หน้าแรก คอลัมนิสต์ มหาวิทยาลัยปร...

มหาวิทยาลัยประชาชน กับการลดความเหลื่อมล้ำ :โดย สุรชัย เทียนขาว

25.12.17 | 12:18 น.

สหประชาชาติได้เสนอแนวคิดใหม่ในการพัฒนาโลกหลังปี ค.ศ.2015 (Post-2015 Development Aganda) โดยมีข้อกำหนดเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ประการ สำหรับเป็นกรอบในการพัฒนาโลกตั้งแต่ปี ค.ศ.2015 ที่เรียกว่า Sustainable Development Goals หรือ SDG แนวทางดังกล่าวนี้หน่วยงาน/กลุ่มบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยควรรับรู้ร่วมกัน และร่วมขับเคลื่อนประเทศให้บรรลุเป้าหมายขององค์กรโลก

สำหรับเป้าที่ 10 ลดความเหลื่อมล้ำ (Reduce inequalities : Reduce inequality with and among countries) นั้น ในประเทศไทย ธนาคารออมสิน ภายใต้โครงการ “ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น” เป็นโครงการที่เป็นรูปธรรมโครงการหนึ่งที่ตอบสนองเป้าหมายการลดความเหลื่อมล้ำภายในประเทศในประเด็นการเพิ่มรายได้ของประชาชนกลุ่มที่มีรายได้ต่ำหรือไม่มีรายได้ เนื่องจากในปัจจุบันความเหลื่อมล้ำของรายได้ของประชากรโลกที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จำนวนร้อยละของคนที่ร่ำรวยที่สุดที่มีรายได้มากถึงร้อยละ 40 ของรายได้รวมทั่วโลก ขณะที่ผู้ยากจนที่สุดร้อยละ 10 มีรายได้เพียงร้อยละ 2-7 ของรายได้รวมทั่วโลกและในประเทศกำลังพัฒนาความเหลื่อมล้ำของรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 ตามการเจริญเติบโตของประชากร (สยาม อรุณศรีมรกต และยงยุทธ วัชรดุล, 2016 : 4) หากประเทศไทยยังไม่มีการดำเนินการที่จริงจังในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนกลุ่มล่างมีศักยภาพ ในการประกอบอาชีพและเพิ่มรายได้อย่างทั่วถึง

เป้าหมายการพัฒนาระดับโลกคงไม่สามารถบรรลุผล ดังนั้นทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องดำเนินการตั้งแต่บัดนี้ (Think globally, act locally) ธนาคารออมสินได้ริเริ่มโครงการมหาวิทยาลัยประชาชน ขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2560-2561 เป็นแผน 2 ปี มหาวิทยาลัยประชาชนของธนาคารออมสินที่บันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐ กำกับรัฐ และเอกชน รวมทั้งสิ้น 16 แห่ง ภายใต้โครงการ “ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น” นั้นเป็นการให้บริการวิชาการแก่ชุมชน เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประชาชนหรือกลุ่มชุมชน สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงวัย รวมถึงผู้ที่อยู่ในกลุ่มรับสวัสดิการรัฐที่ยังมีความสามารถ ในการประกอบอาชีพให้สามารถเข้าถึงการมีอาชีพ มีรายได้และมีแหล่งทุนไปสร้างอาชีพ ระหว่างปี พ.ศ.2560-2561 อาจกล่าวได้ว่าเป็นนวัตกรรม การบริการวิชาการแก่ชุมชนของสถาบันอุดมศึกษาที่รวมพลังกับธนาคารออมสิน และชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ (Synergy approach) โดยมุ่งเป้าหมายที่สร้างศักยภาพในการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนกลุ่มฐานราก (grassroot) เป็นยุทธศาสตรืการลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ของประชากรภายในประเทศ

โครงการมหาวิทยาลัยประชาชนที่ธนาคารออมสินสร้างสรรค์ขึ้นโดยความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษา 16 แห่งนี้ เป็นกิจกรรมแบบอย่าง (role model) ที่ควรใช้เป็นแบบอย่างกับสถาบันอื่นๆ ให้มีการปฏิบัติทั่วประเทศ ธนาคารของรัฐอีกแห่งหนึ่งที่มีศักยภาพ และประสบการณ์สูงกับกลุ่มคนยากคนจนมาเป็นระยะอันยาวนาน คือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร น่าจะประยุกต์ใช้โครงการมหาวิทยาลัยประชาชนของธนาคารออมสินกับสถาบันอาชีวศึกษาที่เปิดสอนระดับปริญญาตรีทั่วประเทศ โดยการทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการสร้างศักยภาพประชาชนให้มีความสามารถในการสร้างอาชีพ มีอาชีพหลัก/เสริม รู้จักแหล่งทุนไปสร้างอาชีพ

ส่วนธนาคารออมสินนั้น ควรขยายความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ นอกเหนือจาก 16 แห่งที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้เนื่องจากยังมีสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพอีกหลายแห่งที่สามารถผลิตกำลังคนในลักษณะให้การศึกษาแบบต่อเนื่อง (Continuing education) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันอุดมศึกษาเอกชน
ขณะเดียวกันสถานการณ์ในด้านปริมาณการเข้าเรียนระดับอุดมศึกษาของไทย เริ่มวิกฤตที่ผู้เรียนมีแนวโน้มลดลง สถาบันอุดมศึกษาทั้งรัฐและเอกชนจึงควรเน้นกิจกรรมบริการวิชาการลักษณะของความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ และกลุ่มผู้รับบริการ (กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเยาวชนผู้ว่างงาน ฯลฯ)

Advertisement

โครงการมหาวิทยาลัยประชาชน โดยธนาคารออมสินร่วมกับสถาบันอุดมศึกษา 16 แห่ง นับว่าเป็นโครงการส่งเสริมให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ มีความพร้อมในการสร้างอาชีพเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และยั่งยืนที่ช่วยสนับสนุน เป้าหมายของการพัฒนาสังคมโลก 1 ใน 17 ประการของสหประชาชาติ เพื่อโลกอนาคต (ด้านลดความเหลื่อมล้ำ) ทุกภาคส่วนในสังคมที่เกี่ยวข้องรวมทั้งปัจเจกชนควรให้ความสำคัญต่อการลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของประชาชนในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย กลุ่มคนพิการ ผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้รับสวัสดิการที่ยังมีความสามารถในการประกอบอาชีพและกลุ่มผู้ว่างงานด้วยการสร้างศักยภาพให้กับประชาชนโดยผ่านการให้การศึกษาในลักษณะการศึกษาต่อเนื่องเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยประชาชนที่ธนาคารออมสินได้ดำเนินการที่มุ่งให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้

อันอาจนำไปสู่ประเทศที่พ้นกับดักรายได้ปานกลาง (MIT)