
เขมรเป็นประเทศหนึ่งที่ผู้เขียนมีความใฝ่ฝันเป็นอย่างมากว่า อยากจะไปสัมผัสความเป็นชาวบ้าน สัมผัสความเป็นชนบท และสัมผัสท้องถิ่นที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมเกี่ยวข้องกับสังคมเขมร เมื่อ พ.ศ.2542 ได้นำนักศึกษาลงพื้นที่สำรวจดนตรีชาวบ้าน (บ็อนเตียเสร็ย) ที่เมืองเสียมเรียบ (นครวัด) ได้บันทึกเสียงวงดนตรีชาวบ้าน ผลิตเป็นแผ่นซีดีผลงานนักดนตรีที่รอดตายมาจากสงครามล้างเผ่าพันธุ์ เป็นพวกแขนขาด ขาขาด ไฟลวก ร่างกายและจิตใจมีบาดแผล มารวมตัวกันเป็นวง เล่นดนตรีรับบริจาค มีเครื่องดนตรี อาทิ เป่าใบไม้ กระจับปี่ สีซอ ตีกลอง ร้องเพลง ฟังเสียงแล้วน้ำตาไหล เล่นเพื่อหาเงินจากนักท่องเที่ยว เป็นอาชีพใช้ประทังชีวิต
ตอนแรกก็นั่งฟังนักดนตรีเล่นแบบคนทั่วไป เพลงแรกก็เอาเงินใส่จานที่รับบริจาค 1 เหรียญ (ดอลลาร์) จบเพลงอยากฟังอีกก็หยอดอีก 5 เหรียญ ถัดไปอีกเพลงก็หยอด 20 เหรียญ เพลงที่ 5 ได้หยอดไป 100 เหรียญ ทุกคนก็หยุดเล่นทั้งวง เลยถามไปว่าหยุดทำไม เขาก็ตกใจที่เงินเยอะไป ได้บอกเขาไปว่า “ผมก็เป็นนักดนตรีข้างถนนเหมือนกัน เล่นวงบางกอกแซกโซโฟนควอเต็ต (Bangkok Saxophone Quartet, BSQ) เล่นที่กรุงเทพฯ”
หลังจากนั้นก็ได้เจรจาเรื่องการบันทึกเสียง เมื่อบันทึกเสียงเสร็จก็ผลิตเป็นแผ่นซีดี 1,000 ชุด ฝากไปให้คณะนักดนตรีที่เล่นอยู่ที่นครวัด เดิมตั้งใจและพยายามที่จะชักชวนมาแสดงที่กรุงเทพฯ เพราะจะได้มีกำลังช่วยได้มากขึ้น แต่ก็มีเรื่องที่ซับซ้อนของการออกเอกสารราชการ การเดินทางไปต่างประเทศ สรุปแล้วเสียความรู้สึกเปล่า ให้พยายามช่วยด้วยวิธีอื่นที่ง่ายกว่า ช่วยได้มากกว่า ก็เริ่มให้ทุนนักเรียนดนตรีมาเรียนดนตรีที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ทุนครูดนตรี ข้าราชการ นักดนตรี ไปประชุมวิชาการ ไปดูงาน ซึ่งวันนี้ก็มีความสัมพันธ์ทางดนตรีกันมากขึ้น
ครั้งนี้ได้ไปเขมรอีกรอบ (18-20 ธันวาคม 2560) ไปทำหน้าที่ 2 เรื่อง เรื่องแรก เพื่อไปคัดเลือกนักเรียนดนตรี โดยให้ทุนมาเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เรื่องที่สอง เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ที่จะนำวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (ทีพีโอ) ไปแสดงที่เขมร (พนมเปญและนครวัด) ซึ่งวงทีพีโอก็จะมีโครงการอยู่แล้วทุกปี เพื่อนำวงไปแสดงในประเทศเพื่อนบ้านปีละครั้ง ทั้งนี้ เพื่อเสนอความเป็นมิตรผ่านบทเพลง ผ่านวัฒนธรรม และผ่านเสียงดนตรีอย่างมีรสนิยม
สำหรับการคัดเลือกนักเรียนดนตรีนั้น มีผู้ที่สนใจและสมัครเรียนดนตรี 7 คน ซึ่ง 5 คน เป็นนักเรียนดนตรีอยู่ที่ “ราชมหาวิทยาลัยศิลปะวิจิตร” (Royal University of Fine Arts, RUFA) ที่มีวิชาศิลปะศึกษาอยู่ 5 สาขา เป็นการรวบรวมทั้งโรงเรียนช่างศิลป์ นาฏศิลป์ และเพาะช่าง รับนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ขึ้นไป เรียนอยู่ 9 ปี ก่อนที่จะเข้าเรียนระดับปริญญาตรี ทั้ง 5 สาขาสอนอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน
เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือปริญญาตรี ก็ออกไปประกอบอาชีพ เป็นนักดนตรีหรือเป็นครูดนตรี เด็กทั้ง 5 คนที่สมัครรับทุน อยากเรียนดนตรีต่อที่เมืองไทย เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านดนตรีของตัวเอง
ส่วนเด็กอีก 2 คนนั้น เรียนอยู่ที่สถาบันอื่น ก็พอจะร้องเพลงได้บ้าง แต่ก็อยากได้ทุนการศึกษา เพื่อหาทางเลือกสิ่งที่ดีกว่าสำหรับชีวิต
คณะกรรมการจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์เดินทางไป 3 คน มีอาจารย์ดนตรีของราชมหาวิทยาลัยศิลปะวิจิตรอีก 1 คน รวมมีกรรมการ 4 คน หากจะพิจารณาแค่คุณภาพและความสามารถด้านดนตรีของผู้สมัครเข้าเรียนแล้ว ทุกคนมีมาตรฐานที่ต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล
หากจะเปรียบเทียบกับเด็กที่เข้าแข่งขัน SET เยาวชนดนตรีแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 20 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2560 ก็ยิ่งต่ำลงไปอีก เมื่อใช้มาตรฐานที่มีอยู่วัดเด็กเหล่านั้น ก็คงสอบไม่ผ่านกันทั้งหมด
ทำให้นึกถึงชีวิตของผู้เขียน เมื่อครั้งดั้นด้นไปศึกษาต่อวิชาดนตรีที่สหรัฐอเมริกา เมื่อ 40 ปีก่อน ซึ่งก็มีความสามารถดนตรีไม่ถึงเกณฑ์ ภาษาก็ไม่ค่อยจะได้เรื่อง แถมเงินทุนก็มีน้อย ต้องอาศัยวิชาด้นชีวิต ทำได้เพราะวิชาเอาตัวรอดเท่านั้น ต้องใช้เวลานานกว่าคนอื่น ใช้ความพยายามมากกว่าคนอื่น ใช้ความขยันมากกว่าคนอื่น ต้องฝึกซ้อมดนตรีเป็นเวลานาน กว่าจะพัฒนาสอบผ่านภาษาอังกฤษได้ กว่าจะหาเงินทุนเรียนให้จบก็เลือดตาแทบกระเด็น ซึ่งความยากลำบากของการศึกษานั้นเปลี่ยนชีวิตได้มาก เรียนจบได้ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่แล้วในชีวิต
“ความสำเร็จและชัยชนะที่ได้มา ไม่ใช่เรื่องของความสามารถและฝีมือเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับขนาดของหัวใจด้วย” ครั้นกลับมาทำงานในเมืองไทย ซึ่งยากยิ่งกว่าการต่อสู้ส่วนตัวเพื่อการศึกษาอีกหลายสิบเท่า โชคดีที่มีประสบการณ์ในการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดมาก่อน แต่เป็นการต่อสู้ดิ้นรนทำเพื่อตัวเองคนเดียว ซึ่งเป็นเรื่องของคนเล็กๆ ที่เป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต แต่การต่อสู้เพื่อสร้างให้สังคมไทยมีพื้นที่การศึกษาดนตรีนั้น แม้เรื่องจะใหญ่ แต่ก็กลายเป็นเรื่องเล็กไปเสียสิ้น
การทำงานในเมืองไทย มาจากพลังภายในที่เข้มแข็ง อยากสร้างโรงเรียนดนตรีดีๆ เพื่อจะให้เด็กรุ่นต่อไปไม่ต้องดิ้นรนอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แม้จะไม่ดีเท่าโรงเรียนของฝรั่ง อย่างน้อยก็เป็นสถาบันที่ไม่ขี้เหร่ ดีพอที่จะเป็นทางเลือกให้เด็กไทยที่อยากเรียนดนตรีได้
วันนี้ประเทศไทยมีสถาบันดนตรีที่ดีอีกจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มีมาตรฐานผ่านการรับรองจากสถาบันดนตรีทั่วยุโรป มีผลงานการสร้างนักเรียนดนตรีไว้รองรับความต้องการของประเทศ สร้างอาชีพดนตรีให้สามารถที่จะประกอบเป็นอาชีพ “มีเกียรติเชื่อถือได้”
นักศึกษาเป็นผลผลิตออกไปสร้างชื่อเสียงในต่างประเทศ โดยไม่ต้องกลัวใครหรือน้อยหน้าใครอีกต่อไป
เมื่อได้หารือกับคณะกรรมการทั้งหมดเพื่อเลือกนักเรียนเขมร 4 คน ที่จะให้ทุนการศึกษา เพราะถือว่าเป็นผู้ที่ “มีแววที่จะพัฒนาได้” โดยมีเงื่อนไขว่า (1) ผู้ที่ได้รับทุนการศึกษา หากเรียนไม่ได้หรือเรียนไม่จบ ก็ถูกส่งกลับบ้านสถานเดียว (2) หากเรียนได้ เมื่อเรียนจบแล้ว ก็ต้องกลับเขมรเพื่อไปช่วยคนอื่นให้มีโอกาสต่อไป เพราะเชื่อว่าเมื่อเด็กเขมรเหล่านี้มีโอกาส ก็น่าจะใช้โอกาสที่มีเพื่อพัฒนาตนเองให้ดีกว่าที่เป็นอยู่
สิ่งที่เด็กเขมรมีอยู่ในตัวมากก็คือ พลังของความอยากรู้อยากเรียน มีความกระหาย อยากได้ครูที่ดีสอน อยากมีชีวิตที่ดีกว่า อยากเปลี่ยนแปลงชีวิตที่เป็นอยู่ การวิงวอนขอโอกาสมองเห็นได้จากแววตาและความประหม่าในการเล่นดนตรีต่อหน้าคณะกรรมการ “สั่นสู้เพื่อชีวิต”
สำหรับเรื่องที่สองนั้น ในการสำรวจความเป็นไปได้ที่จะนำวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (ทีพีโอ) ไปแสดงที่เขมร ทั้งที่พนมเปญและที่นครวัด เมื่อได้พบพูดคุยเบื้องต้นกับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว ก็มีความเป็นไปได้ประมาณหนึ่ง ในกรณีที่เป็นไปไม่ได้ก็เตรียมแผนสำรองเอาไว้ อาทิ ไปเล่นที่ปราสาทพนมรุ้งหรือไปเล่นที่เมืองเก่าสุโขทัย อย่างน้อยก็ทำให้วงดนตรีขนาดใหญ่ได้ออกไปพบประชาชนในต่างจังหวัดบ้าง
ในกรณีที่จะไปเล่นที่เขมร ก็เตรียมตัวไว้ว่า วันที่ 3 มกราคม 2561 (เวลา 13.00-14.30 น.) ได้เชิญนักปราชญ์เรื่องเขมร (สุจิตต์ วงษ์เทศ) ไปพูดเล่าเรื่องราวให้นักประพันธ์เพลงทั้งหลายได้ฟัง เพื่อจะได้ยินเสียงของเขมร เสียงของนครวัด นครธม ในสมัยที่มีความรุ่งเรืองมีเสียงเป็นอย่างไร เสียงความยิ่งใหญ่ของพระศาสนา เสียงพระสวด เสียงระฆัง ครั้นถึงในยุคที่นครวัดล่มสลาย ได้ยินเสียงอะไร
ครั้นเมื่อมาถึงในปัจจุบัน นครวัดได้กลายเป็นมรดกโลกแล้ว ฝรั่งเคยพูดว่า “ดูนครวัดเสียก่อนแล้วค่อยตาย” เสียงที่ได้ยินจะเป็นอย่างไร การเล่าเรื่องเขมร เล่าเรื่องนครวัด ผ่านเสียงดนตรี บรรเลงโดยวงทีพีโอแล้วจะเป็นอย่างไร
นักประพันธ์เพลงที่หมายตาไว้อยุู่ในดวงใจ มีนักประพันธ์ชาวเขมร 2 คน ซึ่งท่านก็มีชื่อเสียงอยู่ในต่างประเทศ (ดร.ชินรี องค์ และ ดร.ฮึม โสภี) ส่วนนักประพันธ์เพลงไทยมี 3 คน (ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ พันเอก ประทีป สุพรรณโรจน์ และปิยวัฒน์ หลุยลาภประเสริฐ) ซึ่งเชื่อว่านักประพันธ์เพลงเหล่านี้ สามารถที่จะนำเสียงของโบราณสถานมาถ่ายทอดและนำเสนอให้แก่ผู้ฟังต่อไป
ทั้งหมดเป็นจินตนาการที่จะนำอดีตมารับใช้ปัจจุบัน และอีกวิธีคิดหนึ่งก็คือการทำเรื่องกระจอกๆ ให้โลกรู้จัก เพื่อจะอวดความเป็นฉันให้ชาวโลกได้รับรู้ โดยมีเบื้องหลังของความคิดว่า เราจะอยู่กับโบราณสถานของโลกต่อไปอย่างไร โดยที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษา ทุกคนมีโอกาสชื่นชม และทุกคนก็ได้เป็นหุ้นส่วนร่วมกันไม่มากก็น้อย
สำหรับการแสดงของวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (ทีพีโอ) ต้อนรับปีใหม่ เริ่มด้วยการแสดงของสาวน้อยพาโลมา โซ (Paloma So) ที่มีอายุเพียง 12 ปี เธอจะเล่นเพลงไวโอลินคอนแชร์โต (Vio-lin Concerto) ของเมนเดลโซห์น (Mendelssohn) ซึ่งเธอได้เดี่ยวกับวงดนตรีระดับโลกมาหลายวงแล้ว
ครั้งนี้เธอมาแสดงกับวงทีพีโอ เพื่อหารายได้ให้แก่มูลนิธิสายเด็ก เพื่อช่วยเหลือเด็กไทยผู้ยากไร้ สำหรับเด็กที่เล่นไวโอลินหรือพ่อแม่ที่มีลูกเล่นไวโอลิน ควรจะไปดูการแสดงครั้งนี้อย่างยิ่ง ไปดูว่าการสร้างลูกให้เก่งนั้นไปได้ขนาดไหน
สวัสดีปีใหม่ครับ
