การตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป (อียู) ตกลงที่จะปรับความสัมพันธ์ด้านการเมืองกับรัฐบาลไทย และเตรียมไปสู่การเจรจาทางการค้านั้นเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ แม้ว่าในแวดวงการทูตรู้ว่าถึงอย่างไรวันนี้ต้องมาถึง
ขึ้นอยู่กับว่าคืนดีก่อนหรือคืนดีหลังการเลือกตั้งดีกว่ากัน
จนได้ข้อสรุปเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2560 หลังวันรัฐธรรมนูญของไทยพ้นมาหนึ่งวัน ว่าคืนดีดักหน้าไว้ก่อนคงจะดีกว่า
เพราะดูท่าแล้วว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกายังเปิดทำเนียบขาวต้อนรับหัวหน้าคสช. ส่วนจีนก็แนบแน่นกับไทยขึ้นเรื่อยๆ ขนาดเรือดำน้ำยังซื้อง่ายขายคล่อง ถ้ายุโรปไม่ขยับไว้ก่อน จะสปีดไล่ตามได้ลำบากเกินไป
อย่างน้อยการคืนดีครั้งนี้ก็ได้ใส่ข้อความไฮไลต์มาในแถลงการณ์ด้วยว่า “ต้องการเรียกร้องให้ประเทศไทยมีการคืนสู่กระบวนการทางด้านประชาธิปไตยอย่างเร่งด่วนที่สุด โดยผ่านการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย รวมถึงความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน”
พร้อมกับเปิดช่องอาจจะกลับมาเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีหรือเอฟทีเอยุโรป-ไทย พ่วงด้วยการนัดหมายรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ว่าจะได้ฤกษ์การลงนามในกรอบข้อตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ หรือพีซีเอ กันต่อไป
อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาจากกลุ่มประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนแบบเข้มข้นจริงจังดูจะไม่ปลื้มกับการตัดสินใจของอียูในครั้งนี้เท่าใดนัก เพราะถ้ามองยาวๆ ฝ่ายที่เสียมาตรฐานไม่ใช่ไทยแลนด์ แต่เป็นอียูเองที่เสี่ยงถูกมองว่าโอนเอนไปมาตามผลประโยชน์
ไม่เฉพาะเรื่องกับไทยเท่านั้น ยุโรปเจอคลื่นผู้อพยพเข้าไปทะลุล้านคนในช่วง 2-3 ปีนี้ บวกกับมีเหตุก่อการร้ายสะเทือนขวัญหลายครั้งก็ทำให้พูดลำบากเต็มที
กระแสเอียงขวาเพื่อปกป้องตนเองโหมขึ้นมาในหลายๆ ประเทศ ต่อให้ไม่ชนะอันดับ 1 ในการเลือกตั้งก็เขย่าบรรยากาศการเมืองไม่น้อย
ขนาดอังกฤษยังขอออกไปจากอียู เพราะไม่ต้องการอยู่แบบแบกรับภาระแบบที่เคยเป็นมาอีก
ส่วนในหลายๆ ประเทศเกิดมาตรการกีดกันและป้องกันผู้อพยพเข้าประเทศจนเกิดกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่ประปราย กระทบต่อภาพความแข็งแกร่งในด้านนี้ของยุโรป
มาวันนี้ยุโรปจึงมาถึงจุดที่ว่าจะรักษามาตรฐานของตนเองอย่างไร โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาคมโลกหวังพึ่งพาฮีโร่แบบ “กัปตันอเมริกา” ไม่ได้แล้ว
กรณีสหรัฐรับรองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ยุโรปแสดงท่าทีชัดเจนแล้วว่าจะไม่ทำตามแบบสหรัฐ
แต่ที่แน่ๆ บรรดาชาติอาหรับบอกว่าจะเลิกใช้บริการสหรัฐเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์
ภาพที่บิล คลินตัน สมัยเป็นผู้นำสหรัฐ เคยยืนอยู่ตรงกลางระหว่างยัสเซอร์ อาราฟัต แห่งปาเลสไตน์ กับชิมอน เปเรส แห่งอิสราเอล จับมือเป็นมิตรกันเมื่อปี 2536 นั้นคงจะไม่มีทางย้อนมาอีกในเวลาอันใกล้
แต่ใครจะได้ไปยืนแทนในจุดที่มีมาตรฐานทางประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนเพื่อสร้างสันติภาพให้โลก นาทีนี้ยังคิดไม่ออก
…………………..
ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

