เมื่อ พ.ย.60 เม.ย. และ มิ.ย.59 ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่ค่อนข้างไม่เหมาะสมในแวดวงทหารที่แพร่กระจายไปทางสื่อทุกประเภท กรณีนักเรียนเตรียมทหารเสียชีวิต ซึ่งญาติอ้างว่าเกิดจากการปรับปรุงวินัยอย่างรุนแรงของนักเรียนรุ่นพี่ ที่ต้องหาข้อเท็จจริงให้แน่ชัดต่อไป กรณีผู้บังคับบัญชาทหารที่เป็นนายทหารสัญญาบัตรชั้นนายร้อยและนายสิบ ทำร้ายร่างกายพลทหาร และอีกกรณีได้สั่งลงโทษด้วยการวิ่งออกกำลังกายเกินสมควรจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส ซึ่งผู้บังคับบัญชาระดับสูงก็ต้องสั่งสอบสวนลงโทษเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีแก่ผู้บังคับบัญชาทหารคนอื่นๆ อีก
นิ้วไหนร้ายก็อาจต้องตัดทิ้งไป
เป็นการกระทำความผิดส่วนบุคคล ไม่ใช่เป็นความผิดขององค์กร ซึ่งทหารก็มีวัฒนธรรมองค์การที่ดีๆ ของตนเองในการปรับปรุงบุคลิกลักษณะผู้นำและการธำรงรักษาไว้ซึ่งวินัย มาเป็นเวลานับแต่ พ.ศ.2430 ถึงปัจจุบันก็ได้ 129 ปีแล้ว ที่มีการถ่ายทอดเป็นคำขวัญ (Slogan) และคำกล่าวปฏิญาณ (OATHS) เช่น “ตายในสนามรบเป็นเกียรติของทหาร” “ไม่มีอะไรที่ทหารใหม่ทำไม่ได้ ทำไม่ไหวทำไม่ทัน” “ตายเสียดีกว่าที่จะละทิ้งหน้าที่” ฯลฯ และถ้าเป็นนักเรียนนายทหาร “ข้าพระพุทธเจ้า จะรักษามรดกของพระองค์ท่านไว้ด้วยชีวิต” ก็ได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้
มีกฎหมายสำคัญที่ใช้ควบคุมกำกับดูแลในเรื่องวินัยและพฤติกรรมของทหาร 3 ฉบับ (ถ้าไม่นับรวมกฎหมายอาญา แพ่ง และปกครอง) ได้แก่ 1) ประมวลกฎหมายอาญาทหาร พ.ศ.2454 2) พ.ร.บ.วินัยทหาร พ.ศ.2476 และ 3) พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากสื่อมวลชนจะมีผลทางกฎหมาย ดังนี้
1.ตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร พ.ศ.2454 เกิดการชกต่อยกันขึ้นระหว่างพลทหารกับนายสิบ เช่น พลทหารเก่ง ชกสิบโท ชัย ถ้าพลทหารเก่ง เป็นลูกหมู่ (ลูกแถว) แล้วสิบโท ชัย เป็นผู้บังคับหมู่โดยตรงไม่เกินหนึ่งชั้นของพลทหารเก่ง พลทหารเก่งจะมีความผิดฐานทำร้ายผู้บังคับบัญชาตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา 38 มีโทษตามสมควรแก่เหตุ 3 ประการ
1) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรูลงโทษ 3 สถาน คือ ประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต จำคุกสามปีถึงยี่สิบปี
2) ถ้ามันมิได้กระทำผิดต่อหน้าราชศัตรูแต่ได้กระทำในเวลาสงคราม หรือในเขตซึ่งอยู่ในอำนาจกฎอัยการศึก ท่านให้ลงอาญาจำคุกมัน ตั้งแต่ปีหนึ่งนับจนถึงยี่สิบปี
3) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้น ในเวลาหรือที่อื่นนอกจากที่ว่ามาแล้ว ท่านให้ลงโทษอาญาจำคุกมันตั้งแต่ปีหนึ่งขึ้นไปจนถึงเจ็ดปี และในมาตรา 40 ถ้าในการกระทำผิดเช่นว่าเป็นเหตุให้ผู้ต้องประทุษร้ายถึงตายหรือต้องบาดเจ็บสาหัสด้วยไซร้ ท่านว่ามันสมควรรับโทษหนักยิ่งกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ แต่ถ้าสิบโท ชัย ไม่ใช่เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงแต่เป็นผู้ใหญ่เหนือตน มาตรา 39 ท่านว่ามันควรรับอาญา จำคุก ไม่เกินกว่า 5 ปี (ผู้ใหญ่เหนือตน ได้แก่ ผู้ที่มียศสูงกว่าไม่ได้อยู่ในสายการบังคับบัญชาโดยตรง อาจอยู่ในหน่วยหรือต่างหน่วยหรือต่างกองทัพกัน ฯลฯ)
นอกจากนั้นข้าราชการทหารยังอาจถูกบังคับตามมาตรา 30 ผู้ใดเป็นทหารและขัดขืนหรือละเลยมิกระทำตามคำสั่งอย่างใดๆ ท่านว่ามันมีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกตามสมควรแก่เหตุอีกด้วย ในหลักกฎหมายอาญาการกระทำความผิดกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามบทที่หนักที่สุด
กรณีผู้บังคับบัญชาทำร้ายผู้ใต้บังคับบัญชา เช่น ร้อยตรี เด่น หรือ สิบโท ดัง ชกและเตะพลทหารไก่ มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา ไม่ใช่ประมวลกฎหมายอาญาทหาร เพราะทางราชการทหารถือว่าการทำร้ายผู้บังคับบัญชาโดยตรงของตนเองมีความผิดรุนแรง
ยกตัวอย่างเช่น พันเอก เก่ง ตำแหน่งรองผู้บัญชาการกรม ต่อย พันเอก (พ.) ยอด ตำแหน่งผู้บังคับการกรม เป็นการทำร้ายผู้บังคับบัญชาโดยตรงถึงแม้ว่ามียศพันเอกเหมือนกัน หรือพลตรี ชาย รองแม่ทัพ ต่อย พลโท กาจ แม่ทัพเดียวกัน เป็นการทำร้ายผู้บังคับบัญชาเหนือตน (มาตรา 38) แต่ถ้า พลโท กาจ เป็นแม่ทัพอื่นๆ ไม่ใช่เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงก็เป็นการทำร้ายร่างกายผู้ใหญ่เหนือตนตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร (มาตรา 39) แต่ถ้าพันโท เก่ง ผู้บังคับกองทัพ ต่อย พันตรี ยอด รองผู้บังคับกองพัน เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา ไม่ใช่ประมวลกฎหมายอาญาทหาร
เขตอำนาจศาลที่รับพิจารณาพิพากษาตัดสินคดี โดยไม่มีพลเรือนร่วมกระทำผิดด้วย เป็นกรณีผู้บังคับบัญชาทำร้ายผู้ใต้บังคับบัญชาก็ขึ้นศาลทหาร ได้แก่ ศาลมณฑลทหารบกในเขตพื้นที่ แต่ถ้าเป็นนายทหารชั้นนายพลกระทำความผิด ก็ต้องดำเนินคดีที่ศาลทหารกรุงเทพแห่งเดียวที่ กทม. มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้ทุกตัวบทกฎหมาย โดยไม่จำกัดชั้นยศของจำเลย
2.ตามประมวลกฎหมายอาญา เป็นความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายที่ผู้บังคับบัญชาทหารทำร้ายร่างกายผู้ใต้บังคับบัญชาของตน หรือทำร้ายผู้มียศตำแหน่งเทียบเคียงกัน เช่น พันโทหญิงสุนันทา สังกัดกองทัพบก ตบหน้าเรืออากาศเอกหญิง สุรัตน์ สังกัดกองทัพอากาศ ดังนี้ พันโทหญิงสุนันทา มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญาแต่ไม่มีความผิดฐานทำร้ายผู้ใหญ่เหนือตนตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร ฯลฯ เพราะเรืออากาศเอกหญิง สุรัตน์ มียศต่ำกว่าพันโทหญิงสุนันทา อยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร
หรือจ่าเอก แมน สังกัดกองทัพเรือ ชกพันจ่าอากาศโท ชัย สังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย ดังนี้ จ่าเอก แมน มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้ใหญ่เหนือตนอยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร และในกรณี สิบโท ชัย ลักทรัพย์เป็นเงินห้าพันบาทของพลทหารเอก จนเป็นสาเหตุให้เกิดการชกต่อยกันขึ้นนั้น ก็มีความผิดฐานลักทรัพย์อีก 1 กระทง และถ้าเป็นการลักทรัพย์ด้วยเหตุฉกรรจ์ก็มีโทษสูงกว่าลักทรัพย์ปกติธรรมดา
ในข้อเท็จจริงไม่มีพลเรือนร่วมด้วย ก็อยู่ในอำนาจของศาลมณฑลทหารบกในเขตพื้นที่
และนอกจากนั้นถ้ามีข้อเท็จจริงต่างๆ ที่พนักงานสอบสวนรวบรวมได้ อาจเป็นความผิดตาม ม.157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตต้องระวางโทษจำคุกและปรับและอาจมีความผิดตาม ม.83 ตัวการ ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ซึ่งความผิดตาม ม.157 นี้ ต้องส่งต่อไปให้ ป.ป.ช.หรือ ป.ป.ท.ดำเนินการแก่ผู้กระทำความผิดตามชั้นยศหรือระดับที่กำหนดไว้
3.ตามประมวลกฎหมายแพ่งและกฎหมายปกครอง มาตรา 420 ความผิดเรื่องละเมิด บัญญัติว่าผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิด จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น และ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่
ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
มาตรา 8 ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวให้แก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในกรณีตามตัวอย่าง ได้ทำละเมิดต่อพลทหาร 2 นาย ทำให้เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บสาหัส 1 นาย จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
ดังนั้น ญาติของผู้เสียหายหรือตัวผู้เสียหายเองจึงแต่งตั้งทนายฟ้องกองทัพบกเพราะเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นนิติบุคคล โดยมีผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดกองทัพบก ถ้ากองทัพบกแก้คดีก็ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายไป และกองทัพบกก็สามารถมาไล่เบี้ยคืนกับผู้ทำให้เกิดความเสียหายจากกลุ่มทหารนั้นได้
ในกรณีนี้ถ้ากลุ่มทหารนั้นได้ทำไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงออกคำสั่งทางปกครองให้กลุ่มทหารนั้นเป็นรายบุคคล รับผิดชอบจ่ายค่าสินไหมทดแทน ถ้าไม่ยินยอมก็ต้องฟ้องศาลต่อไป แต่ถ้าผู้กระทำทั้งหมดนั้นกระทำไปด้วยความรอบคอบไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และศาลเชื่อตามพยานหลักฐานข้อเท็จจริงอย่างนี้ กองทัพบกก็ต้องรับผิดชอบเสียงบประมาณเองไปโดยปริยาย ไม่สามารถไล่เบี้ยจากใครได้
มีอีกหนึ่งคดีที่เกิดขึ้นจริง เมื่อ ก.ค.59 แจ้งว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) กระทรวงยุติธรรม ได้ส่งหนังสือแจ้งการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีการเสียชีวิตของพลทหาร ระบุพบว่านายทหารสัญญาบัตร 1 นาย กับพวกรวม 10 นาย ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ประกอบ ม.83 และประมวลกฎหมายอาญาทหาร ม.30 วงเล็บ 2 โดยจะมีการส่งสำนวนคดีไปยังพนักงานอัยการต่อไป ส่วนคดีแพ่งนั้น มารดาพลทหารที่เสียชีวิตได้ยื่นฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนทางละเมิดต่อหน่วยงานต้นสังกัดจนสามารถเจรจาไกล่เกลี่ยกันได้
โดยศาลแพ่งสั่งให้กองทัพบกเป็นผู้ชดเชยเยียวยาค่าเสียหายแก่มารดาพลทหารที่เสียชีวิตเป็นเงินประมาณ 7 ล้านบาทเศษด้วย
4.ตาม พ.ร.บ.วินัยทหาร พ.ศ.2479 และการใช้อำนาจทางปกครอง ซึ่งผู้บังคับบัญชามีอำนาจลงทัณฑ์ผู้ทำผิดวินัยทหารได้ 5 สถาน ได้แก่ ภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กัก ขัง และจำขัง ทราบว่าผู้บัญชาการกองพลได้สั่่งลงทัณฑ์ขังนายทหารตำแหน่งผู้บังคับหมวดได้หนึ่งเดือน (สั่งขัง 30 วันเต็มอำนาจ) และผู้บังคับหมู่ได้ 2 เดือน (สั่งขัง 45 วัน) และในมาตรา 7 ทหารผู้ใดกระทำผิดต่อวินัยทหารจะต้องรับทัณฑ์ตาม พ.ร.บ.นี้และอาจต้องถูกปลดจากประจำการหรือถูกถอดจากยศทหารได้ แต่ในคดีนี้มีการกระทำความผิดทางอาญา มีผู้เสียชีวิตจึงต้องรอผลการพิจารณาของศาลทหารว่าจะลงโทษสถานใด ถ้าสั่งลงโทษจำคุกโดยไม่มีการรอลงอาญา ก็เป็นสาเหตุแห่งการถูกปลดและถอดยศต่อไปได้ นอกจากนั้นโทษทางปกครองที่ผู้บังคับบัญชามีอำนาจ เช่น การงดบำเหน็จเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี การปรับย้ายออกจากตำแหน่งเดิมเป็นประจำหรือสำรองราชการหรือพักราชการ สั่งปลดหรือไล่ออกจากราชการ ทำให้ทางราชการไม่จ่ายเงินเดือนและสิทธิต่างๆ เดือดร้อนถึงสิทธิที่บิดามารดาจะได้รับด้วย
ส่วนในรายของนักเรียนเตรียมทหารรุ่นพี่ ถ้ากระทำผิดและยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกองประจำการก็ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 และได้ทราบว่า ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้สั่งย้ายให้ผู้บังคับการกรม และผู้บังคับกองทัพที่ปกครองดูแลนักเรียนเป็นประจำหน่วย ฐานบกพร่องต่อหน้าที่ และสั่งตั้งกรรมการสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตแล้ว โดยไม่ได้ปกป้องผู้กระทำผิดแต่อย่างใด
เป็นข้อสังเกตว่านายทหารมียศ ร้อยตรี ร้อยโท และสิบตรี สิบโท น่าจะเพิ่งจบการศึกษาไปใหม่ๆ และนักเรียนเตรียมทหารรุ่นพี่ อายุยังอยู่ในช่วงวัยต้นอาจขาดการยับยั้งชั่งใจ นึกสนุก คึกคะนอง และส่วนใหญ่จะแอบลักลอบสั่งกระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุในเวลากลางคืนจึงส่งผลร้าย 1) ต่อชื่อเสียงของหน่วยเป็นส่วนรวม (ถึงแม้จะเป็นความผิดเฉพาะบุคคล) 2) ต่อตัวเอง ที่ชีวิตรับราชการอาจต้องจบสิ้นลง พ่อแม่อุตส่าห์ส่งเสียเล่าเรียนสอบแข่งขันเข้าไปศึกษาใน ร.ร.ทหารได้ มีความเก่งและความรู้ความสามารถดีอยู่แล้ว แต่ด้วยความอ่อนด้อยประสบการณ์ทำให้ชีวิตต้องพลิกผัน เป็นข้าราชการมีอนาคตที่ดีกลับต้องมาถูกต้องโทษเสียเองไม่คุ้มกัน และ 3) ต่อความหวังของพ่อแม่ญาติพี่น้อง ที่อาจจะต้องขาดที่พึ่งที่อาศัยต่ออนาคตของลูกๆ เหล่านี้มีอาชีพรับราชการทหาร มั่นคงและมีเกียรติ ก็ต้องพังทลายไป กลับมาเป็นภาระให้แก่พ่อแม่ญาติพี่น้องอีกด้วย เป็นเรื่องน่าเศร้าจริงๆ ถ้ารู้อย่างนี้ก็จะไม่กระทำอีกเด็ดขาด
จึงเป็นอุทาหรณ์สำคัญของข้าราชการทหารที่มีอำนาจว่า อำนาจต้องใช้ด้วยความเป็นธรรม อย่าลุแก่อำนาจและบิดเบือนในการใช้อำนาจ (ABUSE OF POWER) ขอให้ผู้บังคับบัญชาทหารทุกระดับได้ตระหนักและจำไว้ว่าการกระทำความผิดต่อชีวิตร่างกายของทหารไม่ว่าชั้นยศใด จนล้มตายและบาดเจ็บสาหัสนั้น มีผลกระทบทางลบอย่างยิ่งต่อองค์การและต่อตนเอง
ดังนั้นผู้บังคับบัญชาทหารทุกระดับจะต้องพึงระลึกในการใช้อำนาจของตนเอง และควบคุมกำกับดูแลการใช้อำนาจของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความเข้มงวดอยู่เสมอตลอดไปทุกโอกาส
พลโท ทวี แจ่มจำรัส
ข้าราชการบำนาญ

