หน้าแรก คอลัมนิสต์ คอลัมน์ไทยพบพ...

คอลัมน์ไทยพบพม่า : พม่าศึกษา อาณาบริเวณศึกษา กับความผันแปรของโลก (2) : โดย ลลิตา หาญวงษ์

8.12.17 | 13:00 น.
แม้พม่าจะวางตัวเป็นกลางในสงครามเย็น แต่รัฐบาลพม่ายุคแรกหลังได้รับเอกราชมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ในภาพนี้ อู นุ นายกรัฐมนตรีของพม่า (คนกลาง) เยือน Independence Hall ณ เมืองฟิลาเดลเฟีย โดยมีจอห์น แมคเดอร์มอท (คนขวา) เจ้าหน้าที่ของ OSS ติดตามไปด้วย ระหว่างเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ, กรกฎาคม 1953 (ภาพจากเว็บไซต์ของ U.S. Department of State)

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงในปี 1945 (พ.ศ.2488) ประเทศอาณานิคมทั่วโลกทยอยได้รับเอกราช บทบาทของเจ้าอาณานิคมเดิมอย่างสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ ลดถอยลงไปพร้อมๆ กับสถานะทางการเงินที่ย่ำแย่ เนื่องจากต่างระดมสรรพกำลังไปในสงครามโลกครั้งที่ 2 และฝ่ายสัมพันธมิตรในยุโรปถูกโจมตีอย่างหนักโดยกองทัพของฝั่งอักษะภายใต้การนำของพรรคนาซีในเยอรมนี เมื่อสัญญาณของสงครามเย็นอุบัติขึ้นในสงครามเกาหลีในปี 1950 (พ.ศ.2493) เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าสถานะมหาอำนาจของโลกข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งจะต่อสู้ทางอุดมการณ์กับมหาอำนาจฝั่งคอมมิวนิสต์อย่างสหภาพโซเวียตต่อมาอีกหลายทศวรรษ

อนึ่ง ควรกล่าวก่อนว่าแนวคิดว่าด้วย “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” หรือการมองประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ติมอร์ตะวันออกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสมาจนถึงปี 1975/พ.ศ.2518 ก่อนถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซียในปีถัดไป และบรูไนเพิ่งได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรในปี 1984/พ.ศ.2527) ว่าเป็น “ภูมิภาค” เดียวกันเพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรตั้งศูนย์บัญชาการแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ South-East Asia Command ขึ้น เพื่อแยกพื้นที่แถบนี้ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของกองทัพญี่ปุ่นออกจากเอเชียในส่วนอื่นๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ชาวตะวันตกเรียกรวมๆ กันว่า “ตะวันออกไกล” (Far East)

เมื่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้นในฐานะที่เป็นหน่วยหนึ่งในภูมิรัฐศาสตร์ของโลก องค์ความรู้เกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงถูกพัฒนาขึ้นแทนที่การศึกษาประเทศใดประเทศหนึ่งหรือกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในมุมมองของเจ้าอาณานิคมอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือเนเธอร์แลนด์ เหตุการณ์ที่ตอกย้ำแนวคิดนี้คือการตั้งสมาคมอาสาหรือสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นในปี 1961 (พ.ศ.2504) ก่อนที่จะพัฒนาไปเป็นสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนในอีก 6 ปีต่อมา อันเป็นช่วงที่เกิดสงครามเวียดนามขึ้นแล้ว และเป็นช่วงนี้สหรัฐอเมริกาเริ่มเข้ามาแทรกแซงกิจการทางการเมืองในหลายประเทศที่มองว่าเป็น “พันธมิตร” ที่สำคัญของตนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะไทยและฟิลิปปินส์

แม้ตลอดยุคสงครามเย็น พม่าจะประกาศว่าตนมีสถานะ “เป็นกลาง” ไม่ฝักใฝ่ทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้นำพม่าในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภายุคแรกต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างเปิดเผย และพยายามกวาดล้างฝักฝ่ายคอมมิวนิสต์ในประเทศตนเองมาโดยตลอด จนเกิดเป็นวิกฤตการทางการเมืองครั้งใหญ่ที่ขัดขวางไม่ให้พม่าพัฒนาและฟื้นฟูประเทศได้อย่างเต็มที่ ในยุคที่แทบทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจเป็นของตนเอง การต่อสู้กับคอมมิวนิสต์และสงครามกลางเมืองกับชนกลุ่มน้อยทำให้รัฐบาลพม่าภายใต้อู นุ จำเป็นต้องหา “ตัวช่วย” โดยเฉพาะมันสมองจากเทคโนแครตทั้งหลายที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาส่งมาช่วยเหลือพม่า และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่รัฐบาลพม่าจ้างมาเอง ในช่วงระหว่าง ค.ศ.1948-1958 หรือ 10 ปีหลังพม่าได้รับเอกราช มีนักวิชาการ-นักวิจัยอเมริกันจำนวนหนึ่งที่เข้าไปในพม่าเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของพม่า

นับเป็นชาวอเมริกันรุ่นต่อจากมิชชันนารีที่เข้าไปในพม่าตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 หรือในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่บุกเบิกการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพม่า

Advertisement

นักวิชาการ-นักวิจัยอเมริกันในยุคสงครามเย็นโดยมากทำงานให้กับหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐ หรือทำงานในบริษัทที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตอย่างมากในยุคนั้น ตัวอย่างปราชญ์อเมริกันที่น่าสนใจในช่วงนี้ เช่น จอห์น เอฟ. เคดี้ (John F. Cady) อดีตศาสตราจารย์ประจำวิทยาลัยแฟรงกลิน มลรัฐอินเดียนา ที่ผันตัวไปทำงานให้กับหน่วยงานด้านความมั่นคงของสหรัฐอย่าง OSS ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่ (ต่อมาจะกลายเป็น CIA มาจวบจนปัจจุบัน) ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะประเทศพม่า เพราะเขาเป็นชาวอเมริกันเพียงไม่กี่คนที่ได้เข้าไปสอนในมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง และได้เรียนรู้ทั้งสังคม วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของพม่า ควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจระบอบอาณานิคมในพม่าด้วย เคดี้มีผลงานชิ้นเอกเป็นหนังสือขนาดยาวในชื่อ A History of Modern Burma หรือประวัติศาสตร์พม่าสมัยใหม่
ลักษณะสำคัญของงานเขียนด้านพม่าศึกษาสกุลอเมริกันคือการป้อนองค์ความรู้ให้กับหน่วยงานด้านความมั่นคงและรัฐบาลสหรัฐ ในบรรยากาศสงครามเย็นที่ตึงเครียด ซึ่งสหรัฐอเมริกาต้องการทำความเข้าใจประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ได้มากที่สุดในเวลาที่สั้นที่สุด เพื่อถือไพ่ให้เหนือกว่าหน่วยข่าวกรองฝั่งตรงข้าม อย่างไรก็ดี รัฐบาลสหรัฐรู้ดีว่าความรู้เฉพาะที่เกี่ยวกับการเมือง การปกครอง และความมั่นคงไม่สามารถช่วยให้พวกเขาเข้าใจสังคมพม่าอย่างลึกซึ้งได้ หากแต่ต้องศึกษาประวัติศาสตร์ คนในประวัติศาสตร์ และสังคมของพม่าในทุกๆ มิติ งานของแฟรงค์ เอ็น. แทรเกอร์ (Frank N. Trager) อดีตที่ปรึกษาของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอีกหลายแห่ง และยังเคยเป็นผู้อำนวยการโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่รัฐบาลพม่าที่รัฐบาลสหรัฐจัดตั้งขึ้นด้วย งานศึกษาชิ้นสำคัญๆ ของแทรเกอร์มีหลายชิ้น และมีบางชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่าเขาพยายามศึกษาสิ่งที่เขาต่อต้านมาโดยตลอด นั่นก็คือระบอบคอมมิวนิสต์ งานเขียนชื่อว่า Marxism in Burma หรือลัทธิมาร์กซ์ในพม่า เป็นตัวอย่างที่ดีที่ชี้ให้เห็นประเด็นนี้

หากบุคคลเหล่านี้ยังมีชีวิตอยู่มาจนถึงปัจจุบัน ผู้เขียนไม่มั่นใจว่างานเขียนของพวกเขาจะได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการพม่าศึกษามากน้อยเพียงใด เพราะนักวิชาการ-นักวิจัยอเมริกันยุคสงครามเย็นล้วนเป็นคนของรัฐบาลและสนับสนุนสงครามในเวียดนาม หรือหากพูดในภาษาปัจจุบันคือเป็นพวก “ขวาจัดๆ” ทั้งสิ้น

นอกจากนักวิชาการ-นักวิจัยด้านพม่าศึกษาที่เด่นๆ หลายคนแล้ว สหรัฐอเมริกายังได้สร้างสถาบันการศึกษาหลายแห่งที่เชี่ยวชาญด้านอาณาบริเวณศึกษา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา และพม่าศึกษา มีการจัดตั้งศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาขึ้นเป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา ณ มหาวิทยาลัยเยล มลรัฐคอนเนคทิคัต ไม่นานก่อนเกิดสงครามเย็นขึ้น ก่อนที่จะมีการขยายการเรียนการสอนและการวิจัยด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาออกไปทั่วสหรัฐอเมริกา ตามมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่และมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ มหาวิทยาลัยมิชิแกน มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-เบิร์กเลย์ ฯลฯ เพื่อตอบโจทย์ด้านการศึกษาจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของรัฐบาลสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เพิ่งจะมีการก่อตั้งศูนย์พม่าศึกษาแห่งแรกและแห่งเดียวในสหรัฐ ซึ่งก่อตั้งขึ้น ณ มหาวิทยาลัยนอร์ธเทิร์น อิลลินอยส์ (NIU) เมื่อปี 1986 (พ.ศ.2529) ศูนย์พม่าศึกษาที่ NIU เป็นรูปเป็นร่างขึ้นช่วงปลายสงครามเย็น ทำให้หัวข้อการศึกษาวิจัยของนักวิชาการในสายนี้กว้างขึ้นและเริ่มออกห่างจากการศึกษาพม่าในเชิงการเมืองและความมั่นคง แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องการเมืองได้เสียทีเดียว เพราะการปกครองแบบเผด็จการทหารในพม่ายิ่งสร้างความตื่นตัวให้นักวิชาการพม่าศึกษาทั้งในสหรัฐ และในประเทศอื่นๆ แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากและนักวิชาการเกือบทั้งหมดไม่สามารถเข้าไปทำวิจัยในพม่าได้ตามอำเภอใจ แต่ในขณะเดียวกัน วงการพม่าศึกษาของโลกก็ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงเพื่อให้โลกรับรู้ความฉ้อฉลและความโหดเหี้ยมของระบอบเผด็จการทหารในพม่า

และคงจะมีพันธกิจแบบนี้ต่อไป จนกว่าพม่าจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเสียที

ลลิตา หาญวงษ์

[email protected]