พม่าศึกษา อาณาบริเวณศึกษา กับความผันแปรของโลก (1) : ลลิตา หาญวงษ์

1.12.17 | 13:30 น.
เซอร์เจมส์ จอร์จ สก๊อต (ขวา) ในชุดพื้นเมืองพม่า เขาเป็นเจ้าหน้าที่อาณานิคมระดับสูงที่ได้รับการกล่าวถึงมากว่าเห็นใจและเข้าอกเข้าใจคนพื้นเมืองเป็นอย่างดี

มีผู้ถามถามผู้เขียนอยู่บ่อยๆ ว่าการศึกษาเกี่ยวกับประเทศหนึ่งๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมืองอย่างลุ่มลึกยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ในปัจจุบัน ในยุคที่ผู้คนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่ายขึ้นอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และในยุคที่สังคมโลกอาจไม่ต้องการข้อมูลในเชิงลึกแบบ “รู้เขามากกว่ารู้เรา” เท่ากับในยุคอาณานิคม สงครามโลกทั้งสองครั้ง และสงครามเย็น อย่างไรเสียก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าองค์ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปวิทยาการสมัยใหม่ทั้งหลายที่เรานำเข้ามาล้วนประกอบสร้างขึ้นผ่านการรับวัฒนธรรมตะวันตกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 ทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่คำถามพื้นฐานที่ว่า “เราคือใคร มีรากเหง้ามาจากไหน” และเราจะเข้าใจสังคมหนึ่งๆ ได้ลุ่มลึกมากขึ้นได้อย่างไร

แนวความคิดนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการขยายตัวของระบอบอาณานิคมในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ผ่านระบอบอาณานิคมของสหราชอาณาจักรที่ปกครองอินเดีย และพื้นที่ส่วนใหญ่ในแอฟริกาใต้และแอฟริกาตะวันออก อาณานิคมฝรั่งเศสที่ปกครองอินโดจีนและแอฟริกาตะวันตก รวมทั้งเนเธอร์แลนด์ที่เข้าไปควบคุมเส้นทางค้าขายเครื่องเทศในหมู่เกาะอีสต์อินดีส์ (ปัจจุบันคืออินโดนีเซีย) ระบอบอาณานิคมมิใช่การหาผลประโยชน์ที่วัดเป็นตัวเงินเท่านั้น แต่ความสำคัญของการสร้าง “อาณาจักร” (Empire) คือการควบคุมความสงบเรียบร้อยเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการค้าที่กำลังเติบโต และการขยายอิทธิพลของอาณาจักร โจทย์ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลอาณานิคมไม่ใช่การเข้าไปปกครองโดยใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามคนพื้นเมืองที่ต่อต้านตน (แม้จะมีการใช้ความรุนแรงมาโดยตลอดประวัติศาสตร์ยุคอาณานิคมก็ตาม) แต่เจ้าอาณานิคมต้องทำความเข้าใจอาณานิคม ทั้งสังคม คน ศาสนา และวัฒนธรรมอื่นๆ เพื่อที่จะทำให้พวกเขาคุยกับคนพื้นเมือง
รู้เรื่อง และปกครองได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

การปกครองในระบอบอาณานิคมจึงแบ่งออกเป็น 2 ส่วนชัดเจน คือ ส่วนบู๊ อันประกอบด้วยกองทหารและกองตำรวจเพื่อใช้ในการดูแลความสงบเรียบร้อยในอาณานิคม และขยายดินแดนออกไปเมื่อเจ้าอาณานิคมนั้นๆ ต้องการ และฝ่ายบุ๋น คือบรรดาข้าราชการอาณานิคมระดับปฏิบัติการและผู้บริหาร ที่เปรียบเสมือนเป็นมันสมองขับเคลื่อนกลยุทธ์การบริหารจัดการอาณานิคมให้เรียบร้อย เมื่ออาณานิคมเริ่มนิ่ง ฝ่ายบุ๋นเริ่มปฏิบัติการและเข้าไปศึกษาและทำวิจัยเกี่ยวกับสังคมพื้นเมืองมากขึ้นตลอดศตวรรษที่ 19-20 อันเป็นช่วงเวลาที่มีความตื่นตัวในการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับเอเชียและแอฟริกาแบบขนานใหญ่ และเกิดหน่วยงานที่อุทิศเวลาให้กับการศึกษาประวัติศาสตร์ โบราณคดี สังคม และรวบรวมองค์ความรู้จากเอเชียและแอฟริกาไว้ ที่รู้จักกันดีคงหนีไม่พ้น EFEO หรือสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ (ก่อตั้ง ค.ศ.1898/พ.ศ.2441) และคนของ EFEO จำนวนหนึ่งที่เข้ามาบุกเบิกการศึกษาประวัติศาสตร์กับโบราณคดีในประเทศไทย เช่น ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์, อองรี ปามองติเยร์, ศาสตราจารย์ฌอง บวชเซอลิเยร์ และ แบร์นาร์ด-ฟิลิปป์ โกรลิเยร์ ผู้มีส่วนกับการพลิกฟื้นโบราณสถานจำนวนมากในอินโดจีนและในไทย

องค์ความรู้เกี่ยวกับดินแดนในตะวันออกไกลอย่างจักรวรรดิอินเดีย (พม่าเป็นส่วนหนึ่งของอินเดียจนถึง ค.ศ.1937/พ.ศ.2480) และที่อื่นๆ ทั่วเอเชียเกิดขึ้นในปลายศตวรรษที่ 19 และเมื่อมีการก่อตั้งสมาคมรอยัลเอเชียติก (Royal Asiatic Society) ขึ้นในปี 1823 (พ.ศ.2366) โดยมีจุด
สนใจในช่วงแรกที่การศึกษาอารยธรรมยุคคลาสสิก เช่น การศึกษาภาษาบาลีและสันสกฤต องค์ความรู้ด้านเอเชียศึกษาขยายตัวพร้อมกับความอยากรู้อยากเห็นของชาวตะวันตก ที่มองเอเชียและอาณานิคมในภูมิภาคอื่นว่ามีความแปลกเร้นลับ (exotic)

ดังนั้น วัฒนธรรมแบบเอเชียจึงสร้างความประหลาดใจให้ชาวตะวันตกจนนำมาสู่การศึกษาวัฒนธรรมเอเชียอย่างเอาเป็นเอาตายในที่สุด

Advertisement

หากจะสรุปง่ายๆ ความตื่นตัวอยากจะรู้เขาของชาวตะวันตกเกิดขึ้นจากการตั้งคำถาม ความต้องการเรียนรู้ สร้างองค์ความรู้ อันจะช่วยการปกครองในระบอบอาณานิคม กระบวนการเรียนรู้ในบริบทของศตวรรษที่ 19
หรือยุคล่าอาณานิคมได้สร้างปราชญ์คนสำคัญๆ หรือผู้ที่บุกเบิกการศึกษาสังคม วัฒนธรรม ตลอดจนประวัติศาสตร์ของอาณานิคมทั่วโลก บ่อยครั้งที่ปราชญ์เหล่านี้เป็นข้าราชการในระบอบอาณานิคม และเป็นผู้ที่เห็นอกเห็นใจคนพื้นเมือง ทำให้พวกเขาสามารถพูดภาษาของคนพื้นเมืองได้อย่างแตกฉาน และเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่รวบรวมเรียบเรียงประวัติศาสตร์ของคนพื้นเมืองไว้โดยใช้กรอบการมองแบบตะวันตกในช่วงหลังยุครู้แจ้ง นำไปสู่การศึกษาเรื่องทางโลกและการตื่นตัวทางภูมิปัญญาด้านตะวันออกศึกษา (และแอฟริกันศึกษา)

ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว บริบทในยุคอาณานิคมเน้นการศึกษาสังคมของคนพื้นเมืองอย่างละเอียด เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการปกครองอาณานิคมและยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่กำลังเฟื่องฟูสุดขีด ในสหราชอาณาจักร โรงเรียนฝึกหัดข้าราชการอาณานิคม ที่ฝึกให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้เข้าใจภาษาและวัฒนธรรมพื้นฐานของประเทศที่ตนถูกส่งไป ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับการตั้ง School of Oriental and African Studies หรือวิทยาลัยบูรพคดีศึกษาและการศึกษาแอฟริกา (โซแอส) ณ มหาวิทยาลัยลอนดอนในปี 1916 (พ.ศ.2459) แนวคิดว่าด้วยการ “รู้เขา” สร้างองค์ความรู้ด้านเอเชียและแอฟริกาศึกษาจำนวนหนึ่ง ซึ่งจะเป็นพื้นฐานให้กับนักวิชาการรุ่นต่อๆ มา

จึงไม่น่าแปลกใจว่าเจ้าอาณานิคมจะกลายเป็น “นักวิชาการ” ในรุ่นแรก ในกรณีของพม่า ประวัติศาสตร์พม่าเล่มแรกๆ รวบรวมขึ้นโดยข้าราชการอาณานิคมระดับสูงอย่างเซอร์ อาเธอร์ แฟร์ (Sir Arthur Phayre) และเจฟฟรี่ ฮาร์วี่ (G.E. Harvey) และเจ้าหน้าที่ที่ถูกส่งไปปกครองรัฐฉานอย่างเซอร์ เจมส์ จอร์จ สก๊อต (Sir James George Scott) ซึ่งมีผลงานทั้งที่เกี่ยวกับรัฐฉาน และการศึกษาบุคลิกลักษณะของชาวพม่า (บะหม่า) ในหนังสืออันเลื่องชื่อของสก๊อต The Burman: His Life and Notion (ชาวพม่า: ชีวิตและวิธีคิดของเขา) การรวบรวมจำนวนประชากร ภูมิศาสตร์ ภูมิหลังของทุกๆ พื้นที่ในพม่าใน Gazetteer of Burma หรืออักขรานุกรมภูมิศาสตร์ของพม่า ก็จะเป็นพื้นฐานให้กับการศึกษาและทำความเข้าใจพื้นที่ราบในพม่าตอนล่างและพื้นที่ภูเขาในพม่าตอนบนในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่อาณานิคม-นักวิชาการกลุ่มนี้ต่อมาจะมีส่วนช่วยในการตั้งสถาบันการศึกษาในระดับสูงในพม่าอย่างมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง (สถาปนา ค.ศ.1920/พ.ศ.2463) และได้นักวิชาการที่มีประสบการณ์จำนวนหนึ่งมาร่วมสอนในช่วงแรก ยกตัวอย่างเช่น ดี.จี.อี. ฮอลล์ (D.G.E. Hall) ผู้เขียนตำราประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีชื่อเสียง หรืออย่าง จี.เอช. ลูซ (G.H. Luce) นักวิชาการผู้บุกเบิกการศึกษาโบราณคดีและประวัติศาสตร์ยุคโบราณในพม่า และ เจ.เอส. เฟอร์นิวอลล์ (J.S. Furnivall) นักวิชาการผู้หลงใหลพม่า เป็นตัวตั้งตัวตีก่อตั้ง Burma Research Society หรือสมาคมเพื่อการศึกษาวิจัยพม่า และเจ้าของการศึกษาด้านอาณานิคมที่มีชื่อเสียง

องค์ความรู้ด้านพม่าศึกษาในยุคแรกๆ จะถูกส่งต่อไปยังนักวิชาการชาวพม่าอย่าง เพ หม่อง ติน (Pe Maung Tin) ผู้ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ลูซอยู่หลายปี หล่ะ เพ (Hla Pe) ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาพม่าที่จะเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาภาษาพม่าที่มหาวิทยาลัยลอนดอน

ในสัปดาห์ต่อไป เราจะไปดูพัฒนาการของพม่าศึกษาและเอเชียศึกษาในฝั่งอเมริกา ซึ่งเกิดขึ้นในบริบทสงครามเย็น ซึ่งทำให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาตระหนักถึงความจำเป็นในการ “รู้เขา” ไม่ต่างจากเจ้าอาณานิคมในยุโรป หากแต่เป็นการรู้เขาในลักษณะที่แตกต่างออกไป