ใครที่เคยคิดว่า การไม่ยอม “ปลดล็อก” พรรคการเมืองออกจากคำสั่งหัวหน้า คสช.การพยายาม “ยื้อ” การเลือกตั้งให้ทอดยาวออกไปจะเป็นชัยชนะ
เป็นส่วนหนึ่งใน “การรุก” ทางการเมือง
หากลองทบทวน ผลดี ผลเสีย อย่างเปี่ยมด้วยสติสัมปชัญญะ และย้อนกลับไปศึกษาบทเรียนทางการเมืองในอดีตก็จะค่อยๆ ประจักษ์
ประจักษ์ว่า แม้จะถือว่า “รุก” แต่มิได้รุกไปสู่ “ชัยชนะ” อย่างแท้จริง
ตรงกันข้าม ผลพลอยได้เฉพาะหน้าก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่สลักสำคัญอะไร ขณะที่ผลพลอยเสียซึ่งจะตามมากลับจะหนักหนาสาหัสมากยิ่งกว่า
ที่คิดว่า “รุก” กลับจะกลายเป็น “ตั้งรับ”
ที่คิดว่าจะได้แต้ม สร้างคะแนน กลับทำให้เสียแต้ม คะแนนและความนิยมจะถูกท้าทายและค่อยๆ หายไปเป็นลำดับ
พลันที่จำต้อง “เลือกตั้ง” ก็อาจไม่เป็นไปตาม “เป้า”
ไม่ว่าจะหยิบเอากรณีอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดที่กลางทุ่ง อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา มาเป็นข้ออ้างมาเป็นเหตุผล
ไม่ว่าจะยืนยันว่า “ความสงบ” ยังไม่บังเกิด
ไม่ว่าจะยืนยันไปตามแนวทางที่ กปปส.มีบทบาท และ คสช.นำมาเป็นแนวทางของตนโดยเฉพาะคำขวัญที่ว่า “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”
ทุกเรื่องทุกประเด็นล้วนกลายเป็น “คำถาม”
คำถาม 1 ก็คือ ใครกันเล่าที่อาสาและทำหน้าที่ในการปฏิรูป ไม่ว่าจะเรียกว่า “สปช.” ไม่ว่าจะปรากฏขึ้นในรูปของ “สปท.”
แล้วที่ไม่สำเร็จ ไม่มีเม็ดงาน เป็นความรับผิดชอบของใคร
คำถาม 1 ก็คือ ทั้งๆ ที่ก่อนและหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 อำนาจทางด้านความมั่นคงล้วนอยู่ในมือของกองทัพเป็นเวลากว่า 3 ปี
เหตุใดจึงมิอาจสร้างความสงบให้เกิดอย่างเป็นจริง
จุดอ่อนเป็นอย่างมากของการยื้อและทอดเวลา “การเลือกตั้ง” ให้ยาวนานจนเกินที่กำหนดเอาไว้เป็นโรดแมปในรัฐธรรมนูญ คือ ความไม่พร้อม
มิใช่ความไม่พร้อมของ “พรรคการเมือง”
มิใช่ความไม่พร้อมของประชาชนผู้มีสิทธิในการเลือกตั้ง เพราะอย่างน้อยประชาชนก็มีประสบการณ์ที่ดีมาแล้วจากยุคใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540
หากแต่ในที่สุด คือ ความไม่พร้อมของ “คสช.”
บทบาทและความหมายของความไม่พร้อมอย่างตรงเป้า ตรงประเด็นมากที่สุดก็คือ ความไม่มั่นใจอย่างเพียงพอว่าเลือกตั้งแล้วจะสามารถได้ชัยชนะ
ทั้งๆ ที่ครองอำนาจมา 3 ปีกว่า
ทั้งๆ ที่จัดวางโครงสร้างทั้งผ่าน “รัฐธรรมนูญ” ผ่าน “คณะกรรมการยุทธศาสตร์” และผ่านการจัดสรรคนของตนเข้ารับตำแหน่งสำคัญๆ
ทั้งๆ ที่ คสช.ยังยึดกุมอำนาจใน “กองทัพ” ไว้อย่างมั่นคง
ความไม่พร้อม ความไม่มั่นใจว่าจะสามารถกำชัยจากกระบวนการเลือกตั้งนี้เองที่ก่อรูปขึ้นกลายเป็น “ความหวาดกลัว”
ที่ออง ซาน ซูจี เคยสรุปในห้วงแห่งการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการของทหารพม่าว่า “ความกลัวทำให้เกิดความเสื่อม” นั้นจริงแท้อย่างแน่นอน
เพราะความกลัวนั้นเองที่ก่อปัญหา
ยิ่งเมื่อเจาะเฉพาะปัญหาการเมืองอันเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ยิ่งฉายภาพแห่งความหวาดกลัวออกมาอย่างแน่ชัด ถึงกับยื้อและไม่อยากให้มีการเลือกตั้ง
จึงยิ่งยื้อ จึงยิ่งบังเกิด “ความหวาดกลัว”

