เมื่อเช้าวันที่ 24 ธันวาคมที่ผ่านไปนี้ พ.ต.ต.สหัสวรรษ พันธ์เกตุ สารวัตรฝ่ายแต่งตั้ง กองทะเบียนพล สำนักงานกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ฆ่าตัวตายในห้องทำงานของตนโดยใช้อาวุธปืนพกยิงตัวเอง ในกระดาษแผ่นหนึ่งที่พบในที่เกิดเหตุมีข้อความเขียนด้วยลายมือของผู้ตายว่า “ขออโหสิกรรมให้ด้วยครับ เพราะความซึมเศร้าจนเกินไป”
เรื่องตำรวจฆ่าตัวตายไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่เคยเกิดมาครั้งแล้วก็ครั้งเล่า ปรากฏตามสถิติว่า ระหว่างปี 2551-2559 มีตำรวจฆ่าตัวตายถึง 279 คน เฉลี่ยปีละ 32.5 คน
สำนักงานตำรวจแห่งชาติเองตระหนักในปัญหานี้ และเมื่อปี 2556 ได้แต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาความประพฤติของข้าราชการตำรวจ และพัฒนากำลังพล โดยให้ศึกษาสาเหตุของการฆ่าตัวตายของตำรวจ ทั้งยังจัดให้มีโทรศัพท์สายด่วนเลขที่ 1599 ขึ้นโดยเฉพาะ โดยให้มีนักจิตวิทยาประจำคอยรับสายและให้คำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีปัญหาความเครียด
นอกเหนือไปจากนั้นแล้ว ไม่ปรากฏว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีมาตรการอื่นใดที่จะแก้ปัญหาความเครียดของตำรวจ หลังจากที่ พ.ต.ต.สหัสวรรษฆ่าตัวตายแล้ว โฆษกของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แถลงว่าแนวทางการดูแลตำรวจให้ห่างไกลจากโรคซึมเศร้า คือจัดกิจกรรมให้ตำรวจเข้าวัดและปฏิบัติธรรมเพื่อให้ธรรมะช่วยบำบัดจิตใจ
ถึงแม้จะปรากฏจากประวัติของ พ.ต.ต.สหัสวรรษว่าตามปกติเขาเป็นคนร่าเริงอารมณ์ดีแม้จะค่อนข้างเงียบ แต่ก็น่าสังเกตว่าก่อนที่จะมารับตำแหน่งรองสารวัตรในสำนักงานกำลังพล นายตำรวจผู้นี้ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาก่อนเป็นเวลานานถึง 5 ปี และก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่า สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารนั้น สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้คับขันรุนแรงตลอดเวลา และย่อมมีผลกระทบต่อสภาพจิตของเจ้าหน้าที่ไม่น้อย
ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ในพื้นที่อย่างจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมก็ต้องเผชิญกับเหตุร้ายอยู่เป็นประจำ และมีโอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บหรือตายเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นการที่ต้องจำเจรู้เห็นเหตุร้ายที่เกิดในขณะปฏิบัติหน้าที่ เช่น การได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตของผู้ที่ถูกทำร้ายหรือสังหาร ก็ย่อมมีผลด้านลบต่อจิตใจของตำรวจ ทำให้ตำรวจเกิดความเครียด และเมื่อรวมกับปัญหาอื่น ๆ เช่น ปัญหาครอบครัว ปัญหารายได้ที่ไม่พอกับรายจ่าย ก็จะยิ่งทำให้ตำรวจเครียดและป่วยด้วยโรคซึมเศร้าได้โดยง่าย
การแก้ปัญหาโรคเครียดและซึมเศร้าของตำรวจเป็นงานใหญ่ที่ต้องทำโดยต่อเนื่อง การจัดให้เข้าวัดและปฏิบัติธรรมเป็นเพียงการป้องกัน แต่จะไม่ได้ผลในทางบำบัด สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องจัดให้มีบริการให้คำแนะนำเกี่ยวกับปัญหาทางจิตแก่ตำรวจเป็นประจำ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามควรได้รับการพิจารณาให้สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปทำหน้าที่อื่นด้วยภายในเวลาอันสมควร
ในกรณีของ พ.ต.ต.สหัสวรรษนั้น ปรากฏว่าญาติของนายตำรวจผู้นี้ได้เปิดเผยภายหลังมรณกรรมของเขาว่า พ.ต.ต.สหัสวรรษเคยเล่าให้ฟังว่า มีผู้เสนอให้เงิน 4 ล้านบาทเพื่อแลกเปลี่ยนกับการเปิดบ่อนการพนันในเขตรับผิดชอบ
แต่นอกจากจะปฏิเสธไม่รับเงินจำนวนนั้นแล้ว เขายังแจ้งความดำเนินคดีแก่ผู้ให้สินบนด้วย และปรากฏว่าหลังจากนั้น เขาถูก “ผู้ใหญ่” ตำหนิที่ไม่รับเงินสินบน มิหนำซ้ำยังถูกกลั่นแกล้งและถูกติดตามสะกดรอยจนเกิดอาการเครียด
สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรจะสอดส่องดูแลมิให้เพื่อนร่วมงานโดยเฉพาะผู้บังคับบัญชากลายเป็นผู้ทำลายขวัญและกำลังใจของตำรวจเสียเอง
หากสงสัยว่าผู้บังคับบัญชาคนใดกดดันหรือบังคับให้ตำรวจต้องกระทำการผิดระเบียบหรือกฎหมายเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือบุคคลภายนอก
เช่น ในกรณีของ พ.ต.ต.สหัสวรรษ ผู้บังคับบัญชาคนนั้นต้องได้รับการไต่สวน และหากปรากฏว่าเป็นความจริงก็ควรถูกลงโทษอย่างเฉียบขาด
หาไม่แล้วการพัฒนากำลังพลหรือบุคลากรก็จะเป็นแต่เพียงการละเลงขนมเบื้องด้วยปาก
ทำลายคนดีและส่งเสริมคนเลว และทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกลายเป็นที่ทำการของพวกมิจฉาชีพ
แต่ไม่เป็นพึ่งของสุจริตชน

