การแถลงผลการสอบสวนเกี่ยวกับมรณกรรมของนักเรียนเตรียมทหารภคพงศ์ ตัญกาญจน์ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านไปนี้ คงเป็นที่ทราบกันแล้วทั้งโดยครอบครัวของนายภคพงศ์และโดยสาธารณชน
ประธานคณะกรรมการสอบสวนสรุปว่า นายภคพงศ์ถึงแก่กรรมเพราะภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน และบาดแผลที่ปรากฏอยู่บนร่างกายของนายภคพงศ์มิได้เกิดจากการถูกทำร้าย แต่เกิดเพราะลื่นตกบันได
การสอบสวนจะทำโดยละเอียดและน่าเชื่อถือหรือไม่เพียงใดก็ตาม สิ่งที่กองบัญชาการกองทัพไทยควรทำอย่างรีบด่วนก็คือ พิจารณาทบทวนวิธีฝึกนักเรียนเตรียมทหารและนักเรียนนายทหาร โดยเฉพาะการ “ธำรงวินัย” เพราะเป็นที่เห็นได้ชัดแล้วว่ามีปัญหา และมิใช่เพิ่งมีเป็นครั้งแรก แต่มีมาหลายครั้งแล้ว
คำว่าวินัยนั้นหมายถึงระเบียบแบบแผนและข้อบังคับหรือข้อปฏิบัติ ที่วางไว้ให้เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจต้องใช้กำลังและอาวุธในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีวินัยเพื่อป้องกันการสูญเสีย และเพื่อมิให้สุจริตชนได้รับอันตรายจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น
แต่การ “ธำรงวินัย” ก็จะต้องกระทำโดยคำนึงถึงมนุษยธรรมด้วย ผู้ “ธำรงวินัย” ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนชั้นสูงกว่าหรือผู้บังคับบัญชาจะต้องใช้เหตุผลและไม่ใช้อารมณ์ส่วนตัวในการ “ธำรงวินัย” เพราะถ้าใช้อารมณ์ก็ย่อมจะกลายเป็นการใช้ความรุนแรงและไม่เป็นการ “ธำรงวินัย” แต่อย่างใด
สำนักข่าวบีบีซีไทยรายงานว่าที่ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่เพิ่งจะผ่านไปนี้เอง ศาลอินโดนีเซียได้พิพากษาตัดสินให้จำคุกนักเรียนนายร้อยตำรวจอินโดนีเซียชั้นปีที่ 3 จำนวน 5 คน ฐานกระทำความผิดซ้อมนักเรียนนายร้อยตำรวจชั้นปีที่ 2 ผู้หนึ่งจนเสียชีวิต เมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 ทั้ง 5 คนถูกจำคุกหนักเบาต่างกัน ตั้งแต่ 6 เดือน 20 วัน ไปจนถึง 1 ปี ซึ่งสื่อสังคมอินโดนีเซียวิพากษ์ว่าเป็นโทษที่เบาเกินไป และจะไม่สามารถขจัดการใช้ความรุนแรงในโรงเรียนนายร้อยตำรวจได้
ผมมีข้อสังเกตโดยเฉพาะเกี่ยวกับโรงเรียนเตรียมทหารในเมืองไทย ซึ่งมีนักเรียนที่จะเป็นนายตำรวจร่วมเรียนอยู่ด้วย เพราะเมื่อเรียนอยู่ด้วยกันก็เป็นที่เข้าใจว่าจะต้องอยู่ใต้การ “ธำรงวินัย” แบบเดียวกับนักเรียนเตรียมทหาร
แม้ว่าในการปฏิบัติหน้าที่ ตำรวจจะต้องถืออาวุธเช่นเดียวกับทหาร แต่หน้าที่ของตำรวจก็ต่างกับทหารตรงที่ตำรวจต้องเกี่ยวข้องกับประชาชนมากกว่าข้าศึกศัตรู ต้องคำนึงถึงและใช้จิตวิทยาและมนุษยสัมพันธ์มากกว่า การฝึกแบบ “ธำรงวินัย” อย่างเฉียบขาดจึงไม่เหมาะกับตำรวจ
นายตำรวจที่ผ่านการฝึกมาจากโรงเรียนเตรียมทหารได้ทำให้การ “ธำรงวินัย” ระบาดไปยังวงการตำรวจ ผลข้างเคียงอีกอย่างหนึ่งก็คือธรรมเนียมการถือรุ่นพี่รุ่นน้อง ซึ่งทำให้เกิดการแตกแยกระหว่างนายตำรวจที่ผ่านการฝึกจากโรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อยตำรวจกับนายตำรวจที่จบการศึกษามาจากสถาบันอื่น
ถ้าหากจะป้องกันมิให้ธรรมเนียมการใช้ความรุนแรงอันเกิดจากการ “ธำรงวินัย” เกิดขึ้นกับตำรวจ สิ่งแรกที่ควรกระทำก็คือ เลิกการส่งนักเรียนตำรวจไปฝากเรียนกับทหารในโรงเรียนเตรียมทหาร
ในขณะเดียวกัน โรงเรียนนายร้อยตำรวจก็ควรจะสังคายนาวิธีฝึกนักเรียนนายร้อยตำรวจ เพื่อให้รู้ว่าการ “ธำรงวินัย” แบบทหารได้ระบาดไปถึงโรงเรียนนายร้อยตำรวจแล้วเพียงใด แล้วรีบเปลี่ยนแปลงแก้ไข
เพื่อป้องกันมิให้นายตำรวจที่จบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจเอา “วินัย” แบบทหารไปใช้กับประชาชน และกลายเป็นยักษ์เป็นมารที่สร้างความหวาดกลัว แทนที่จะบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชน

