หน้าแรก คอลัมนิสต์ สถานะ การเมือ...

สถานะ การเมือง มาตรการ “รุก” แปรผัน กลายเป็น “ตั้งรับ”

19.12.17 | 23:19 น.

เหมือนกับการที่ คสช.มีมติไม่ยอม “ปลดล็อก” ให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรมจะเป็นมาตรการ “รุก” อันมาจาก คสช.

เท่ากับสำแดงว่า “ไผเป็นไผ”

แม้จะมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ตั้งแต่เดือนเมษายน แม้จะมี พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองตั้งแต่เดือนตุลาคม

แต่เมื่อ “คสช.” ยังไม่ยอมคลาย “ล็อก”

พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองก็ไม่มีความหมาย และเนื่องจาก พ.ร.ป.เป็นกฎหมาย “ประกอบรัฐธรรมนูญ” จึงเท่ากับ “รัฐธรรมนูญ” ก็ไม่มีความหมาย

Advertisement

เท่ากับสะท้อน “อำนาจ” อันยิ่งใหญ่ของ “คสช.”

กระนั้น หากประเมินจาก “ปฏิกิริยา” และท่าทีอันสำแดงออกของสังคม ก็จะเริ่มเห็นอย่างเด่นชัดมากยิ่งขึ้นว่า ที่คิดว่าเป็นมาตรการ “รุก” อาจไม่ใช่

เพราะกลับกลายเป็น “ตั้งรับ” มากกว่า

ไม่ว่าการประโคมและพยายามขยายผลจากข่าวการตรวจจับอาวุธสงครามและวัตถุระเบิด ไม่ว่าการส่งคนของตนออกมาเคลื่อนไหวเหมือนกับว่าเป็นขบวนการเสริมมาตรการ “รุก”

แต่คำถามก็คือ “ผล” เป็นอย่างไร

ต่อกรณีการตรวจจับอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดที่กลางทุ่งนา อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา หากว่าได้ผล ถามว่าทำไมจึงเงียบ

ที่ว่าทุกอย่างอยู่ใน “สำนวน” การสอบสวนนั้นเป็นอย่างไร

ยิ่งการเล่นบท “จิตอาสา” ออกมาเรียกร้องในเรื่องการแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ออกมาเรียกร้องให้ 400 ส.ส. ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรค

เหมือนกับว่าเป็น “อาวุธ” อันสุดแสนวิเศษ

แต่พลันที่เกิดบทสรุปว่าเป็นการแสดงบทบาทตามกระสวนแห่ง “ทฤษฎีสมคบคิด” ระหว่าง คสช.กับประดาลิ่วล้อทางการเมือง

ยิ่งต่างก็มองหน้า แต่ไม่ยอมสบตากัน

ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรแสดงให้เห็นเลยว่าเป็นการรุกในทางการเมือง ตรงกันข้าม ไม่ว่าจะงัดอะไรออกมาล้วนนำไปสู่การตั้งรับทั้งสิ้น

เพราะว่าจุดหมายมิใช่เพื่อ “เลือกตั้ง”

หากแต่จุดหมายล้วนเพื่อนำไปสู่การยื้อ การซื้อเวลา เพื่อเป็นข้ออ้างในการไม่ยอมปลดล็อก ในการทอดระยะของการเลือกตั้งให้ยาวนานออกไปเท่าที่จะทำได้

เมื่อเริ่มต้นจากจุดที่ “กลัว” การเลือกตั้งเสียแล้ว

แต่ละปฏิบัติการข่าวสาร หรือ IO ที่นำเสนอออกมาจึงเต็มไปด้วยช่องว่าง รอยโหว่ มีร่องรอยให้จับและเกิดตำหนิ ไฝฝ้า ราคี

เข้าทำนอง “ยิ้มเห็นแก้ม แย้มเห็นไรฟัน”

ยิ่งกว่านั้น บทบาทของ “ลิ่วล้อ” บางคนยังเท่ากับเป็นการเปิดโปงตัวตนที่เคยซ่อนเร้นออกมาล่อนจ้อนยิ่งกว่า น.ส.ม่วน ยาจำปา

สะท้อนการสมคบและร่วมมือกันตั้งแต่ก่อนเดือนพฤษภาคม 2557

กล่าวไปแล้ว แต่ละจังหวะก้าว แต่ละการเคลื่อนไหว ก็เผยแสดงออกมาให้เห็นจนหมดสิ้น ไม่เหลืออะไรเป็นความลี้ลับ

สถานการณ์ที่คิดว่า “รุก” กลับกลายเป็น “รับ” แบบนี้ความจริงมีสัญญาณให้เห็นตั้งแต่ประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญเมื่อเดือนเมษายน 2560 แล้ว

แต่ไม่มีใครรู้สึก ตระหนัก

เมื่อไม่ตระหนัก เมื่อไม่รู้สึก จึงตกอยู่ในความประมาท หลงผิด ทำให้การวิเคราะห์สถานการณ์ผิดพลาด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

และชัดแจ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นมา