วิเคราะห์
เมื่อโรดแมปของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี งวดเข้ามา ดูเหมือนว่าอะไรๆ ก็เร่งรีบ
เริ่มจากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2557 เพื่อกำหนดให้มีการทำประชามติ โดยใช้เกณฑ์เสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ
จากนั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าพิจารณาผ่าน 3 วาระรวด
ต่อมาคณะรัฐมนตรีพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เสนอและมีมติผ่านก่อนจะนำเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.
ขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็มีกำหนดการพิจารณาข้อเสนอของ คสช. ในวันที่ 21 มีนาคมนี้
หลังจากนั้นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. จะเดินทางไปปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 23 มีนาคม
โดยมีกำหนดเสร็จสิ้นพร้อมเสนอให้คณะรัฐมนตรีในวันที่ 29 มีนาคม
เพื่อทำประชามติวันที่ 7 สิงหาคม ตามที่ กกต.กำหนด
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่นายมีชัยดำเนินการอยู่ มีความสำคัญต่อความสำเร็จและความล้มเหลวของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.
ประการแรก ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีบทบัญญัติที่ทำให้อำนาจของฝ่ายรัฐประหารยืนยงคงอยู่ต่อเนื่องไปถึง 20 ปี
ทั้งนี้เป็นระยะเวลาตามบทเฉพาะกาลที่ คสช.เสนอให้มี ส.ว.สรรหา 5 ปี และยังมี ส.ว.ตามแบบฉบับของร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ.กำหนด ซึ่งสามารถเลือกกันเอง 20 กลุ่มได้ก็มีวาระต่ออีก 5 ปี
และเมื่อรวมกับบทบัญญัติที่ให้ยึดแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งกำหนดเวลาไว้ 20 ปี
เท่ากับว่า แนวทางการดำเนินการต่อไปตามร่างรัฐธรรมนูญหากประกาศใช้ จะมีอายุยืนยาวถึง 20 ปี
เป็น 20 ปีที่ คสช.ประมาณว่าจะทำให้ประเทศชาติ “ไม่เสียของ”
ประการที่ 2 ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หากผ่านประชามติ เท่ากับว่าประชาชนประทับตราให้ความเห็นชอบ
เห็นชอบทั้งร่างรัฐธรรมนูญ และยังเห็นชอบการดำเนินการของ คสช.
ดังนั้น คสช.จึงมีความพยายามผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ประกาศใช้ตามโรดแมปของ พล.อ.ประยุทธ์
เพราะหากผ่านไปได้ ความยุ่งยากในการบริหารจะน้อยกว่าไม่ผ่าน
ความตั้งใจที่จะให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยผ่านประชามติจึงแสดงออกมาในรูปแบบต่างๆ
ทั้งการสั่งการให้กองทัพเป็นหลักในการให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ
ทั้งการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญปี 2557 ที่อาจเป็นเงื่อนไขขัดขวางการประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย
ทั้งการเร่งรัดพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ที่จะต้องใช้หลังจาก กรธ.เสนอร่างรัฐธรรมนูญที่ปรับปรุงแล้ว
นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงโครงสร้างกองทัพ โดยเพิ่มจำนวนมณฑลทหารบกขึ้นเป็นจำนวนมาก
มีแผนการเพิ่มกำลังพล มีแผนเพิ่มงบประมาณ
มีกระบวนการจัดการเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญ
ทั้งหมดก็เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยผ่านประชามติ
อย่างไรก็ตาม การประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยยังมี “ความเสี่ยง” ที่จะไม่ผ่านอยู่ ภายหลังจาก คสช.เปิดเผยข้อเสนอให้ปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ
ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ ส.ว.มีจำนวน 250 คน มาจากการสรรหาหรือแต่งตั้ง
คสช.สามารถเป็น ส.ว.สรรหาชุดดังกล่าวได้ และยังเปิดเก้าอี้ให้ปลัดกลาโหม และ ผบ.เหล่าทัพ เป็น ส.ว.โดยตำแหน่งอีก 6 เก้าอี้
ส.ว.เหล่านี้ไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี
แต่มีอำนาจไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีด้วยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ส่วน ส.ส.มาจากการเลือกตั้ง ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ใบหนึ่งเลือก ส.ส.เขต อีกใบหนึ่งเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ
ส.ส.เขตมี 350 คน ส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อมี 150 คน
แต่การเลือกตั้ง ส.ส.เขต กำหนดให้เขตหนึ่งมี ส.ส. 3 คน แต่ประชาชนเลือกได้เพียง 1 คน
เลือกแล้วนำคะแนนมานับ ผู้สมัครคนใดได้คะแนนเป็นอันดับ 1-3 ก็เป็น ส.ส.เขตนั้น
นอกจากนี้ยังให้เว้นการประกาศชื่อบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี
ทุกอย่างมีกำหนด “เฉพาะกาล” 5 ปี
ข้อเสนอของ คสช.ดังกล่าว เพิ่งเปิดเผยอย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงต้องรอฟังกระแสของสังคม
ฟังว่าสังคมตอบรับหรือปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวมากน้อยเพียงใด
หากมีกระแสต่อต้านจะรุนแรงถึงขั้นขยายไปสู่การลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เหมือนดั่งกระแสที่เคยต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ หรือไม่
ถ้ากระแสรุนแรงเยี่ยงนั้น นายมีชัยคงมีวิธีการปฏิเสธ เพื่อตัดไฟ
เสียแต่ต้นลม
แต่หากไร้กระแสทัดทานที่รุนแรง กรธ.อาจตัดสินใจบรรจุเนื้อหาบางส่วนเข้าไปในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย
นอกจากนี้ ข้อเสนอดังกล่าวยังสามารถเป็นเงื่อนปมในการ “เล่นเกม” ภายในขั้วอำนาจเดียวกันของ คสช.ได้
ทุกจังหวะก้าวจึงต้องเฝ้าสังเกตการตอบรับ-ปฏิเสธ ข้อเสนอของ คสช.
และเฝ้าติดตามการตัดสินใจของ กรธ. ในการบรรจุเนื้อหาตามที่ คสช.เสนอ
บรรจุไปมาก-น้อยเพียงใด?
ขณะนี้จึงมีทั้งเสียงผู้ที่เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย
น่าจะผ่านการประชามติไปได้ เพราะกลไกต่างๆ ของ คสช.ที่วางไว้ในช่วง 2 ปีนี้มีความเข้มแข็งเพียงพอ
แต่อีกเสียงหนึ่งกลับเห็นว่า นับวันร่างรัฐธรรมนูญฉบับนาย
มีชัยจะเข้าโซน “เสี่ยง” ที่จะผ่านประชามติ
ยิ่งข้อเสนอดังกล่าวเป็นโทษกับพรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ซึ่งมีฐานคะแนนอยู่ทั่วประเทศ
ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้แก่การประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย
อย่างไรก็ตาม การประชามติผ่านหรือไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย เป็นการประชามติครั้งที่สำคัญของประเทศ
ถ้าสามารถเอาชนะใจคนไทย กล่าวคือ ประชามติผ่านไปได้ การเลือกตั้งย่อมเกิดขึ้น และทุกอย่างก็เป็นไปตามกติกาของ
คสช.
แต่หากประชาชนออกไปลงประชามติว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ นายมีชัย
ปัญหาทั้งหมดจะกลับไปสุมรวมอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ในทันที
พร้อมกับคำถาม…ประเทศจะเดินไปทางไหนต่อ?
ดังนั้น ประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยภายใต้ข้อเสนอของ คสช. จึงเป็นการประชามติที่เสี่ยงเอาการ
และผ่านประชามติเป็นหนทางที่ดีกว่า
ดีกว่าไม่ผ่านประชามติ
เพียงแต่ คสช.จะทำเช่นไร ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ซึ่งจะต้องทำให้ประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมนี้…
ผ่านพ้นไปได้อย่างไร้ข้อผิดพลาด

