คอการเมืองตั้งข้อสังเกตกันว่า ในช่วงท้ายปี 2560 นี้ พรรคการเมืองที่มีบทบาทในการปะทะกับรัฐบาลทหารและ คสช.อย่างดุเดือดที่สุด คือ ประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งปักหลักโต้ตอบคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 อย่างเข้มข้น ขณะที่ก่อนหน้านั้นก็มีนายชวน หลีกภัย ที่ออกมาเตือนรัฐบาลในด้านเศรษฐกิจปากท้องชาวบ้าน
บ้างก็วิเคราะห์ว่า คงเพราะเริ่มนับถอยหลังสู่วันเลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองอย่างประชาธิปัตย์จำเป็นต้องแสดงบทบาทที่โดดเด่น อย่างน้อยจะได้กลบภาพที่ไปร่วมเป่านกหวีดเมื่อ 3-4 ปีก่อน ซึ่งเป็นภาพที่จะสร้างปัญหาให้กับประชาธิปัตย์ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งอย่างรุนแรงไม่น้อย ฐานไปร่วมเชื้อเชิญเผด็จการกับเขาด้วย
บ้างก็มองว่า เพราะการบริหารงานของรัฐบาล คสช. กระทบต่อชาวปักษ์ใต้มวลชนขนานแท้ของประชาธิปัตย์ รุนแรงหลายเรื่อง เช่น เรื่องราคายางพาราที่ตกต่ำหนัก
หรือการลงใต้ประชุม ครม.สัญจร ก็เกิดเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐปะทะกับชาวบ้านต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน
ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังไปพินอบพิเทารัฐบาลนี้อีก ก็คงคุยกับพี่น้องปักษ์ใต้ยากหน่อย
ที่สำคัญกรณีคำสั่ง 53/2560 นั้น สร้างปัญหาให้ประชาธิปัตย์ที่มีสมาชิกพรรคเกือบ 3 ล้านคน อย่างหนักหน่วงสุด
อย่างนี้จะให้นายอภิสิทธิ์อยู่เฉยได้อย่างไร อย่างน้อยในฐานะผู้นำพรรคก็ต้องออกมานำทัพเอง
ประเด็นที่วิเคราะห์กันต่อมา คือน่าสงสัยว่า บทบาทและทิศทางของประชาธิปัตย์จริงๆ เป็นเช่นไร
จะมีปัญหาความสับสนขัดแย้งภายในหรือไม่ ระหว่างขั้วชวน-อภิสิทธิ์ กับขั้ว กปปส.
แถมคำสั่ง 53/60 นั้น ต้นเรื่องเกี่ยวข้องกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ปูกระแสประเด็นสมาชิกพรรคการเมืองมาก่อน
ทั้งมีความเคลื่อนไหวที่บ่งบอกว่า พรรคการเมืองที่จะเกิดใหม่เพื่อสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาเป็นนายกฯในฐานะคนนอก ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นนั้น
ต้องมีพรรคที่ กปปส.เป็นฐานสนับสนุนแน่นอน
ก่อนหน้านี้นายสุเทพก็พูดชัดเจนหลายหนว่า สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์อย่างสุดหัวใจ
ยิ่งย้อนดูความแนบแน่นระหว่าง 2 คนนี้ มีมาตั้งแต่เริ่มเคลื่อนไหวม็อบนกหวีดชัตดาวน์แล้ว ผ่านการ “ไลน์คุยกันตลอด”
ทางหนึ่งนายสุเทพประกาศเลิกเล่นการเมืองไปแล้ว แต่น่าเชื่อว่าจะมีพรรค กปปส.แน่ๆ ในอนาคตอันใกล้
แถมก่อนหน้านี้ แกนนำ กปปส.ที่ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับนายสุเทพ ก็แห่กันกลับเข้าประชาธิปัตย์กันถ้วนหน้า ซึ่งก็รู้กันดีว่าแกนนำเหล่านี้ต้องผูกพันกับนายสุเทพ
ครั้นมาดูปัญหาคำสั่งของ คสช. ที่สร้างปัญหาให้พรรคใหญ่และพรรคเก่า โดยเฉพาะประชาธิปัตย์นั้น
ทุกคนมีบทสรุปกับคำสั่งนี้ไม่ต่างกัน คือ เอื้อพรรคใหม่และวางยาพรรคเก่า
ยิ่งน่าสงสัยว่า แล้วการดำเนินงานในประชาธิปัตย์ต่อไปนี้ จะไปกันอย่างไรระหว่าง 2 ขั้วในพรรค
อีกทั้งคงจำกันได้ดีว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ถูกสอยร่วงจากผู้ว่าฯกทม.นั้น เป็นฝีมือใคร ล้วนแต่มาจากคนประชาธิปัตย์ที่แวดล้อมนายอภิสิทธิ์ ขณะที่หม่อมสุขุมพันธุ์นั้นก็แนบแน่นอยู่กับนายสุเทพ
ความขัดแย้งระหว่าง 2 ซีกนี้มีแน่นอนและหนักหน่วงด้วย
แต่จะถึงขั้นแตกหักทางใครทางมันเลยหรือไม่ คงต้องตอบว่าสำหรับนายสุเทพกับนายอภิสิทธิ์นั้น ยังแยกกันได้ยาก
ทางหนึ่งก็รู้กันดีว่า การเลือกตั้งสมัยหน้า บรรดาพรรคการเมืองใหญ่ จะต้องมีหลายพรรคลงสมัคร พรรคหนึ่งต้องมุ่งเอา ส.ส.เขต มีอีกพรรคที่มุ่งปาร์ตี้ลิสต์
อีกทางหนึ่ง คดีร้ายแรงในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์-สุเทพ ที่ยังคาราคาซังอยู่ จะทำให้ทั้งสองคนนี้แยกกันไม่ได้
เราก็คงจะต้องดูลีลาการเคลื่อนไหวและการแสดงจุดยืนอันเต็มไปด้วยความสับสนในพรรคนี้ไปเรื่อยๆ
………………
สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

