หน้าแรก คอลัมนิสต์ มอง ชะตากรรม ...

มอง ชะตากรรม จาก บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ถึง มีชัย ฤชุพันธุ์

18.03.16 | 13:02 น.

ไม่ว่าชะตากรรมของ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เมื่อเดือนกันยายน 2558 ไม่ว่าชะตากรรมของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ในเดือนมีนาคม 2559

เหมือนกัน

กระนั้น ภายใน “ความเหมือน” ซึ่งถูกรุกไล่ กดดัน จาก ครม. และจาก คสช.ก็ปรากฏ “ความต่าง” ให้เห็น ให้ได้สัมผัส

นั่นก็ขึ้นอยู่กับ 1 ความเกรงใจ

นั่นก็ขึ้นอยู่กับ 1 กลยุทธ์ หรือ กระบวนท่า ในการบริหารจัดการกับสภาพการรุกไล่ กดดัน ว่าจะดำเนินไปอย่างไร

Advertisement

ต้องยอมรับว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ มีความจัดเจนเหนือกว่า

ต้องยอมรับว่า กระบวนท่าในการรุกไล่ กดดัน ต่อ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ดำเนินไปอย่างดิบ เถื่อน มากยิ่งกว่า

อยู่ๆ ก็ยัดเยียด “คปป.” เข้ามา

อยู่ๆ ก็มี “มติ” และโผ “ลับ” แจ้งไปยังบรรดาลูกแหล่ง ตีนมือ ภายในสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้คว่ำ

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ จึงต้องครวญ “เจ็บนี้อีกนาน”

ต้องยอมรับว่า ความจัดเจนของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ มิได้เป็นเรื่องของโชคช่วย หากแต่อยู่ที่การผ่านร้อนหนาวทางการเมืองมาอย่างเนิ่นนาน

ในฐานะเรียน “กฎหมาย” ย่อมต้องให้ความสนใจอยู่แล้ว

ยิ่งเมื่อเข้าไปดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการทำงานใกล้ชิด นายสมภพ โหตระกิตย์ ณ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ยิ่งสะสมบทเรียน ประสบการณ์

เมื่อเข้าไปในกองบัญชาการ “คณะปฏิวัติ” ในเดือนตุลาคม 2520

สามารถสัมผัส “ลิ่ม” แห่งความขัดแย้งอันเนื่องมาจาก “ยังเติร์ก” และความโดดเด่นที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้าไปแก้ไขปัญหาได้อย่างนุ่มนวล

ทำให้เข้าใจการเข้าสู่ “วิถีแห่งอำนาจ” เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2523

จากนั้น รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็เป็นรัฐบาลแรกที่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เข้าไปดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ในฐานะแห่ง “มือกฎหมาย” เคียงกับเงาร่าง “ป๋า”

ระยะกาลนั้นหนทางของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หนทางของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา หนทางของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หนทางของ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ หนทางของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ อยู่ที่ไหนไม่มีใครรู้และยังอยู่ห่างไกลอย่างยิ่ง

ตรงนี้คือจุดทำให้ “เกรงใจ” ตรงนี้คือจุดแห่ง “ความเก๋า”

ไม่ว่าการร่างรัฐธรรมนูญยุค นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ไม่ว่าการร่างรัฐธรรมนูญยุค นายมีชัย ฤชุพันธุ์ กระสวนใหญ่แทบมิได้แตกต่งกัน

มีความเห็นจาก ครม.แน่นอน มีความเห็นจาก คสช.แน่นอน

แต่ในยุคของ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ดำเนินไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่สามารถจับต้องแหล่งที่มาได้แน่ชัด

ตรงกันข้ามกับในยุคของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์

ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอจำนวน 12 ข้อจาก ครม.ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอจำนวน 3 ข้อใหญ่จาก คสช. ล้วนปรากฏอย่างแน่ชัด

ในเบื้องต้นอาจเสมอเป็นเพียง “ข่าว” แต่ต่อมาต้องการ “คำยืนยัน”

อาจเพราะเป็น “นักกฎหมาย” อาจเพราะต้องการให้ทุกเรื่องราวดำเนินไปอย่างสามารถสาวหาต้อตอและรากฐานความเป็นมา

จึงต้องขอ “หลักฐาน” จึงต้องขอเป็น “ลายลักษณ์อักษร”

ข้อเสนอ 16 ข้อของ ครม.จึงเป็นการลงนามโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะตัวแทน ข้อเสนอ 3 ข้อใหญ่ของ คสช.จึงเป็นการลงนามโดย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการ

เท่ากับเปิดเผยต่อ “สังคม” เท่ากับบอกให้รู้ว่า “ไผเป็นไผ”

 

จากกระบวนการโดย นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ จากกระบวนการโดย นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ในที่สุดก็เหมือนกัน

เหมือนกันตรงที่เมื่อท่านเหล่านี้เล่นบท “เนติบริกร” เหมือนกันตรงที่เมื่อท่านเหล่านี้เล่นบท “นักรับจ้างทำของ” ย่อมต้องทำตาม “ใบสั่ง” ของ “นาย” ของ “ผู้ว่าจ้าง”

เพียงแต่ “เนติบริกร” คนไหนจะมี “ความเขี้ยว” มากกว่า เท่านั้น