หน้าแรก คอลัมนิสต์ วางแผนไว้แล้ว...

วางแผนไว้แล้ว โดย ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

20.12.17 | 16:05 น.
(แฟ้มภาพ)

ช่วงเวลาที่เหลือไม่ถึงสองสัปดาห์เข้าสู่ปีใหม่แบบนี้ สำนักข่าวต่างๆ ทั้งไทยและเทศทยอยรายงานการประมวลเหตุการณ์และคัดเลือกข่าวใหญ่ของปี 2560 หรือ 2017

ข่าวอินเตอร์ระดับโลกของปีนี้ที่ติดอันดับต้นๆ ของทุกสำนักและอยู่ใกล้ประเทศไทยมากที่สุด คือ วิกฤตชาวโรฮีนจาอพยพหนีภัยออกจากรัฐยะไข่ของพม่า

เพราะด้วยจำนวนการโยกย้ายถิ่นฐานของประชากรที่สูงถึง 655,000 คน ภายในเวลาเพียงครึ่งปีหลัง บ่งบอกถึงความผิดปกติอย่างยิ่ง

ทั้งๆ ที่ศึกครั้งนี้ไม่มีการโจมตีทางอากาศแบบที่เกิดในสมรภูมิซีเรียหรืออิรัก แต่กลับทำให้ชาวบ้านที่ไม่ได้คิดว่าจะไปเจอสิ่งที่ดีกว่าในชีวิต ต้องยอมทิ้งบ้านเรือนและชุมชนหนีไปตายเอาดาบหน้า

แรงผลักดันของสถานการณ์นี้ย่อมไม่ธรรมดา

Advertisement

บทสรุปจาก นายเซอิด ราอัด อัล ฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ มีเนื้อหาที่น่าตกตะลึงและไม่ประนีประนอมเลยว่า ทหารพม่าวางแผนให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ไม่ใช่ปุบปับเกิด หรือสถานการณ์พาไป

แม้รัฐบาลและกองทัพพม่า หรือเมียนมา ยืนกรานว่าปฏิบัติการที่ใช้กำลังทหารและตำรวจเริ่มขึ้นเพื่อตอบโต้กองกำลังติดอาวุธโรฮีนจา หรืออาร์ซา เท่านั้น หลังจากนักรบกลุ่มนี้บุกโจมตีด่านตำรวจและทหารเมื่อวันที่ 25 ส.ค. จนมีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 12 ราย

แต่ผลกระทบหลังจากนั้นบานปลายอย่างน่าสงสัย

ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็นตั้งประเด็นว่าปฏิบัติการปราบปรามกลุ่มอาร์ซาดูเหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตก็จริง แต่ถ้ามองลึกลงไปกว่านั้น การกวาดล้างโรฮีนจาของทหารเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2559 และทำให้ชาวโรฮีนจาทะลักเข้าไปยังบังกลาเทศก่อนหน้านี้แล้ว 300,000 คน

เหตุการณ์แรกจึงสอดรับกับเหตุการณ์หลังในปี 2560 ราวกับเตรียมการและวางแผนไว้แล้วเป็นอย่างดี

อีกทั้งพบว่าความรุนแรงนี้ไม่ได้กระทำต่อกลุ่มติดอาวุธเพียงอย่างเดียวอย่างที่แถลงสื่อ แต่สภาพความเป็นจริงคือมุ่งเป้าหมายไปที่พลเรือน

ข้อมูลการสำรวจขององค์กรแพทย์ไร้พรมแดนที่มีสำนักงานใหญ่ในฝรั่งเศส และส่งทีมงานเข้าไปยังพื้นที่อพยพ ประเมินว่ามีชาวโรฮีนจา 6,700 ราย ถูกสังหารในช่วงเดือนแรกจากที่ทหารพม่าปราบปรามกลุ่มติดอาวุธในรัฐยะไข่

ในขณะที่ผู้อพยพจำนวนมากต่างให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลายสำนักออกมาตรงกันว่า สภาพการณ์ของการถูกไล่ฆ่า ทารุณ ข่มขืน ออกมาคล้ายกัน

หากจะเป็นเรื่องเมกให้ดราม่าก็ไม่น่าจะคล้ายกันแบบนี้ เพราะโรฮีนจาไม่มีผู้นำมวลชน ไม่มีกลุ่มโซเชียลมีเดีย ไม่มีแกนนำที่จะมาจัดแจงว่าใครจะต้องพูดอะไร เนื้อหาอย่างไร เพราะการตกเป็นเหยื่อที่ต้องระหกระเหินออกจากถิ่นที่อยู่อาศัยนั้นไม่ใช่เรื่องที่วางแผนไว้ล่วงหน้าได้

ปกติแล้วในวิกฤตความขัดแย้งทางอำนาจ ฝ่ายที่วางแผนและเตรียมการไว้แล้วจึงมักเป็นฝ่ายที่ได้ประโยชน์และคุมเกมเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย

แนวทางนี้อาจไม่ได้มีเฉพาะกรณีโรฮีนจา ถ้าลองคิดดูดีๆ แล้วจะร้องอ๋อในหลายๆ เหตุการณ์ทีเดียว

…………..

ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์