หากตัดเอาสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ออกไป อาจถือได้ว่าภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มี ความอ่อนไหวทางการเมืองน้อยที่สุด
หากเทียบกับ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เพราะว่าความสัมพันธ์ระหว่าง คสช.และรัฐบาลกับ 1 พรรคประชาธิปัตย์ และ 1 แกนนำ กปปส.เป็นไปอย่างมีสันถวมิตรอันสนิทสนม
ถึงกับเคยมี “คำชี้แนะ” ออกมา “ปราม”
การเคลื่อนไหวของเกษตรกรชาวสวนยางจำนวนหนึ่งที่เคยคิดจะเคลื่อนไหวตั้งแต่แรกที่ราคายางพาราทรุดเสื่อมตกต่ำในปี 2558
ว่าไม่ควรทำ เพราะนี่คือ “รัฐบาลของเรา”
ปรากฏการณ์อันเนื่องจากเสียงตวาดดังขึ้น ณ ตลาดปลา ปัตตานี เมื่อประสานเข้ากับการสลายการชุมนุมของชาวเทพา-ปัตตานี ที่สี่แยกสำโรง สงขลา
จึงถือว่าไม่น่าเกิดขึ้น ไม่น่าเป็นไปได้
กระนั้น เมื่อจับท่าทีของ คสช.และรัฐบาลหลังจากสถานการณ์ ณ ปัตตานี และสถานการณ์ ณ สงขลา บังเกิดขึ้นอย่างครึกโครม
ก็พอจะเข้าใจ
อาจเป็นเพราะ คสช.และรัฐบาลยังมีอารมณ์ “ค้าง” มาจากกรณีการเสียชีวิตของ “น้องเมย” และรวมถึงทิศทางและความสับสนจากการปรับ ครม. “ประยุทธ์ 5”
เมื่อมองเห็น “ผู้ชุนนุม” ที่สงขลา จึงเกิดความระแวง
เป็นความระแวงจากภาพและองค์ประกอบซึ่งมีจุดเริ่มจากเทพา และเมื่อประสานเข้ากับปัตตานีจึงต่อหัวต่อหางไปไกล
เพราะเทพา ปัตตานี ก็เป็นส่วนหนึ่งใต้กฎหมาย “ความมั่นคง”
จึงมิได้มองปรากฏการณ์ของชาวประมง และของชาวบ้านว่าดำเนินไปตามวิถีของคนรักบ้านเกิดคนรักชุมชน
หากแต่มี “กลิ่นอาย” แปลกแปร่ง น่าสงสัย
ถ้ามอง “ปรากฏการณ์” นี้จากจุดเริ่มต้นก่อนและหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 สถานการณ์ในระหว่าง “ครม.สัญจร”
ถือได้ว่าเป็น “จุดตัด” อย่างสำคัญ
เมื่อโยงการเชิญแกนนำเกษตรชาวสวนยางอย่างน้อย 3 จังหวัดภาคใต้เข้าค่าย “ปรับทัศนคติ” ก็ต้องยอมรับว่าเป็นมิติใหม่ในทางการเมือง
ยิ่งเห็นท่าทีของ “รอง ผวจ.” ที่นครศรีธรรมราช ยิ่งน่าตกใจ
เมื่อเกิดการส่งเสียงดังที่ตลาดปลา ปัตตานี และการสลายการชุมนุม ณ บริเวณแยกสำโรง สงขลา ก็ทำให้ชาวภาคใต้ได้ประสบอย่างเสมอภาค มาตรฐานเดียวกัน
กับชาวภาคเหนือ กับชาวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เพียงแต่ชาวภาคเหนือ กับชาวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถูกกระทำในห้วงต้นๆ หลังรัฐประหาร แต่ชาวภาคใต้เพิ่ง ถูกกระทำอย่างเด่นชัดในเดือนพฤศจิกายน 2560
เท่ากับยืนยันว่า นี่คือลักษณะ “ทั่วไป” ของสังคมไทย
เป็นลักษณะอันปรากฏ 3 ปีที่ไม่มีการเลือกตั้ง ไม่มีตัวแทนชาวบ้านอยู่ในสภานิติบัญญัติ และอยู่ในตึกไทยคู่ฟ้า
ไม่ว่าจะเรียกระบอบนี้ว่าอย่างไร เรียกว่าระบอบประชาธิปไตยอันมี “เอกลักษณ์ไทย” เรียกว่าระบอบประชาธิปไตย “ครึ่งใบ”
แต่ทั้งหมดนี้ คือ สภาพและความเป็นจริง
ความเป็นจริงที่ในเบื้องต้นชาวบ้านในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และใน กทม. รับรู้จนกระทั่งเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา
แต่ ณ วันนี้ ชาวภาคใต้เริ่มได้รับ

