หน้าแรก คอลัมนิสต์ จับกระแส การเ...

จับกระแส การเมืองเมียนมา หลังศึกชิง’ประธานาธิบดี’ โดยผศ.ดุลยภาค ปรีชารัชช

20.03.16 | 20:01 น.

ผลโหวตเลือกประธานาธิบดีจากที่ประชุมรัฐสภาแห่งสหภาพเมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา แสดงถึงชัยชนะของนางซูจีในการผลักดัน “ตินจ่อ” สหายผู้จงรักภักดีทางการเมือง ขึ้นเถลิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่แห่งสาธารณรัฐสหภาพเมียนมา นายตินจ่อซึ่งเป็นผู้สมัครที่ถูกเสนอชื่อโดยสภาชิกพลเรือนจากสภาผู้แทนราษฎรได้รับคะแนน 360 เสียง จากทั้งหมด 652 เสียง ขณะที่นายมิ้นส่วย ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากกองทัพ คว้าไป 213 เสียง และนายเฮนรี แวน เทียว อีกหนึ่งผู้ท้าชิงจากสมาชิกพลเรือนของสภาชนชาติ คว้าไป 79 คะแนน

จากผลลงคะแนน นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่เมียนมากำลังมีประมุขแห่งรัฐและหัวหน้าบริหารราชการแผ่นดินคนใหม่ที่เป็นตัวแทนพลเรือนโดยแท้ ทว่า ว่าที่ประธานาธิบดีตินจ่อในฐานะตัวแทนของนางซูจีและสาธารณชนเมียนมาจำนวนมากกลับยังคงเผชิญกับความท้าทายทางการเมือง โดยเฉพาะการชักเย่ออำนาจระหว่างขั้วตินจ่อ-ซูจี กับขั้วกองทัพซึ่งอาจมีทั้งการแข่งขันเผชิญหน้าและการเจรจารอมชอมระคนปนเปกันไป

ในแง่เทคนิคการเมือง เสถียรภาพรัฐบาลใหม่จะแข็งแกร่งมั่นคงหากนายเฮนรี แวน เทียว อีกหนึ่งผู้ท้าชิงจากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) และสภาชนชาติสายพลเรือน รั้งตำแหน่งรองประธานาธิบดีคนที่หนึ่ง และนายมิ้นส่วย ผู้สมัครจากกองทัพรั้งตำแหน่งรองประธานาธิบดีเบอร์สอง

ขณะที่คะแนนโหวตเลือกนายมิ้นส่วย มีอยู่ราว 213 คะแนน จากสมาชิกสภากองทัพ 166 ท่าน บวกพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) อีกราวสี่สิบและพรรคอื่นๆ อีกราวๆ 6-7 เสียง นายเฮนรี แวน เทียว กลับได้คะแนนเสียงเพียงแค่ 79 แต้ม ทั้งๆ ที่สมาชิกสภาชนชาติสายพลเรือน ก็มีจำนวนอยู่ถึงราวๆ 168 ท่าน สภาวะเช่นนี้ย่อมสะท้อนความสับสนคลุมเครือทั้งในกลุ่มสมาชิกสภาชนชาติและสภาผู้แทนราษฎรสายพลเรือนที่ต้องตัดสินใจเลือกประธานาธิบดีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นระหว่างนายตินจ่อกับนายเฮนรี แวน เทียว ซึ่งแม้นายตินจ่อจะได้ตำแหน่งประธานาธิบดีไปครองสมใจคาด หากแต่กองทัพและกลุ่มอำนาจเก่ากลับแสดงถึงพลังที่มีเอกภาพในการชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีเบอร์หนึ่งให้กับนายมิ้นส่วย พร้อมเขี่ยนายเฮนรี แวน เทียว ตกลงไปรั้งตำแหน่งรองเบอร์สอง

ความสำเร็จในเกมลงคะแนนล่าสุด มีนัยสำคัญต่อกองทัพเมียนมาอย่างน้อย 2 ประการ

Advertisement

1.ตามรัฐธรรมนูญ 2008 เมียนมามีกระบวนการ “Impeachment” ถอดถอนประธานาธิบดี หากพบว่ามีความประพฤติมิชอบ ทรยศต่อชาติบ้านเมือง หรือมีข้อมูลที่ถูกเปิดโปงในภายหลังว่ามีคุณสมบัติที่ขัดต่อข้อบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น นับจากนี้ต่อไป นายตินจ่อคงต้องระมัดระวังพฤติกรรมทางการเมืองพร้อมเตรียมรับมือต่อข้อครหาโจมตีจากฝ่ายปฏิปักษ์ เพราะหากประธานาธิบดีถูกถอดถอนหรือต้องเสียชีวิตลง รองประธานาธิบดีคนที่หนึ่ง ซึ่งก็คือนายมิ้นส่วย จะขึ้นมารักษาการแทนประธานาธิบดีคนเก่าโดยอัตโนมัติ จนทำให้กลุ่มกองทัพสามารถกระตุกอำนาจกลับในช่วงเปลี่ยนผ่านประมุขรัฐคนใหม่

อย่างไรก็ตาม การถอดถอนก็มิใช่เรื่องง่าย เพราะในการยื่นมูลความผิด รัฐสภาแห่งสหภาพจะต้องได้รับเสียงร้องเรียนจากสมาชิกสภาเป็นจำนวนราวหนึ่งในสี่ ซึ่งในขั้นนี้ เสียงของกองทัพที่มีอยู่ถึงหนึ่งในสี่ของรัฐสภา อาจถือว่าเพียงพอต่อการยื่นเรื่องถอดถอน ทว่า สำหรับกระบวนการถอดถอนออกจากตำแหน่ง รัฐสภาแห่งสหภาพจะต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับกลุ่มอำนาจเก่าในช่วงระยะเริ่มแรกของรัฐบาลชุดใหม่ เพราะพรรค NLD ยังคงครองฐานเสียงในสภา กอปรกับภาพลักษณ์ของนายตินจ่อซึ่งมีภูมิหลังที่มาแบบขาวสะอาดและมีบุคลิกภาพที่สุภาพนอบน้อม จนอาจเป็นเกราะป้องกันการโจมตีจากขั้วตรงข้ามขึ้นมาได้บ้าง กระนั้นก็ตาม สูตรนี้ก็อาจถือว่าเพียงพอต่อการกดดันนายตินจ่อและนางซูจีให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายสาธารณะบางชุดเพื่อให้เป็นไปตามแนวทางและผลประโยชน์ที่กองทัพต้องการ

2.ไพ่ยุทธศาสตร์ของกองทัพ คือ การพิจารณาตัดสินใจร่วมกับประธานาธิบดีในการประกาศสภาวะฉุกเฉินในบางพื้นที่หรือทั่วประเทศ หากเกิดการสู้รบหรือความขัดแย้งทางการเมืองความมั่นคงที่รุนแรง ต่อกรณีดังกล่าว สภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติ คือ องค์กรสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจจากรัฐบาลกึ่งพลเรือนไปสู่รัฐบาลทหาร และจากรัฐบาลทหารคืนกลับสู่รัฐบาลกึ่งพลเรือน หรือพูดง่ายๆ คือ การถ่ายโอนอำนาจรัฐระหว่างสถานการณ์ปกติกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งถ้าหากพิจารณาจำนวนสมาชิกสภากลาโหมฯ ซึ่งประกอบด้วยคณะรัฐบุคคลทั้งหมด 11 ท่าน พบว่า กองทัพเมียนมายังคงครองอิทธิพลเหนือกลุ่มพลเรือนตินจ่อ-ซูจี ในอัตราส่วน 6:5 ซึ่งถือว่ายังมีกำลังพอในการงัดข้อถ่วงดุลกับขั้วอำนาจใหม่

โดยรัฐบุคคลทั้ง 6 ท่าน ซึ่งได้แก่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด รัฐมนตรีกลาโหม รัฐมนตรีกิจการชายแดน รัฐมนตรีมหาดไทย (ทั้งสามตำแหน่งถูกแต่งตั้งโดย ผบ.สส.) และรองประธานาธิบดีคนที่หนึ่งที่เป็นตัวแทนทหาร ซึ่งก็คือ นายมิ้นส่วย ล้วนเผยให้เห็นถึงอิทธิพลกองทัพในโครงสร้างสภากลาโหมฯ ขณะที่กลุ่มตินจ่อ-ซูจี จะคุม 5 ตำแหน่งสำคัญ ได้แก่ ประธานาธิบดี (ตินจ่อ) รองประธานาธิบดีคนที่สอง (เฮนรี แวน เทียว) ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานสภาชนชาติ และรัฐมนตรีต่างประเทศ

ฉะนั้นแล้วคงมิผิดนัก หากกล่าวว่ากองทัพเมียนมายังคงรักษาพลังอำนาจเพื่อถ่วงดุลกับฝ่ายประชาธิปไตยต่อไปอีกซักระยะ ซึ่งคงเป็นไปได้ยากที่จะเห็นทหารเมียนมารีบร้อนถอนตัวกลับเข้ากรมกองแบบเต็มรูปในช่วง 5 ปีหลังจากนี้

การเมืองเมียนมาระยะเปลี่ยนผ่าน สะท้อนถึงกลยุทธ์การถ่วงดุลอำนาจระหว่างกองทัพกับพลเรือนที่ซับซ้อน ซึ่งนอกเหนือจากประเด็นการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีตามที่ได้กล่าวไปเบื้องต้น เกมชักเย่อการเมืองระหว่างระบอบเก่ากับระบอบใหม่ ยังคงมีปรากฏให้เห็นผ่านประเด็นสำคัญอื่นๆ อาทิ การแต่งตั้งมุขมนตรีประจำภาคพม่าแท้และรัฐชาติพันธุ์ทั้ง 14 แห่ง ซึ่งมิแน่ชัดว่า นางซูจีและนายตินจ่อจะเห็นชอบแต่งตั้งสมาชิกพรรค NLD หรือสมาชิกพรรคพันธมิตรชาติพันธุ์คนใดขึ้นมากุมอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินส่วนภูมิภาค หรืออาจมีการกันโควต้ามุขมนตรีบางพื้นที่เอาไว้สำหรับผู้แทนทหารจากกองทัพ ขณะที่ความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพและการปรองดองแห่งชาติ ซึ่งแม้พรรค NLD จะเริ่มส่งสัญญาณบวกผ่านการหยิบเฟ้นประธานและรองประธานสภาชนชาติและสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี ที่มาจากกลุ่มพหุชนชาติหลากหลายเผ่าพันธุ์ ทั้งพม่า กะเหรี่ยง อาระกัน ชิน และมอญ จนดูเหมือนว่าการกระจายอำนาจปกครองจากส่วนกลางผ่านแนวคิดประชาธิปไตยสหพันธรัฐนิยม อาจกำลังก่อตัวขึ้นใต้โครงสร้างนิติบัญญัติและการบริหารแผ่นดินของรัฐบาลชุดใหม่ ทว่า ศึกรบพุ่งระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังชาติพันธุ์ที่ยังคงปะทุประปรายอยู่เป็นระยะ กลับทำให้การต่อรองอำนาจกับทหารเมียนมากลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะขาดเสียมิได้ในแผนสันติภาพของรัฐบาลชุดใหม่

ขณะเดียวกัน หากพิจารณาในเรื่องนโยบายสาธารณะ แม้พันธมิตรตินจ่อ-ซูจี จะกุมอิทธิพลในการจัดทำชุดนโยบายสำคัญประจำสำนักประธานาธิบดี รวมถึงตามกระทรวงต่างๆ อาทิ กระทรวงวางแผนแห่งชาติและพัฒนาเศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพัฒนาสังคม กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงต่างประเทศ หากแต่กิจการต่างๆ ภายในกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหมและกระทรวงกิจการชายแดน ยังคงตกอยู่ใต้ปริมณฑลกองทัพ เนื่องจากเจ้ากระทรวงทั้งสามจะต้องเป็นบุคคลถูกเลือกสรรโดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว ในขณะที่มรดกตกค้างจากการบริหารของรัฐบาลเต็งเส่ง ทั้งในเรื่องความขัดแย้งระหว่างขบวนการชาตินิยมพุทธพม่าแท้กับกลุ่มโรฮีนจาและฝ่ายอิสลามนิยมอื่นๆ หรือการประนีประนอมระหว่างพลังประชาสังคมเมียนมาที่เน้นปกป้องวัฒนธรรมและทรัพยากรท้องถิ่นกับอิทธิพลทุนจีนที่รุกคืบเข้าเมียนมามากขึ้น ก็นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่มีผลต่อทักษะการเมืองและกระบวนการบูรณาการสังคมของรัฐบาลชุดใหม่ อนึ่ง แม้นายตินจ่อจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ภักดีทางการเมืองต่อนางซูจี ทว่า วาทกรรมที่เน้นสภาวะอยู่เหนือประธานาธิบดีของนางซูจี อาจนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างพันธมิตรตินจ่อ-ซูจี ในบางประเด็น โดยเฉพาะความเป็นอิสระในการแก้ปัญหาการเมืองของตัวประธานาธิบดีเอง หรืออาจเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามนำมาโจมตีเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่อยู่เป็นระยะ ซึ่งนับเป็นคำถามที่อาจส่งผลต่อโฉมหน้าการเมืองเมียนมายุคใหม่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ท้ายที่สุด อาจกล่าวได้ว่า แม้การเมืองการปกครองเมียนมาจะมีทั้งการชักเย่อและการรอมชอมระหว่างกลุ่มอำนาจต่างๆ ระคนปนเปกันไป รวมถึงต้องเผชิญกับความท้าทายจากหลายกระแส หากแต่การเปลี่ยนผ่านของเมียนมาในวันนี้ ได้ก้าวเข้าสู่กระบวนการแปลงรูปเปลี่ยนสัณฐานที่ค่อยๆ สลัดคราบออกจากสภาวะเผด็จการจำแลงในคราบประชาธิปไตยสมัยรัฐบาลกึ่งพลเรือนเต็งเส่งจนรุกเข้าสู่สภาวะของรัฐที่วิ่งไล่กวดประชาธิปไตยในอัตราจังหวะที่ก้าวหน้าขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนับเป็นวิวัฒนาการเปลี่ยนผ่านของระบอบการเมืองที่น่าประทับใจ

ในอีกมุมหนึ่ง ตามประเพณีปกครองและสารัตถะของรัฐธรรมนูญแห่งชาติฉบับ พ.ศ.2551 ได้ระบุให้ทั้งรัฐและสังคมเมียนมาจำเป็นต้องรักษาไว้ซึ่งหลักพื้นฐาน 6 ประการ ได้แก่ 1.มิให้สหภาพต้องแตกแยก 2.มิให้ความสมานฉันท์แห่งชาติต้องถูกทำลาย 3.ค้ำจุนอธิปไตยให้มั่นคง 4.พัฒนาประชาธิปไตยพหุพรรคแบบมีระเบียบวินัย 5.ส่งเสริมความยุติธรรม เสรีภาพและเสมอภาค และ 6.ส่งเสริมให้กองทัพมีบทบาทนำในการเมืองระดับชาติ

ตามหลักพื้นฐานดังกล่าว แม้การเมืองเมียนมาจะยังคงเต็มไปด้วยอิทธิพลของกองทัพและกลุ่มอำนาจเก่า ดังเห็นได้จากสารัตถะในข้อที่ 1, 2, 3, 4 และ 6 แต่หากเมื่อพินิจผ่านการพัฒนาประชาธิปไตยพหุพรรคในบางส่วนของข้อ 4 และการส่งเสริมความยุติธรรม เสรีภาพและเสมอภาค ตามข้อ 5 ก็ถือว่าศักราชใหม่แห่งการพัฒนาการเมืองเมียนมาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวิวัฒน์เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยใต้พลังขับเคลื่อนของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างแท้จริง