หน้าแรก คอลัมนิสต์ ทัศนคติแบบเจ้...

ทัศนคติแบบเจ้าอาณานิคม กับภัยคุกคามเสรีภาพสื่อครั้งใหญ่ในพม่า โดย : ลลิตา หาญวงษ์

22.12.17 | 13:09 น.
วาโลน(ซ้าย)และจ่อ โซ อู(ขวา) นักข่าวรอยเตอร์สที่ถูกทางการพม่าจับไปตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม

ปัญหาที่สำคัญที่สุดที่ปิดกั้นไม่ให้พม่าปฏิรูปทางการเมืองได้คือปัญหาเรื่องทัศนคติ เป็นทัศนคติของคนในรัฐบาล กองทัพ และประชาชนจำนวนมากที่เริ่มหวาดระแวงความเปลี่ยนแปลง เป็นความกลัวที่ว่าอัตลักษณ์ของตนจะแปดเปื้อนหรือถูกท้าทายจากความเปลี่ยนแปลงหนึ่งๆ ไม่แปลกที่หลังจากรัฐบาลพลเรือนภายใต้ออง ซาน ซูจี เข้ามารับหน้าที่ได้เพียงปีเศษ ปัญหาสารพัดจะประดังประเดเข้ามา และชาวพม่าจะเริ่มหวนหาอดีตกลับไประลึกถึงวันที่สังคมสงบสุข ไร้ซึ่งปัญหาและพวกเขาไม่ต้องคอยตอบคำถามในประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน การปฏิรูป ประชาธิปไตย ฯลฯ กับนานาชาติ

ในการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยของพรรค NLD ที่มีมาตั้งแต่ปี 1988 (พ.ศ.2531) ประเด็นที่พรรคและผู้นำอย่างซูจีชูมาโดยตลอดคือประชาชนชาวพม่าต้องการระบอบประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยจะมอบเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และความเสมอภาคให้กับประชาชนทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียมกัน แต่เมื่อมีการนำระบอบประชาธิปไตยแบบพม่าๆ หรือรัฐบาลผสมที่ผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงและการแต่งตั้งโดยกองทัพมาใช้ เสรีภาพที่ NLD และสังคมพม่าเคยโหยหากลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา บ่อยครั้งที่เสรีภาพของสื่อ-เสรีภาพของการแสดงออกนี้ทำให้รัฐบาลเสียหน้า และสายตาชาวโลกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามีนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ นักวาดการ์ตูนล้อการเมือง และคนในวงการสื่อในพม่าถูกจับกุมไปแล้วหลายคน คนเหล่านี้ถูกจับกุมและถูกทางการตั้งข้อหาที่แตกต่างออกไป ในช่วงแรก รัฐบาลพม่ามักควักมาตรา 66(d) และมาตรา 25(b) ในกฎหมายควบคุมสื่อมาใช้ หลังรายงานข่าวที่กระทบภาพลักษณ์ของรัฐบาล กองทัพ และผู้มีอิทธิพลบางกลุ่ม แม้แต่พระสงฆ์ที่มีส่วนยุยงปลุกปั่นพ่นคำพูดเกลียดชัง (hate speech) ให้ชาวพม่าเกลียดชังชาวโรฮีนจา และในอีกกรณีหนึ่งคือจับกุมนักข่าวที่เข้าไปทำข่าวในพื้นที่ความขัดแย้งระหว่างกองทัพพม่ากับกองทัพชนกลุ่มน้อย แต่เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลเริ่มแงะมาตรการใหม่ๆ มาใช้กล่าวหานักข่าวและนักหนังสือพิมพ์ที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อการปรองดองภายในชาติ เป็นที่น่าสังเกตว่ารัฐบาลนำกฎหมายที่มีมาตั้งแต่ยุคอาณานิคมมาใช้ถี่ขึ้น

ตัวอย่างล่าสุดคือการจับกุม วา โลน (Wa Lone) และจ่อ โซ อู (Kyaw Soe Oo) นักข่าวจากสำนักข่าวรอยเตอร์ส ที่เข้าไปทำข่าวการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรัฐยะไข่ โดยฝ่ายการเมืองอ้างว่านักข่าวทั้งสองละเมิดกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการสืบราชการลับ (Official Secrets Act) ซึ่งมีใช้ทั่วบริติชอินเดีย และถูกนำมาใช้ในพม่าตั้งแต่ปี 1923 (พ.ศ.2466) กฎหมายฉบับนี้มีอายุเกือบ 100 ปีแล้ว และแต่เดิมมีจุดประสงค์เพื่อป้องกัน “สายลับ” ที่เข้ามาสืบข่าวเพื่อหาทางทำลายความมั่นคงของอาณานิคม “สายลับ” ในทรรศนะของเจ้าอาณานิคมอังกฤษอาจเป็นได้ทั้งนักชาตินิยม มิชชันนารี หรือผู้ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ที่สร้างความวิตกกังวลให้กับรัฐบาลสหราชอาณาจักรมากเป็นพิเศษหลังการปฏิวัติรัสเซียโดยกลุ่มบอล
เชวิคในปี 1917 (ค.ศ.2460)

กฎหมายป้องกันการสืบราชการลับพุ่งเป้าไปที่บุคคลที่แอบเข้าไปในที่หวงห้าม สอบถาม บันทึก และสืบเสาะหาข้อมูล ซึ่งรัฐมองว่าจะเอื้อประโยชน์ให้กับ “ศัตรู” ของรัฐแล้วล่ะก็ บุคคลผู้นั้นจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3-14 ปี ที่ผ่านมาเคยมีความพยายามผลักดันให้มีการแก้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการสืบราชการลับในสภาผู้แทนราษฎรของพม่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคนมองว่ากฎหมายนี้ไม่สมเหตุสมผล คร่ำครึล้าสมัย และเป็นกฎหมายที่สวนทางกับหลักการประชาธิปไตย เสรีภาพสื่อ และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่รัฐบาลในเวลานั้น (รัฐบาลประธานาธิบดีเต็ง เส่ง) ต้องการชูขึ้นเป็นไฮไลต์ในการปฏิรูปประเทศ

Advertisement

แต่ความพยายามแก้ไขกฎหมายนี้ก็ต้องตกไป เพราะคนในรัฐบาลอ้างว่าพวกเขาต้องการปกป้องตนเองจากการวิพากษ์วิจารณ์ที่ล้นเกินของสื่อในยุคที่ประชาธิปไตยเริ่มเบ่งบาน เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในรัฐบาลพม่าตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ลงมาล้วนมองว่าประชาธิปไตยเป็น “ระบอบการปกครอง” (form of government) แบบกว้างๆ และพวกเขาสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบและตีความประชาธิปไตยให้เป็นแบบที่พวกเขาต้องการอย่างไรก็ได้ โดยอ้างการปรองดองและการอ้างข้างๆ คูๆ ว่าเส้นทางสู่ประชาธิปไตยในพม่าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ที่ผ่านมาหลายสิบปี ตั้งแต่ในช่วงประชาธิปไตยแบบรัฐสภา สังคมนิยมแบบเนวิน SLORC และ SPDC รัฐบาลพม่าทุกยุคพยายามสลัดมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคมออกไป สร้างให้ชาวอังกฤษและชาวอินเดียเป็นผู้ร้ายในประวัติศาสตร์ และพยายามยกชูวีรบุรุษแห่งชาติขึ้นมาหลายคน ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ที่เคยต่อสู้เพื่อล้มล้างระบอบอาณานิคมทั้งสิ้น แต่เมื่อพม่าเข้าสู่ยุคแห่งการพัฒนาประชาธิปไตย การรวบอำนาจและการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จ (despotism) แบบที่เจ้าอาณานิคมเคยใช้มาก่อนกลับถูกถ่ายทอดต่อๆ กันมา กฎหมายที่ล้าหลังและป่าเถื่อนหลายฉบับถูกนำไปใช้เพื่อปราบปรามผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมือง และผู้ที่มีทีท่าว่าจะเป็นภัยคุกคามต่อความสงบและความเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ เข้าข่ายสุภาษิต “เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง”

ในอินเดียเอง กฎหมายนี้ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อดำเนินคดีกับนักข่าว-นักหนังสือพิมพ์เพิ่มขึ้น เพราะรัฐมองว่าคนกลุ่มนี้เป็นภัยคุกคามของรัฐ และยังมองว่าการงัดไม้เด็ดมาใช้จะทำให้นักข่าวที่มักเป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐสงบลงและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลน้อยลงได้ ย้อนกลับมาที่พม่า หลังการจับกุมนักข่าวรอยเตอร์สทั้ง 2 คน ผู้นำพรรค NLD อย่างอู วิน เทง ออกมาให้สัมภาษณ์ว่ากองทัพอาจวางแผนจับกุมทั้งวา โลน และจ่อ โซ อู มาแล้วเป็นอย่างดี คำกล่าวของ
วิน เทง ยิ่งตอกย้ำว่ากองทัพพม่ายังมีสถานะเป็นผู้มีบารมีเหนือรัฐธรรมนูญ และเป็นผู้มากบารมีที่รัฐบาล NLD พยายามไม่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย วิน เทง ยังออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยว่าหากจะนำตัวนักข่าวรอยเตอร์สทั้ง 2 คน ออกมาได้ “จะต้องมีการกดดันจากนานาชาติและจะต้องมีทนายความชั้นยอด”

คำถามที่หลายคนอดจะถามไม่ได้คือ NLD ในฐานะที่เป็นผู้นำในรัฐบาลไม่มีอำนาจหน้าที่ หรือไม่มีความรับผิดชอบใดๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลยหรือ? และก็คงอดถามต่อไม่ได้อีกว่า วิถีประชาธิปไตยในพม่าจะดำเนินต่อไปอย่างไรในสถานการณ์ที่รัฐบาลพลเรือนยังคงอยู่ภายใต้เงาอำมหิตของกองทัพและกลุ่มนักธุรกิจใหญ่ๆ และสื่อและนักข่าวน้ำดีที่ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพจะอยู่กันอย่างไรต่อไปในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบ “ประชาธิปไตย” แต่กลับมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากกว่าเดิม