ความสัมพันธ์ระหว่างคติการสร้างเจดีย์บนภูเขาสูงในเมืองกะเหรี่ยง-มอญกับล้านนา
เมื่อพิจารณาปริมาณเจดีย์บนภูเขาสูงในประเทศไทย พบว่าในล้านนามีการสร้างเจดีย์บนที่สูงมากที่สุด เจดีย์องค์สำคัญที่มีประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับเมืองมอญชัดเจน คือ เจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพ ที่มีรายละเอียดในประชุมตำนานพระธาตุเล่ม 2 กล่าวถึงการเข้ามาประดิษฐานพุทธศาสนาลังกาวงศ์ในล้านนา สมัยพระเจ้ากือนา ราว พ.ศ.1910 ของพระมหาสุมนเถรเจ้า ในตำนานมูลศาสนาระบุว่า พระสุมนเถระนี้ เดิมเป็นชาวสุโขทัย ได้เดินทางไปเรียนพุทธศาสนาในสำนักมหาอนุมัติ หรืออุทุมพระบุปผามหาสวามี ที่เมืองพัน ก่อนกลับมาเผยแผ่พุทธศาสนาในสุโขทัยและล้านนา
เมืองพันนี้ ออกเสียงคล้ายกันกับเมืองพะอัน (Hpa-na) เมืองหลวงของรัฐกะเหรี่ยงปัจจุบัน อันเป็นที่ประดิษฐานเจดีย์ Zwe Ka Bin พระธาตุองค์น้องของเจดีย์อินทร์แขวนในเมืองสะเทิม เมืองนี้มีประวัติศาสตร์และพุทธศาสนารุ่งเรืองมายาวนาน
การเดินทางมาเผยแผ่พุทธศาสนาในล้านนาของพระสุมนเถรเจ้าครั้งนั้น ท่านได้นำพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดพบในเมืองปางจา เขตเมืองศรีสัชนาลัยมาด้วย ภายหลังพระธาตุแตกออกเป็นสองส่วนเท่ากัน พระเจ้ากือนาจึงได้ประดิษฐานพระธาตุส่วนหนึ่งในเจดีย์วัดสวนดอก อีกส่วนหนึ่งโปรดให้ไปประดิษฐานที่วัดดอยสุเทพ ใน พ.ศ.1926
เหตุการณ์การประดิษฐานพระธาตุบนดอยสุเทพนั้น ในตำนานเล่าว่า พระองค์กระทำอธิษฐานเสี่ยงทายโดยอัญเชิญพระบรมธาตุสถิตบนหลังช้างเผือก ช้างเผือกก็แผดร้องถึง 3 ครั้ง แล้วบ่ายหน้าไปทางทิศเหนือ เดินมาพักใหญ่ถึงภูเขาลูกหนึ่งแล้วหยุดบนภูเขาลูกหนึ่งแล้วจึงเดินต่อไปอีก ภูเขาที่ช้างเผือกหยุดนั้น ปัจจุบันเรียกว่า “ดอยช้างนอน” จนกระทั่งพักใหญ่ช้างเผือกจึงหยุดบริเวณที่กว้างและราบเรียบ แล้วจึงเดินต่อไปอีก ปัจจุบันเรียกที่ราบนั้นว่า “ยอดดอยงาม”

ช้างเผือกเดินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งลุถึงดอยสุเทพ จึงหยุดนิ่งพร้อมกับแผดร้องขึ้นถึง 3 ครั้ง กระทำปทักษิณสถานที่นี้ถึง 3 ครั้ง แล้วคุกเข่าทั้ง 4 ลง พระเจ้ากือนาทรงโสมนัสยิ่งนักรีบอาราธนาพระบรมธาตุลงจากหลังช้างเผือก พอช้างเผือกลงจากหลังช้างเท่านั้น ช้างเผือกก็ถึงความตายทันที
พระเจ้ากือนาได้ทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์มหัศจรรย์ในครั้งนี้ ก็ทรงนมัสการกราบไหว้พระธาตุด้วยความเคารพยำเกรงยิ่ง แล้วจึงรับสั่งให้ขุดสถานที่บนยอดดอยนั้นลึก 8 ศอก 1 วา 3 ศอกแล้วให้เอาแท่งหินใหญ่ 6 ศอก มากระทำเป็นหีบหินใหญ่ ใส่ลงไปในหลุมนั้น แล้วอาราธนาพระธาตุพร้อมทั้งผอบตั้งไว้ในหีบหิน เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงโปรดให้สร้างเจดีย์สวมลงสถานที่ฝังพระบรมธาตุนั้นอีกองค์หนึ่งสูง 5 วา
การเลือกประดิษฐานพระธาตุบนดอยสูงของล้านนานั้น ไม่ปรากฏเป็นหลักฐานมาก่อนหน้านี้ จริงอยู่ที่มีตำนานการประดิษฐานพระธาตุดอยตุงว่ามีมาแต่ครั้งสมัยอาณาจักรโยนกนาคพันธ์สิงหนวัติ ก่อนจะสืบมาเป็นเมืองเงินยาง หรือเชียงแสนในเวลาต่อมา โดยลาวจก ผู้เป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์มังราย เมืองเชียงใหม่ ทว่าจากการขุดตรวจเจดีย์ของกรมศิลปากรใน พ.ศ.2552 ได้นำมาซึ่งข้อสรุปว่า รูปแบบพระธาตุดอยตุงองค์ที่อยู่ด้านในก่อนที่จะได้รับการบูรณะโดยครูบาศรีวิชัย เป็นสายวิวัฒนาการของรูปแบบเจดีย์ทรงระฆังที่นิยมกันในเชียงราย ราวพุทธศตวรรษที่ 22 ซึ่งสอดคล้องกับที่พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ อธิบายว่าเป็นรูปแบบที่ไม่เก่าไปกว่าพุทธศตวรรษที่ 21 เมื่อเปรียบเทียบกับเจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพ และสอดคล้องกับการตรวจสอบของสุรพล ดำริห์กุล ที่เชื่อว่าเป็นเจดีย์ในพุทธศตวรรษที่ 21
ด้วยเหตุนี้ เจดีย์บนภูเขาสูงที่เก่าที่สุดน่าจะเป็นเจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพ ที่สร้างมาตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ทั้งรูปแบบเจดีย์ที่มีองค์ระฆังในผังแปดเหลี่ยมนั้น ก็มีข้อน่าสังเกตว่าอาจจะได้รับอิทธิพลจากเจดีย์แบบมอญที่ผังแปดเหลี่ยมเช่นกัน
ก่อนหน้านั้น ในล้านนาคงมีการสร้างพระธาตุในพื้นที่ราบมาก่อน ซึ่งก็คือวัดมหาธาตุกลางเมือง อันเป็นแบบแผนทางวัฒนธรรมเก่าแก่ที่พบมากในกลุ่มบ้านเมืองในภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง เช่น สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี พิษณุโลก เป็นต้น
สุรพล ดำริห์กุล เชื่อว่า พระธาตุกลางเมืองถูกสร้างขึ้นแทนภูเขาพระสุเมรุ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแกนกลางของเมืองและจักรวาล ตามคติความเชื่อที่มีอิทธิพลจากคัมภีร์ทางศาสนาของฮินดูและพุทธ สำหรับล้านนา การเผยเข้ามาของวัฒนธรรมพระธาตุกลางเมืองน่าจะขึ้นมาตั้งแต่สมัยหริภุญชัย ที่มีการสร้างพระธาตุหริภุญชัยไว้ในเมือง และด้วยเหตุนี้บ้านเมืองที่เกิดขึ้นในล้านนาสมัยต่อมาที่มีความสัมพันธ์กับเมืองหริภุญชัย ต่างก็มีการสร้างพระธาตุไว้ในที่ราบทั้งสิ้น อาทิ พระธาตุลำปางหลวง ในเวียงลำปาง พระธาตุวัดพระแก้วดอนเต้า เมืองเขลางค์ พระธาตุกลางเมือง เวียงท่ากาน พระธาตุเจดีย์หลวง เมืองเชียงแสน เป็นต้น
บริเวณภูเขาสูงในระยะเวลาดังกล่าวนั้น น่าจะเป็นที่อยู่ของชาวพื้นเมือง เช่น ลัวะ เป็นต้น ตามที่ปรากฏในตำนานการสร้างบ้านเมืองในล้านนา เชื่อว่าคงมีประเพณีการสร้างที่เคารพบนภูเขาสูงมาก่อน ดังที่ปรากฏบนดอยสุเทพมีศาลบรรพบุรุษชาวลัวะ ซึ่งปัจจุบันรื้อไปแล้ว ทว่ายังมีพิธีทรงผีลัวะประจำปี หรือบนภูเขากลางเวียงลำปางก็มีรูปเคารพบรรพบุรุษชาวลัวะมาก่อนที่จะมีการสร้างพระธาตุลำปางหลวง ปัจจุบันรูปเคารพนี้ตั้งอยู่มุมเจดีย์ด้านทิศเหนือ หรือแม้จะมีการสร้างเจดีย์บนภูเขาสูงอยู่บ้าง แต่คงไม่นิยมกันมากนัก
มีข้อสังเกตว่า เมื่อพระญามังรายตีเมืองหริภุญชัยได้แล้วนั้น พระองค์ทรงเห็นว่าไม่ใช่เมืองที่พระองค์ควรอยู่ เพราะเป็นเมืองพระธาตุ นัยของความคิดเห็นนี้น่าจะอยู่ที่วัฒนธรรมการสร้างที่เคารพของกลุ่มคนในเชียงแสน ก่อนที่พุทธศาสนาจะเข้ามา มีความผูกพันกับภูเขาสูง ซึ่งต่างออกไปจากวัฒนธรรมการสร้างพระธาตุกลางเมืองของหริภุญชัยก็เป็นได้
ภายหลังเมื่อพุทธศาสนาลังกาวงศ์แพร่เข้ามาจากสุโขทัย โดยพระสุมนเถระ ท่านจึงนำความเชื่อการประดิษฐานพระธาตุบนภูเขาสูงจากเมืองพัน (พะอัน) ที่ท่านไปเรียนพุทธศาสนา เข้ามายังล้านนาด้วย ซึ่งวัฒนธรรมใหม่นี้เข้ากันได้กับวัฒนธรรมดั้งเดิมที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์บนภูเขาสูงของชาวพื้นเมืองล้านนา จึงเกิดมีการสร้างพระธาตุบนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวพื้นเมืองบนภูเขาสูงขึ้น
ทั้งสมัยของพระองค์ เป็นการเผยแผ่พุทธศาสนาลังกาวงศ์แทนนิกายเถรวาทที่สืบมาจากหริภุญชัย การหาพื้นที่ใหม่ในการสร้างสัญลักษณ์ของพุทธศาสนาลังกาวงศ์จึงเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากจะได้เผยแพร่ความเชื่อใหม่แล้วยังเป็นการกลมกลืนความเชื่อพื้นเมืองให้เข้ากันได้กับพุทธศาสนาอีกด้วย
ภายหลังคติการสร้างพระธาตุเจดีย์บนภูเขาสูงได้รับควานนิยมแพร่หลาย จึงพบว่ามีการสร้างพระธาตุเจดีย์บนภูเขาสูงจำนวนมากในล้านนา เช่น พระธาตุดอยสุเทพ เมืองเชียงใหม่ พระธาตุจอมกิติ เมืองเชียงแสน พระธาตุจอมทอง เมืองเชียงราย พระธาตุแช่แห้ง เมืองน่าน พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่ พระธาตุจอมทอง เมืองพะเยา เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้ จึงน่าเชื่อได้ว่า การสร้างพระธาตุดอยสุเทพอันเป็นเจดีย์บนภูเขาสูงที่เก่าที่สุดในล้านนา ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากการสร้างเจดีย์บนภูเขาสูงของชาวมอญ-กะเหรี่ยง ผ่านทางการเผยแผ่พุทธศาสนาของพระสุมนเถรเจ้า ในสมัยพระญากือนา ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ก่อนแพร่หลายทั่วไปในล้านนา
ความเปลี่ยนแปลงทางคติความเชื่อเรื่องพระธาตุบนภูเขาสูงในปัจจุบัน
เมื่อสอบถามชาวกะเหรี่ยงเกี่ยวกับการสร้างเจดีย์บนภูเขาสูงในปัจจุบันว่า เมื่อจะสร้างมีขั้นตอนอย่างไร ชายกะเหรี่ยงบอกว่า ต้องได้รับการอนุญาตจากพระผู้ใหญ่ในพื้นที่ พระผู้ใหญ่จะเดินทางไปดูพื้นที่ก่อนให้คำตอบว่าได้หรือไม่ได้ คำตอบของพระผู้ใหญ่เป็นคำตอบเดียวกันกับคำตอบของรัฐบาล ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากรัฐบาล ส่วนพื้นที่ที่จะสร้างนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นที่ของวัด เป็นที่เอกชนก็ได้ ถามต่อว่าคนสร้างเป็นใคร ตอบว่าเป็นใครก็ได้ อาจจะเป็นคนที่ฝันร้ายหรือฝันดี แต่ฝันนั้นนำไปสู่การคิดสร้างเจดีย์ ถามต่อว่าในเจดีย์บรรจุอะไรไว้บ้าง ตอบว่าพระสารีริกธาตุบ้าง พระเครื่องบ้าง สิ่งอันเป็นมงคลทั้งหลาย ไม่บรรจุกระดูกพระสงฆ์และบรรพชนของคนสร้าง ถามว่าสร้างไว้ทำไม ตอบว่าเอาบุญ เมื่อเจดีย์อยู่บนยอดเขาสูง คนจะมองจากทางไหนก็เห็น เห็นแล้วจะได้ไหว้สาอนุโมทนาสาธุในบุญ เมื่อไม่มีวัดใครจะดูแล ตอบว่าไม่มีใครดูแลโดยเด็ดขาด ในหน้าเทศกาลแต่ละปี ชาวบ้านจะช่วยกันทำความสะอาดและทำนุบำรุงกันเอง
ความน่าสนใจในคำตอบของชาวกะเหรี่ยงเกี่ยวกับการสร้างเจดีย์บนภูเขาสูงในปัจจุบัน มีอยู่ 2 ประเด็น คือ ไม่มีการบรรจุอัฐิพระสงฆ์และบรรพชนไว้ในเจดีย์ และวิธีปฏิบัติดูการดูแลรักษาเจดีย์โดยชุมชน
การไม่บรรจุสิ่งใดนอกเหนือไปจากสิ่งของของพระพุทธเจ้าหรือที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์ ทำให้ผู้สัญจรไปมายกมือไหว้ได้สนิทใจว่าตนได้ไหว้พระพุทธเจ้าแน่แท้ มิใช่กระดูกสามัญบุคคล ส่วนวิธีการปฏิบัติในการดูแลรักษาที่กระทำโดยชุมชนนั้น เคยปรากฏมาก่อนในล้านนา เมื่อช่วงเวลาที่คนล้านนายังมีความผูกพันกับเจดีย์บนภูเขาสูงโดยความเชื่อทางประวัติศาสตร์
อย่างเจดีย์พระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ ที่เป็นเจดีย์บนภูเขาสูงนอกเมืองแพร่นั้น เดิมก็ไม่มีวัดพระธาตุ มีเพียงองค์พระธาตุโดดๆ บนภูเขา ผู้คนเดินทางมาค้างกันรอบพระธาตุในช่วงเทศกาลไหว้พระธาตุ และช่วยกันจัดการดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่พระธาตุกันเอง เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบนลานเจดีย์พระธาตุอินทร์แขวนทุกวันนี้ ส่วนในเวลาปกติธรรมดาก็ไม่มีผู้ใดเข้าไปในเขตลานพระธาตุ
ภายหลังจากพระธาตุเจดีย์กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัดพระธาตุ และวัดพระธาตุก็กลายเป็นวัดสำคัญประจำเมือง โดยถูกสถาปนาให้เป็นวัดหลวงจากส่วนกลาง หน้าที่ของชุมชนจึงเปลี่ยนไป พระที่ดูแลวัดหรือพระธาตุถูกแยกออกจากกัน ทำให้คนในชุมชนไม่ค่อยเข้าวัดพระธาตุช่อแฮมากนัก เพราะประเพณีพิธีกรรมและการจัดการของคณะสงฆ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เป็นการนำวัดพระธาตุเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระแสการท่องเที่ยวและประเพณีประดิษฐ์ ซึ่งเป็นการนำเข้าจากภายนอกโดยเจ้าอาวาสและพระลูกวัดซึ่งไม่ใช่คนท้องถิ่นเมืองแพร่ และฝ่ายราชการเป็นฝ่ายสนับสนุนทั้งงบประมาณและกระบวนการ
ปัจจุบันการสร้างความหมายใหม่ของพระธาตุเจดีย์บนภูเขาสูงในพม่าเองก็ปรากฏในเจดีย์พระธาตุอินทร์แขวน ทว่ามีรูปแบบที่แตกต่างกัน เพราะกระบวนการทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งมีโรงแรมถึง 3 โรงแรม ใกล้พระธาตุอินทร์แขวนนั้น ถูกจำกัดไว้เฉพาะนักท่องเที่ยว ผู้คนชาวกะเหรี่ยง มอญ พม่า ยังคงรักษาแบบแผนปฏิบัติเช่นเดิม เมื่อมานมัสการพระเจดีย์ก็สามารถนอนค้างที่ลานเจดีย์กันได้ เพียงแต่บังคับให้บ้วนน้ำหมากและทิ้งขยะลงถังที่เตรียมให้เท่านั้น
ร้านค้าที่ขายสินค้าพื้นเมืองถูกจัดแบ่งไว้เป็นสัดเป็นส่วน ทั้งผลประโยชน์ที่ได้จากการมาพักของนักท่องเที่ยวในโรงแรม ก็เป็นส่วนหนึ่งของวัด การไม่พยายามเข้ามาควบคุมของทางภาครัฐมากจนเกินไป จึงทำให้เรายังคงเห็นความศรัทธาของประชาชนชาวพุทธในพม่าได้อย่างมากอยู่
สรุป
แม้จะปรากฏความสัมพันธ์ระหว่างชาวมอญในเมืองมอญกับชาวมอญในหริภุญชัยมาตั้งแต่สมัยหริภุญชัยแล้ว ทว่าความนิยมการสร้างเจดีย์บนภูเขาสูงตามแบบมอญ-กะเหรี่ยงนั้น กลับไม่ปรากฏชัดเจนมากนัก ต่างออกไปจากคติการสร้างเจดีย์กลางเมืองตามพุทธศาสนาเถรวาทและศาสนาพราหมณ์ ที่หริภุญชัยได้รับอิทธิพลมาจากภาคกลางของประเทศไทย ในระยะนี้จึงปรากฏการสร้างเจดีย์กลางเมืองจำนวนมาก ส่วนบนพื้นที่ภูเขาสูงควรเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวพื้นเมือง
การปรากฏของความนิยมในการสร้างเจดีย์บนภูเขาสูงในล้านนานั้น มีขึ้นภายหลังการเข้ามาเผยแผ่พุทธศาสนาเถรวาทของพระมหาสุมนเถระในต้นพุทธศตวรรษที่ 20 พระสุมนเถระนั้นได้ไปบวชเรียนในเมืองมอญในช่วงที่อาณาจักรมอญเป็นอิสระจากพม่า และมีความเจริญรุ่งเรืองทางพุทธศาสนาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสมัยพระนางซินสอบูและพระเจ้าธรรมเจดีย์ ในพุทธศตวรรษที่ 20-21
พระธาตุเจดีย์ดอยสุเทพที่สร้างขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว จึงเป็นพระธาตุเจดีย์บนภูเขาสูงที่เก่าที่สุดในล้านนา ซึ่งเชื่อว่าได้สร้างขึ้นตามคติการสร้างเจดีย์บนภูเขาของมอญ ทั้งรูปแบบเจดีย์ที่มีองค์ระฆังในผังแปดเหลี่ยมนั้น ก็น่าจะได้รับอิทธิพลจากเจดีย์แบบมอญที่ผังแปดเหลี่ยมเช่นกัน
ทั้งนี้ตามรูปแบบเจดีย์พระธาตุ Zwe Ka Bin กับเจดีย์พระธาตุ Kyauknalatt มีลักษณะเป็นเจดีย์มอญที่ปลียอดยาว สามารถแยกออกจากเจดีย์พม่าได้ชัดเจน ซึ่งควรสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 21 สมัยที่มอญมีความเจริญรุ่งเรืองทางพุทธศาสนา เช่นเดียวกับรูปแบบเจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพ กับวัดพระธาตุดอยตุง ที่มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 21
สำหรับตำนานการสร้างเจดีย์พระธาตุ Zwe Ka Bin พระธาตุอินทร์แขวน กับตำนานการสร้างเมืองสะเทิม มีความต่อเนื่องสอดคล้องกัน โดยตำนานการสร้างเจดีย์พระธาตุมีจุดประสงค์เพื่อแสดงนัยของการกลมกลืนความเชื่อพื้นเมืองให้เข้ากันได้กับพุทธศาสนา เช่นเดียวกับตำนานพระธาตุดอยสุเทพ ส่วนตำนานการสร้างเมืองสะเทิม มีนัยบอกว่าพระสีหราชาปฐมกษัตริย์ของเมืองสะเทิมมีความชอบธรรมในการขึ้นครองราชย์ เพราะมีสายเลือดพระมหาสมมุติทางธรรม
เช่นเดียวกับตำนานพระธาตุดอยตุง ที่ระบุว่าต้นตระกูลพระญามังราย คือ ลวจังกราช มีสายเลือดพระมหาสมมุติทางธรรมด้วยเหตุนี้พระญามังรายจึงมีสายเลือดพระมหาสมมุติทางธรรมเช่นกัน

