สหรัฐอเมริกาสร้างระเบิดโคตรแม่ (Mother Of All Bombs-MAOB) ขึ้นมาก่อนใน พ.ศ.2546 เป็นระเบิดธรรมดาแหละครับแต่หนักถึง 10.3 ตัน มีอำนาจการทำลายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์โลกในเวลานั้น คือมีอำนาจการทำลายเท่ากับดินระเบิด ที.เอ็น.ที. ถึงสิบเอ็ดตัน และนำมาใช้ครั้งแรกในการโจมตีอุโมงค์ของกลุ่มไอเอสตามเทือกเขาในเขตอาชิน จังหวัดนานกาฮาร์
ประเทศอัฟกานิสถาน คร่าชีวิตกองกำลังไอเอสได้ 94 คน เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2560 ทั้งๆ ที่อาวุธชนิดนี้อยู่ในคลังแสงของกองทัพสหรัฐมานับ 10 ปีแล้วก็ตาม
เมื่อสหรัฐอเมริกาสร้างระเบิดโคตรแม่ขึ้นมาแล้ว มีหรือที่รัสเซียจะยอมเสียหน้า ใน พ.ศ.2550 รัสเซียได้สร้างระเบิดโคตรพ่อ (Father Of All Bombs-FOAB) หนัก 7.1 ตัน (เบากว่าของสหรัฐ) แต่มีอำนาจการทำลายเท่ากับดินระเบิด ที.เอ็น.ที. ถึงสี่สิบสี่ตัน (มากกว่าระเบิดโคตรแม่ของสหรัฐถึง 4 เท่า) และนำมาใช้ครั้งแรกที่เมืองแดร์ เอซ-ซอร์ ในประเทศซีเรีย กำจัดกองกำลังไอเอสได้กว่า 40 ราย รวมไปถึงผู้บัญชาการระดับสูงสองคนของไอเอส เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2560 (หลังสหรัฐเพียง 5 เดือนเท่านั้น)
ครับ! ที่นำรายละเอียดของระเบิดโคตรพ่อ ระเบิดโคตรแม่มานำเสนอก็เพื่อที่จะให้ท่านผู้อ่านที่เคารพลองนำไปเปรียบเทียบกับระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรก (เป็นระเบิดปรมาณู) ที่สหรัฐอเมริกาใช้ถล่มเมืองฮิโรชิมาเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2488 (เมื่อ 72 ปีมาแล้ว) ระเบิดปรมาณูลูกนี้มีน้ำหนัก 4.4 ตัน มีอำนาจการทำลายเท่ากับดินระเบิด ที.เอ็น.ที. ตั้งสองหมื่นตัน (มากกว่าระเบิดโคตรพ่อหลายร้อยเท่านัก) ทำให้เมืองฮิโรชิมาราบไปหมดทั้งเมือง คร่าชีวิตมนุษย์ไปประมาณ 70,000 คนโดยทันที อันเป็นผลจากการระเบิดปรมาณูโดยตรง ในขณะที่ประชากรญี่ปุ่นอีกจำนวนมากต้องเสียชีวิตในภายหลังจากการทิ้งระเบิดเนื่องมาจากกัมมันตรังสีและมะเร็งในเม็ดเลือดขาว
สำหรับหญิงที่กำลังตั้งครรภ์นั้นก็ต้องสูญเสียทารกในครรภ์ไป หรือมิฉะนั้นก็ให้กำเนิดทารกที่พิการ
อาวุธนิวเคลียร์ เป็นวัตถุระเบิดซึ่งมีอำนาจทำลายล้างมาจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ ไม่ว่าจะเป็นปฏิกิริยาฟิชชัน (ปฏิกิริยานิวเคลียร์จากการแตกตัวของนิวเคลียสธาตุหนัก เช่น ยูเรเนียม หรือพลูโตเนียม จนกลายเป็นอนุภาคที่มีมวลเบาลงและปลดปล่อยพลังงานออกมา หรือที่เรียกว่าปฏิกิริยาลูกโซ่ พลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมานี้เรียกว่าพลังงานนิวเคลียร์) และเป็นหลักการที่นำไปใช้ในการสร้างระเบิดปรมาณู (atomic bomb)
ส่วนอาวุธนิวเคลียร์อีกแบบหนึ่งจะเกิดจากปฏิกิริยาฟิชชันและฟิวชัน (ปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิวชัน เกิดจากการรวมตัวของนิวเคลียสธาตุเบา เช่น ไฮโดรเจน หรือฮีเลียม ซึ่งการรวมตัวสามารถทำให้เกิดพลังงานได้เช่นกันและเป็นแบบเดียวกับปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่ปลดปล่อยพลังงานมหาศาลจากดวงอาทิตย์) รวมกันปฏิกิริยาทั้งสองปลดปล่อยพลังงานปริมาณมหาศาลจากสสารปริมาณค่อนข้างน้อย เรียกว่าระเบิดไฮโดรเจน (hydrogen bomb)
การทดสอบระเบิดไฮโดรเจนลูกแรกซึ่งหนัก 10.6 ตัน โดยสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2497 ที่เกาะปะการังบิกินี หมู่เกาะมาร์แชลล์ ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ มีอำนาจการทำลายเท่ากับดินระเบิด ที.เอ็น.ที. สิบห้าล้านตัน (รุนแรงกว่าระเบิดปรมาณูที่ถล่มเมืองฮิโรชิมาถึง 750 เท่า)
แต่ปัจจุบันนี้รัสเซียมีระเบิดไฮโดรเจนที่มีอำนาจการทำลายเท่ากับดินระเบิด ที.เอ็น.ที. ถึงห้าสิบล้านตันแล้วนะครับ และทั้งระเบิดปรมาณูและระเบิดไฮโดรเจนไม่ได้ใช้เครื่องบินบรรทุกระเบิดไปทิ้งที่เป้าหมายเหมือนอย่างระเบิดโคตรพ่อระเบิดโคตรแม่นะครับหากแต่ใช้ติดอยู่ที่จรวดนำวิถีสามารถยิงข้ามทวีปได้อย่างแม่นยำ (ประเทศที่ส่งดาวเทียมออกนอกอวกาศมีจรวดชนิดนี้กันทั้งนั้นแหละครับ)
กลุ่มรณรงค์ระหว่างประเทศเพื่อทำลายอาวุธนิวเคลียร์ หรือไอแคน (International Campaign to Abolish Nuclear Weapons-ICAN) ประมาณการว่ามีจรวดติดหัวรบนิวเคลียร์ในโลกเรานี้ 15,000 ลูก ในจำนวนนี้เป็นของสหรัฐอเมริกาและรัสเซียถึงสามในสี่คือ 11,250 ลูก และหากเกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซียแล้วจะมีคนตายประมาณ 100 ล้านคน ภายใน 30 นาทีแรกของสงคราม ซึ่งสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสองประเทศนี้ไม่น่าจะเกิน 1 วันก็พินาศกันหมดแล้วทั้งคู่ และความฉิบหายสู่มนุษย์โลกจากกัมมันตรังสีอีกเหลือคณานับ
ดังนั้นจึงเป็นการเหมาะสมยิ่งที่กลุ่มรณรงค์ระหว่างประเทศเพื่อทำลายอาวุธนิวเคลียร์ หรือไอแคน (International Campaign to Abolish Nuclear Weapons-ICAN) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี พ.ศ.2560
กลุ่มไอแคนนี้เป็นการรวมตัวกันขององค์กรเอกชน 468 แห่ง มีอายุ 10 ปีแล้ว มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่ง นางสาวบีทรีซ ฟิห์น ชาวสวีเดน อายุ 35 ปี เป็นกรรมการบริหารของกลุ่มไอแคนเป็นผู้รับรางวัลโนเบลเมื่อวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมานี้เอง เนื่องจากที่ผลงานโดดเด่นของกลุ่มไอแคน คือเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดสนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์ (The Treaty on the Prohibition of Nuclear Weapons, หรือ the Nuclear Weapon Ban Treaty) ขึ้นในองค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2560 นี้เองที่ให้ทุกประเทศทำการห้ามและค่อยๆ กำจัดอาวุธนิวเคลียร์ทุกชนิด ซึ่งได้รับการลงมติรับรองโดยเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกประเทศ 122 ชาติของที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ และมี 56 ประเทศที่ลงนามในสนธิสัญญาดังกล่าวแล้ว โดยบางส่วนได้ให้สัตยาบันในรัฐสภาแล้ว (ประเทศไทยให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2560)
เพราะความพยายามของกลุ่มไอแคนที่ผลักดันให้เกิดสนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จเมื่อเดือนกรกฎาคม ปีนี้ 122 ชาติได้ยอมรับสนธิสัญญาของสหประชาชาติโดยที่ 56 ประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญานี้แล้ว แต่ยังไม่มีชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์ชาติใดลงนามในสนธิสัญญานี้เลย รวมถึงอังกฤษ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน ฝรั่งเศส และอินเดีย
ก็ยังดีนะครับ!

