ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้ารับการศึกษาในหลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง รุ่นที่ 4 ของสมาคมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำปีพุทธศักราช 2556 (สวปอ.มส.4) ได้มีโอกาสรับฟังการบรรยายจากผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภาคใต้เริ่มตั้งแต่ปี 2547 เรื่อยมาจนถึงปี 2556 เป็นเวลา 10 ปีเศษ ในหลายรัฐบาลที่ได้พยายามแก้ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้น
แต่มีอีกแง่มุมหนึ่งที่ผู้เขียนคิดเอาเองว่า ไม่ค่อยได้มีใครพูดถึงกันมากนักก็คือ การบริหารจัดการเชิงอำนาจในพื้นที่นี้ จึงมีความสนใจและค้นคว้าจากข้อมูลต่างๆ และหนังสืออีกหลายเล่มที่มีวางขายทั่วไป เช่น สถานการณ์ภาคใต้เมื่อนาวาไทยหลงทิศ พ.ศ.2551 โดย คุณภูวดล แดนไทย, กำเนิดไฟใต้ พ.ศ.2551 โดยคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.), กฎหมายความมั่นคงหนทางแก้ไขความขัดแย้ง ศึกษากรณีสี่อำเภอของจังหวัดสงขลาและสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 โดยมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม, ไขปมปริศนาไฟใต้ พ.ศ.2554 โดยคนข่าว พ.ศ.2499 ฯลฯ
รวมทั้งจากประสบการณ์ของตนเองที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่านและติดตามการแก้ไขปัญหาของทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ด้วยความห่วงใยในฐานะที่เป็นพลเมืองไทยคนหนึ่ง และเป็นอดีตนายทหารเกษียณอายุแล้วด้วย สามารถที่จะมีคำแนะนำและข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปรับปรุงได้
ในหลักสูตรดังกล่าวนี้ ได้ให้นักศึกษาทุกคนเขียนเอกสารวิจัยส่วนบุคคลอย่างน้อย 1 ชิ้น ความยาวไม่เกิน 10-15 หน้า ในเรื่องที่ตนเองสนใจและสามารถที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์และแก้ปัญหาที่เกิดกับประเทศชาติได้ผู้เขียนจึงได้เขียนเรื่อง การบริหารจัดการเชิงอำนาจ ในสถานการณ์ความไม่มั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขึ้นเมื่อ เมษายน 2556 โดยกล่าวไว้ในบทนำว่า ถ้าจะนับเหตุการณ์ที่ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ร้ายแรงที่สุด เสมือนการประกาศความพร้อมในการทำสงครามกับรัฐ คือเหตุการณ์ในวันที่ 4 มกราคม 2547 ที่ในช่วงระหว่างเวลา 01.30-02.00 น. ที่กลุ่มคนร้ายรวม 600 คน บุกรุกที่ตั้งกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (ค่ายปิเหล็ง) ใน จ.นราธิวาส ทำการปล้นและสังหารทหารเสียชีวิต 4 นาย ยึดปืนยาวเอ็ม 16 ปืนพกสั้น 11 มม.ในคลังแสงรวมประมาณ 400 กระบอก หลบหนีไป
จากเหตุการณ์ครั้งนั้น จะเห็นได้ว่าผู้ก่อการร้ายมีความมั่นใจ ความพร้อมทุกด้าน ทั้งกำลังคน ยุทธวิธี การข่าว ฯลฯ นับแต่วันนั้นถึงวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปนานกว่า 10 ปีแล้วก็ตาม (2547-2556) แต่สถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ของประเทศไทยหรือที่เรียกว่า “ไฟใต้” ก็ยังไม่ดับ ทั้งมีการปะทุที่รุนแรง ปรากฏตามสื่อต่างๆ ตลอด ทั้งๆ ที่มี 17 กระทรวง รวม 66 หน่วยงาน ใช้งบประมาณแต่ละปี รวมแล้วนับแสนล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาไฟใต้
บทความนี้จะวิเคราะห์การบริหารจัดการเชิงอำนาจของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ในระดับปฏิบัติการว่า มีผลกระทบโดยตรงในการแก้ไขปัญหาอย่างใดหรือไม่ ซึ่งยังไม่มีผู้ใดหรือหน่วยงานใด (ในขณะนั้น) ได้เคยวิเคราะห์และกล่าวถึงแง่มุมเชิงบริหารจัดการเชิงอำนาจเช่นนี้มาก่อนเลย ซึ่งมีหน่วยงานปฏิบัติสองหน่วย คือ ศอ.บต. และ กอ.รมน.
ในเนื้อหาของบทความ ผู้เขียนได้เริ่มกล่าวถึง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ภายใต้ พ.ร.บ.การบริหารจัดการชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 กำหนดให้ ศอ.บต.เป็นส่วนราชการรูปแบบเฉพาะ ที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง มีฐานะเป็นนิติบุคคล ให้มีเลขาฯ ศอ.บต.มีฐานะเทียบเท่าปลัดกระทรวง รับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของ ศอ.บต.กำหนดให้เลขาธิการและรองเลขาธิการ เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยกำหนดให้เลขาธิการ กอ.รมน./เสนาธิการทหารบก เป็นกรรมการร่วมด้วย และ กอ.รมน.ต้องปรับปรุงแผนและแนวทางในการปฏิบัติงาน และดำเนินการเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สอดคล้องกับนโยบายการบริหารการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่อย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ครอบคลุมทั้งด้านการพัฒนาและด้านความมั่นคง
สรุปได้ก็คือ ศอ.บต.เป็นการปฏิบัติงานของฝ่ายพลเรือน หมายความว่า หน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ฝ่ายทหาร ฝ่ายอัยการ ฝ่ายตุลาการ โดยมีหน้าที่จัดทำยุทธศาสตร์ ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้บูรณาการแผนงานและโครงการ ในด้านการพัฒนา ของกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานอื่นของรัฐ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพอำนวยความเป็นธรรมแก่ประชาชน ให้ความช่วยเหลือ เยียวยา ผู้ที่ได้รับความเสียหาย และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ตามมติคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรียกว่า “กพต.” กำหนด
ในส่วนของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภายใต้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ให้จัดตั้ง กอ.รมน.ขึ้นในสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็น ผอ.รมน., ผบ.ทบ.เป็นรอง ผอ.รมน., เสธ.ทบ.เป็นเลขาธิการ กอ.รมน. ให้มี กอ.รมน.ภาค โดยมีแม่ทัพภาคเป็น ผอ.รมน.ภาค และ กอ.รมน.จว.โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น ผอ.รมน.จว. โดยให้ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่เป็นหน่วยขึ้นตรงของ ผอ.รมน.ภาค
เอกสารดังกล่าว ผู้เขียนได้ส่งให้ กอ.รมน.และ ทภ.4 หน่วยละ 1 เล่ม โดยได้รับการตอบรับและตอบขอบคุณ จาก พลโทอักษรา เกิดผล รอง เสธ.ทบ.(1)/รองเลขาธิการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (1) เมื่อ 29 พฤษภาคม 2556 (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) ว่า
“ตามที่ท่านได้ส่งเอกสาร เรื่อง การบริหารจัดการเชิงอำนาจ ในสถานการณ์ความไม่มั่นคง ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ องค์กรกลางในการบริหารบุคคลของกระทรวงกลาโหม และรายงานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการทหาร ครั้งที่ 11/55 เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2555 ณ ห้องสุรศักดิ์มนตรี ในศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อให้กระผมได้ทราบและนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปนั้น กระผมได้อ่านและศึกษาเอกสารดังกล่าวอย่างละเอียดแล้ว รู้สึกซาบซึ้งและขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่ท่านได้นำเสนอเนื้อหาสาระที่มีประโยชน์ เป็นองค์ความรู้สำหรับกองทัพบก และ กอ.รมน.ที่จะได้นำไปใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงและรักษาผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งกระผมน้อมรับ และจะได้นำความรู้ที่ได้รับดังกล่าวไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มขีดความสามารถ” (ต่อมาท่านได้เป็นพลเอก ในตำแหน่ง เสนาธิการทหารบก/เลขาธิการ กอ.รมน.) และพลโทสกล ชื่นตระกูล แม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2556 (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) ว่า “ตามที่ได้กรุณาส่งข้อมูลแนวคิดในการแก้ไขปัญหา จชต.ตามนโยบาย ผบ.ทบ./รอง ผอ.รมน.และเอกสารการบริหารจัดการเชิงอำนาจในสถานการณ์ความไม่มั่นคงใน จชต.เพื่อให้กระผมได้รับทราบ และนำไปใช้ประโยชน์ กระผมได้รับเอกสารดังกล่าวเรียบร้อยแล้วด้วยความขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง และจะนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มขีดความสามารถต่อไป”
ต่อมาท่านได้เลื่อนยศเป็นพลเอก
ถึงปัจจุบัน พ.ศ.2560 การแก้ไขปัญหาโดย คสช.ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายความมั่นคง)/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในการบริหารจัดการเชิงอำนาจส่วนใหญ่ผู้เขียนดีใจเล็กๆ เข้าใจและคิดว่าเป็นไปตามแนวทางที่ได้เคยเสนอไว้ ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเรื่อยๆ สรุปได้ดังนี้
1.ในสถานการณ์การก่อความไม่สงบนี้ รัฐบาลต้องให้น้ำหนักงานทางด้านความมั่นคง (ฝ่ายทหาร โดย กอ.รมน.รับผิดชอบ) นำทางด้านการพัฒนา (ฝ่ายพลเรือน โดย ศอ.บต.รับผิดชอบ) โดยการมอบอำนาจจัดการเชิงเดี่ยว คือมีผู้รับผิดชอบสูงสุดคนเดียว จะมีความเหมาะสมมากกว่า
2.ได้จัดตั้ง กองทัพน้อยที่ 4 (ทน.4) ขึ้นแล้ว และจัดตั้ง พล.ร.15 ได้เกือบสมบูรณ์แล้ว
3.ใช้กำลังพลปฏิบัติหลักจาก พล.ร.15 เพื่อเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน กองกำลังทหารจากภาคอื่นๆ ที่ส่งเข้ามาปฏิบัติราชการในพื้นที่ตามวงรอบ 1 ปี ซึ่งกองกำลังจากต่างภาค ถ้าพูดกันตรงๆ ก็คือ “มาอยู่เพื่อจาก” ความหมายก็คือ นับเวลาให้ครบ 1 ปี ไวๆ เพื่อจบภารกิจกลับพื้นที่ของตนเอง ก็คงจะไม่ต้องอธิบายมากไปกว่านี้ว่าจะเกิดผลดีต่อการปฏิบัติงานมากน้อยเพียงใด ปัจจุบันกระทรวงกลาโหมก็ได้เสริมกำลังทหารหลังเป็นทหารพรานประจำถิ่น ทั้งของ ทบ.และ ทร. เพื่อทดแทนกำลังจากต่างภาคแล้ว
4.ให้ความสำคัญกับบุคลากรผู้ปฏิบัติงานในทุกระดับเป็นสิ่งสำคัญที่สุด นโยบายจะดีอย่างไร ถ้าบุคลากรไม่ทำหรือทำแบบไม่เต็มร้อย ก็อย่าหวังในความสำเร็จ บุคลากรไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ หรือพลเรือน ตำรวจ ทหาร ต้องมีความตั้งใจจริง เสียสละ โดยจะต้องขจัดกำลังพลแฝง ไม่ว่าอยู่ในระดับนโยบายหรือระดับปฏิบัติการ ที่จะได้รับสิทธิกำลังพล จะต้องเป็นบุคคลที่ปฏิบัติงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องจริง และอยู่ประจำในพื้นที่เท่านั้น มิเช่นนั้นจะเกิดการเปรียบเทียบกัน มีผลต่อการปฏิบัติงานโดยตรง
5.สำหรับฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลแล้ว ต้องจัดรัฐมนตรีอย่างน้อย 1 ท่าน และมีอำนาจเต็มและเด็ดขาดลงไปปฏิบัติงานประจำ เพื่อควบคุมกำกับดูแลทั้ง กอ.รมน.และ ศอ.บต.อย่างใกล้ชิด ปัจจุบันมอบหมายให้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กห.เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงแล้ว โดยมีทีมงานเป็นผู้ช่วยเหลือ
6.สำหรับหัวข้อติดตามและประเมินผล 7 ด้าน ที่ได้นำเสนอไว้ ได้แก่
6.1 การบริหารจัดการในด้านความมั่นคง เช่น งานด้านการยุทธการและการข่าว
6.2 การบริหารจัดการในด้านการพัฒนา
6.3 การบริหารจัดการในด้านการบังคับใช้กฎหมาย และการอำนวยความยุติธรรม
6.4 การบริหารจัดการในด้านกำลังพลและส่งกำลังบำรุง
6.5 การบริหารจัดการในด้านการใช้จ่ายงบประมาณ
6.6 การบริหารจัดการในด้านกิจกรรมพลเรือน
6.7 การบริหารจัดการเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้รับผิดชอบโดยตรงกับงานดังกล่าว ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินผลงานของ กอ.รมน.และ ศอ.บต. ตาม พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 โดยออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี และทำให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพในทุกๆ ด้าน เกิดความโปร่งใสและลบข้อครหาต่างๆ ที่สื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 ลงได้
แต่มีอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญที่ได้เสนอไว้ แต่ยังไม่บรรลุผลสำเร็จ คือ ปรับให้แม่ทัพภาคมียศพลเอก โดยผู้เขียนจะนำเสนอเหตุผลและความจำเป็นในโอกาสต่อไป

