หน้าแรก คอลัมนิสต์ เลิกบริษัท-ธุ...

เลิกบริษัท-ธุรกิจครอบครัว คอลัมน์ กฎหมายธุรกิจ

30.12.17 | 20:06 น.

31 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันสิ้นปีทางบัญชีของบริษัทส่วนใหญ่ 4 เดือนนับจากนั้นไป คือภายในวันที่ 30 เมษายน กรรมการก็มีหน้าที่ที่ต้องยื่นงบดุลพร้อมรายงานของผู้สอบบัญชีให้ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นอนุมัติ และ 1 เดือนหลังจากประชุมใหญ่คือภายในวันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปี กรรมการก็ต้องยื่นสำเนางบดุลให้นายทะเบียน ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตามกฎหมายแพ่ง

ระยะเวลา 4+1 เดือน หรือ 150 วัน นับจากวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีนี้ ยังมีความสำคัญทางภาษี ที่หน่วยงานราชการอีกแห่งหนึ่งคือ กรมสรรพากร ตามประมวลรัษฎากร ที่กรรมการต้องยื่นรายการและชำระภาษีของบริษัท

แต่สำหรับบริษัทที่เลิกกัน วันสิ้นปีทางบัญชีสุดท้ายของบริษัท ไม่ใช่วันที่ 31 ธันวาคม แต่เป็นวันที่จดทะเบียนเลิกบริษัท และระยะเวลา 4 เดือน กับ 1 เดือน ก็นับจากวันจดทะเบียนเลิกบริษัทนี้
ทำไมบริษัทจึงเลิกกัน สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการที่เลิกทำธุรกิจ เมื่อไม่ได้ทำธุรกิจกแล้ว ก็ไม่รู้จะเก็บบริษัทไว้ทำไม เพราะมีแต่ค่าใช้จ่ายในการทำบัญชีและตรวจสอบบัญชี และภาระในการยื่นบัญชีและภาษี ทั้งภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม ตลอดไป นอกจากนี้ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ก็จะแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนบริษัท ปีละครั้ง และคอยเตือนให้บริษัทจดทะเบียนเลิกบริษัทอย่างเป็นทางการ เนื่องจากกฎหมายกำหนดไว้ว่า ถ้าเลิกทำธุรกิจ ก็ต้องจดทะเบียนเลิกบริษัท

อีกสาเหตุหนึ่งคือการร่วมทุน ไม่ว่าจะทำสัญญาร่วมทุนระหว่างคนไทยกันเอง หรือกับ ต่างชาติ ถ้าผู้ถือหุ้นทั้งสองฝ่ายไม่ลงรอยกัน แม้บริษัทจะค้าขายมีกำไร ธุรกิจไปได้ด้วยตัวของมันเอง แต่ผู้ถือหุ้นไม่อยากทำงานร่วมกันอีกต่อไปแล้ว จะขายหุ้นให้บุคคลภายนอก ก็ขายไม่ได้ เพราะสัญญาร่วมทุนห้ามไว้ ก็มีอยู่อีกทางที่สัญญาร่วมทุนมักจะระบุเป็นทางออกไว้คือ เลิกบริษัท ยุติการทำธุรกิจร่วมกัน ดำเนินการชำระบัญชี รวมรวมทรัพย์สินและหนี้สิน นำธุรกิจและทรัพย์สินออกขาย เพื่อนำเงินมาใช้เจ้าหนี้ เงินที่เหลือก็นำมาคืนทุน แจกจ่ายแก่บรรดาผู้ถือหุ้นทุกคน ถ้าคืนทุนแล้วยังมีกำไร ผู้ถือหุ้น ก็ต้องเสียภาษีเงินได้ ถ้าคืนทุนแล้วขาดทุนเมื่อเทียบกับเงินค่าหุ้นที่นำมาลงในครั้งแรก ผู้ถือหุ้นก็ไม่ต้องเสียภาษี

อีกสาเหตุที่เลิกบริษักัน เพราะทำ M&A ขายกิจการทั้งหมดให้แก่ บริษัทอื่น ที่เรียกกันว่า entire business transfer หรือ EBT ได้เงินมาเข้าบริษัทจำนวนมาก มีกำไร บริษัทเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไปแล้ว และยังมีกำไรปันผลออกไปให้ผู้ถือหุ้นเป็นครั้งสุดท้ายอย่างเหลือเฟือ แต่บริษัทไม่มีธุรกิจเป็นของตัวเองอีกแล้ว เงินลงทุนในหุ้นก็จมอยู่ในบริษัท เอาออกมาไม่ได้ มีทางเดียวคือต้องจดทะเบียนเลิกบริษัท ชำระบัญชี และนำเงินที่มีเหลืออยู่ในบริษัทมาแบ่งกันในบรรดาผู้ถือหุ้น

Advertisement

ธุรกิจครอบครัวที่ผู้ถือหุ้นไม่ค่อยลงรอยกัน การเลิกบริษัท ชำระบัญชี และคืนทุนกัน ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่แก้ไขความขัดแย้งได้ แต่ควรใช้วิธีตกลงกันด้วยสัญญาผู้ถือหุ้น ธรรมนูญครอบครัว การปรับโครงสร้างองค์กรธุรกิจในครอบครัว การใช้บริษัทโฮลดิ้งและบริษัทประกอบการ เข้าช่วย และการเจรจากัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ด้วยความรักความห่วงใย ซึ่งกันและกันเสียก่อน

โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว ความผูกพันกันทางสายเลือด และเครือญาติ การแชร์ยีนส์ทางชีววิทยาตัวเดียวกัน ย่อมมีความเอื้ออาทรต่อกัน ความรู้สึกพิเศษให้กัน ความแน่นแฟ้น ตัดกันไม่ขาด อยู่ลึกๆ มากกว่าคนทั่วไป การมีพ่อแม่ ลุงป้าน้าอา ปู่ย่าตายาย ร่วมกัน เป็นลูกป่าป๊า หม่าม้า เหมือนกัน เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน คนนั้นลูกอาอี๊ คนนี้ลูกอากู๋ มีอากง อาม่า คนเดียวกัน สืบเชื้อสายกันมาหลายชั่วคน ถ้าจะมาบาดหมางกันด้วยเรื่องการทำธุรกิจ เรื่องเงินๆทองๆ ผลประโยชน์ และสไตล์การทำงาน ความถนัดทางธุรกิจ ที่ไม่สอดคล้องกัน ก็จะเป็นที่น่าเสียดาย

ทุกคนมีประโยชน์ต่อธุรกิจ คนนี้มีที่ดิน คนนั้นมีเงิน อีกคนมีความรู้ อีกคนมีความสามารถทางการตลาด คนโตนเก่งคน คนเล็กเก่งไอที คนกลางบริหารเก่งมีความสามารถรอบตัว ถ้ารวมพลังกันได้ ธุรกิจน่าจะไปได้ดี ถ้าจะเลิกบริษัท ก็เลิกบริษัทที่ไม่ใช่แล้ว จะเลิกบริษัทที่กำลังไปได้ดี เพราะความสัมพันธ์ที่เริ่มร้าวฉาน ก็น่าจะมีทางออกที่ดีกว่านั้น

สำหรับบริษัทที่ต้องเลิกกัน ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด มีข้อที่พึงพิจารณา 2 ข้อใหญ่ด้วยกัน

ประการแรกถูกสรรพากรพื้นที่ตรวจสอบภาษีค่อนข้างแน่ หลายบริษัทที่ไม่ค่อยแน่ใจในภาระภาษีของบริษัทในอดีต จึงไม่ยอมเลิกบริษัท แต่จะยอมรับภาระค่าใช้จ่าย และการยื่นเอกสารต่อไปเรื่อยๆไม่รู้จบ แต่ถ้ายังมีเงินทุนจมอยู่ในบริษัทมาก วิธีทู่ซี้นี้ไม่ค่อยเหมาะ เพราะจะเอาเงินออกมาจากบริษัท คืนผู้ถือหุ้นไม่ได้ สู้เคลียร์ภาระภาษีให้จบไปดีกว่า ข่าวดีก็คือภาระภาษีย้อนหลัง ถ้ามี นี้ จะเป็นความรับผิดชอบของบริษัท จะไม่ลามปามมาถึงผู้ถือหุ้น ตราบใดที่ชำระค่าหุ้นครบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว

ประการที่สอง ทรัพย์สิน ซึ่งบางคน เรียกว่า สินทรัพย์ ของบริษัทที่เป็นผู้จดทะเบียนเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่เหลืออยู่ในวันจดทะเบียนเลิกบริษัท ต้องถือว่าเป็นการขาย ต้องนำมาเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% คิดตามราคาตลาด แม้ว่าจะไม่มีการขายจริง ซึ่งจะดูขัดๆกับงบดุลที่ต้องยื่นเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลปลายปี หลังการเลิกบริษัท ตรงที่งบดุลยังระบุว่ามีทรัพย์สินอยู่ แต่ทางภาษีมูลค่าเพิ่มถือว่าขายไปแล้ว เพื่อการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และถ้ามีการจำหน่ายทรัพย์สินจริง เช่น ถ้ามีรถตู้หรูสำหรับผู้บริหารนั่ง ซึ่งเป็นที่นิยมสำหรับผู้บริหารในกรุงเทพยุคนี้ ราคาจะต่างกันมากจากรถตู้บรรทุกผู้โดยสารประจำทางโดยทั่วไป เมื่อคิดตามราคาตลาดแล้วยังเหลือมูลค่า อยู่หลายล้านบาท แต่นำมาขายให้ญาติเพียงเท่าราคารถตู้โดยสาร ใช้แล้ว ก็อาจถูกประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนที่ขาดด้วย
ข้อสังเกตประการที่สองนี้ บริษัทที่เลิกกันส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบ จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นโดยไม่จำเป็น
การเลิกบริษัท ในทุกกรณีจึงควรคำนึงถึงองค์ประกอบสำคัญสองข้อนี้ด้วย