็นชั้นที่เรียนดีที่สุดของโรงเรียน มีนักเรียนประมาณ 35 คน นักเรียนที่เรียนดีที่สุดของห้องนี้จะแบ่งออกเป็น 2 พวก พวกแรกจะมุ่งไปสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร เพื่อจะได้เรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อย จ.ป.ร.บ้าง โรงเรียนนายเรือบ้าง โรงเรียนนายเรืออากาศบ้าง อีกพวกหนึ่งมุ่งที่จะเรียนต่อเพื่อเป็นวิศวกรบ้าง เป็นแพทย์บ้าง พวกนี้ก็จะมุ่งสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพญาไท นักเรียนต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะการสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารกับการสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพญาไทสอบวันเดียวกัน ส่วนนักเรียนมัธยมปลายที่ไม่ค่อยชอบวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ไม่มีปัญหาต้องตัดสินใจ แค่มุ่งหน้าไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแผนกอักษรศาสตร์ เพื่อไปเรียนต่อคณะอักษรศาสตร์ รัฐศาสตร์ ส่วนที่ธรรมศาสตร์ไม่ต้องสอบเข้าเป็นรุ่นสุดท้าย

การสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร เป็นความใฝ่ฝันของนักเรียนมัธยมชายมาแต่เมื่อมีการก่อตั้งโรงเรียนเตรียมทหารได้สำเร็จเมื่อปี 2501 โดยการดำริของ จอมพลถนอม กิตติขจร ที่ขณะนั้นดำรงตำแหน่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพราะนักเรียนเตรียมทหารได้ใส่เครื่องแบบ สวมกางเกงขายาวก่อนนักเรียนเตรียมอุดมและนักเรียนอาชีวศึกษา งานวางพวงมาลาวันปิยมหาราช จะเห็นนักเรียนเตรียมทหารในเครื่องแบบที่ออกแบบผสมเครื่องแบบของ 3 เหล่าทัพ สวมหมวกทรงหม้อตาล ต้องเงยหน้ายืดอกตลอดเวลา เป็นที่ต้องตาต้องใจของนักเรียนมัธยมหญิงเป็นอย่างยิ่ง

สมัยนั้นพวกเรามักจะล้อโรงเรียนเตรียมทหารว่าเป็น “โรงเรียนเตรียมนายกรัฐมนตรีบ้าง” โรงเรียนเตรียมรัฐมนตรีบ้าง เพราะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลังจากการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 เป็นต้นมา

นายกรัฐมนตรีก็ล้วนแต่เป็นทหารทั้งนั้น เช่น พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา จอมพลแปลก พิบูลสงคราม พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร

นอกจากนายกรัฐมนตรีจะเป็นทหารเป็นส่วนใหญ่แล้ว รัฐมนตรีกระทรวงสำคัญๆ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นทหารทั้งสิ้น นักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 6 โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยรุ่นนั้น สามารถสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้หลายคน เป็นนายเรืออากาศก็มี เป็นนายทหารที่เติบโตเป็น พล.ท. พล.อ.ก็มี เป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมก็มี เป็นปลัดกระทรวงกลาโหมก็มี แม้ว่าจะไม่มีผู้บัญชาการเหล่าทัพก็ตาม ล้วนเป็นลูกศิษย์ที่ภูมิอกภูมิใจของครูใหญ่ครูน้อยที่โรงเรียนเป็นอย่างยิ่ง

คิดว่าปัจจุบันสังคมก็ยังให้การยกย่องไว้ใจสถาบันแห่งนี้ว่าเป็นสถาบันอันทรงเกียรติของประเทศชาติอยู่เสมอ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ จะถูกหรือไม่ถูก สถาบันโรงเรียนเตรียมทหารก็เป็นสถาบันที่ผลิตและหล่อหลอมบุคคลที่จะมาเป็นผู้กุมชะตาชีวิตของประเทศชาติเสมอมา

เมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น สังคมก็คาดหวังว่าผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้กุมชะตาของบ้านเมืองอยู่ในปัจจุบันจะมีทัศนคติให้สมกับการเป็นศิษย์เก่าของสถาบันอันทรงเกียรติแห่งนั้น..

แม้ว่าในภายนอก นักเรียนเตรียมทหารทุกคนที่มีความใฝ่ฝันในเครื่องแบบอันสวยหรูสูงส่ง แต่สภาพการฝึก ความทรหดอดทน การธำรงวินัย ก็มีประเพณีที่น่าสะพรึงกลัวคือการ “ซ่อม” หรือการ “ซ้อม” นักเรียนรุ่นน้องโดยเฉพาะนักเรียนเข้าใหม่ชั้นปีที่ 1 ต้องทำความรู้จักรุ่นพี่รุ่นน้อง ให้รู้จักครูอาจารย์ ให้รู้จักสิ่งที่ควรไม่ควร ที่ที่เข้าได้เข้าไม่ได้ แม้ว่าตามระเบียบบังคับจะลงโทษได้ด้วยการออกกำลังกาย จะถูกตัวผู้ถูกลงโทษไม่ได้ แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าในทางปฏิบัติยังมีการกระทำด้วยกำลังอยู่ แต่ไม่รุนแรงขนาดถึงตายเช่นกรณีนี้ และคงจะมีอยู่ทุกรุ่นตั้งแต่สมัยรุ่นแรกๆ แล้ว เพราะในบรรดานักเรียนโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยรุ่นเดียวกันก็มีอยู่คนหนึ่งที่เข้าได้โดยการสอบเข้าครั้งแรกแล้ว แต่ทนต่อระบบ “ซ่อม” หรือ “ซ้อม” ไม่ได้ เพียงเพราะบิดาขับรถเก๋งมาส่งใกล้โรงเรียนมากเกินไป ทำให้ไม่ต้องเดินไกลเหมือนคนอื่นๆ ที่เดินทางมาโดยรถเมล์ ก็เลยถูก “ซ่อม” อย่างหนัก อดทนไม่ได้ต้องลาออกไป แต่เนื่องจากเป็นคนเรียนเก่งจึงได้ไปสอบเข้าเรียนคณะวิศวกรรมชลประทาน ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เจริญก้าวหน้าในราชการกรมชลประทาน จนเป็นชลประทานเขต เกษียณอายุราชการที่จังหวัดอุดรธานี เพียงแต่ไม่ได้เป็น พล.อ.เท่านั้น

ภาพที่น่าเศร้าใจอีกภาพก็คือ เมื่อมีการส่งมอบอวัยวะภายในของ นตท.ภคพงศ์คืนให้กับบิดามารดา ก็สมควรที่จะทำอย่างสมเกียรติของนักเรียนเตรียมทหาร ผู้ที่ถ้าไม่เสียชีวิตก็คงจะได้เป็นนายทหารของชาติ

แต่ภาพการไปรับกล่องโฟมบรรจุอวัยวะภายในที่ระบุชื่อนามสกุลเท่านั้น ไม่ได้เปลี่ยนกล่องให้ดูดีกว่ากล่องโฟมแช่เย็นธรรมดาๆ ไม่มีผ้าคลุม ซึ่งเป็นที่น่าสลดใจสำหรับประชาชนผู้ได้เห็นจากภาพทางโทรทัศน์ เพราะเหมือนกล่องโฟมบรรจุอาหารหรือเครื่องดื่มเท่านั้นเอง

การจะกู้ชื่อเสียงเกียรติภูมิของโรงเรียนก็ดี ของกองทัพไทยก็ดี อาจจะรวมถึงรัฐบาลทหารที่ทำการปกครองประเทศอยู่ในขณะนี้ คือการทำให้ความจริงปรากฏอย่างตรงไปตรงมา มีการสอบสวนหาผู้กระทำผิดและผู้รับผิดชอบต่อการกระทำทั้งในระดับผู้กระทำ ผู้ปกครอง รวมทั้งผู้บังคับบัญชาการโรงเรียน หากมีความผิดวินัยและหรือกฎหมายของบ้านเมืองก็ปฏิบัติไปตามนั้นอย่างไม่มีอภิสิทธิ์เหนือกฎหมายของบ้านเมือง การรักษาชื่อเสียงเกียรติภูมิของโรงเรียนโดยการปกปิดความจริง หรือละเว้นการปฏิบัติต่อหน้าที่ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ย่อมเป็นการทำลายชื่อเสียงเกียรติภูมิของโรงเรียนเตรียมทหารและกองทัพไทยให้ย่อยยับลงไปอีกเป็นคำรบสอง เมื่อกระทำผิดแล้วก็ยอมรับผิดอย่างชายชาติทหารน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด และให้คำมั่นว่ากองทัพจะต้องมีการปฏิรูปขนานใหญ่ในทุกๆ ด้าน รวมทั้งด้านทัศนคติและจิตสำนึกด้วย

ขอให้คิดให้ดี..