เมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปศึกษาวิชาการเกิด การพัฒนาและการพัดพาตะกอนของแม่น้ำ (Fluvial Process in Geomorphology) ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศแคนาดา มีนักศึกษาเรียน 8 คน
ผู้เขียนเป็นนักศึกษาต่างชาติเพียงคนเดียว (ระดับบัณฑิตศึกษาที่นั่น ถ้าอาจารย์ที่สอนไม่ดีจะไม่มีผู้มาเรียน)
อาจารย์ผู้สอนสำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมโยธาที่นั่นโดยได้คะแนนสูงสุดในชั้นเรียนตลอด 4 ปี (เหรียญทอง) และได้ศึกษาขั้นปริญญาเอกจนจบรายวิชาทางด้านการจัดการน้ำ (Water management) ที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นหลักสูตรการจัดการน้ำที่ดีที่สุด 1 ใน 10 ของประเทศสหรัฐอเมริกา และหน่วยงานด้านผลิตพลังงานไฟฟ้าของเมืองนั้นได้ว่าจ้างเต็มเวลาให้ศึกษาว่าจะออกแบบทางน้ำล้น (Spillway) ของเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดกำลังผลิต 2 ล้านกิโลวัตต์ (ประมาณ 3.5 เท่าของเขื่อนภูมิพล) ซึ่งอยู่ทางเหนือของเมืองประมาณ 380 ไมล์ อย่างไรเมื่อหิมะละลายแล้วแพน้ำแข็งจะไม่มาติดอยู่ที่หน้าทางน้ำล้นของเขื่อน ทำให้น้ำท่วมทางเหนือน้ำสูงขึ้น
อาจารย์เล่าว่าหน่วยงานที่ว่าจ้างได้จัดหาเฮลิคอปเตอร์ให้ 1 ลำ สำหรับบินไปเก็บข้อมูล ณ บริเวณที่จะก่อสร้างเขื่อนและบริเวณอื่นที่ต้องการ ส่วนเพื่อนที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์อีก 2 คน ซึ่งหน่วยงานด้านสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกาว่าจ้างให้ศึกษาเกี่ยวกับวิศวกรรมของแม่น้ำ มีเฮลิคอปเตอร์สำหรับบินออกไปเก็บข้อมูล 4 ลำ และการศึกษาดังกล่าวก็จะใช้เป็นวิทยานิพนธ์ขั้นปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์
ขณะที่ศึกษาเพื่อวิทยานิพนธ์ขั้นปริญญาเอก ท่านก็มาสอนผู้เขียนสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง การสอนครั้งแรกได้ให้ชื่อหนังสือประจำวิชา 1 เล่ม และหนังสืออ่านประกอบอีก 4 เล่ม และแม่น้ำสายสำคัญๆ คนละ 1 สาย เมื่อสอนจบ 2 ชั่วโมงก็ให้ผู้เรียนแต่ละคนไปศึกษาเกี่ยวกับเรื่องที่สอนในแม่น้ำแต่ละสายที่มอบให้ แล้วนำผลการศึกษามาส่งในสัปดาห์ที่ 3
ในการสอนสัปดาห์ที่ 2 เมื่อสอนจบ 2 ชั่วโมง ก็ให้นักศึกษาแต่ละคนไปศึกษาเกี่ยวกับเรื่องที่สอน
สําหรับผู้เขียนแล้วการเรียนวิชาดังกล่าวจะหนักมากเพราะภาษาอังกฤษของผู้เขียนไม่ค่อยดี นอกจากนี้ อาจารย์ยังแนะนำให้ซื้อตำราคณิตศาสตร์มาอ่านประกอบอีก 1 เล่มด้วย เมื่อสอบผ่านได้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าได้ความรู้
มากและทำให้ชอบเรื่องนี้อีกด้วย เนื่องจากมหาวิทยาลัยที่ผู้เขียนไปศึกษาต่อเป็นเมืองที่หนาวมาก ช่วงเวลาเช้าที่ออกไปเรียนหนังสือในเดือนมกราคม และกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเดือนที่หนาวมาก อุณหภูมิจะประมาณ -20 ํ ฟาเรนไฮต์ (ต่ำกว่าจุดเยือกแข็งมาก)
ฉะนั้น ในวิชาอุทกวิทยาจึงเรียนทั้งเรื่องหิมะและน้ำแข็งเกือบครึ่งหนึ่งของรายวิชา
ประมาณ 7 ปีต่อมา (พ.ศ.2517-2518) ผู้เขียนมีโอกาสได้กลับไปปฏิบัติงานที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทวิศวกรที่ปรึกษาขนาดใหญ่ในประเทศแคนาดา ซึ่งมีงานมาให้ปฏิบัติจากทั่วโลก รวมทั้งจากประเทศ
สหรัฐอเมริกาด้วย ซึ่งสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ห่างจากน้ำตกไนแอการา (Niagara Falls) ประมาณ 5 กม. เป็นการปฏิบัติงานเฉพาะทาง บริษัทนี้มีสาขาอยู่ที่เมืองบัฟฟาโล สหรัฐอเมริกา (ฝั่งตรงข้าม) และงานหนึ่งที่สาขานี้ได้รับการว่าจ้างให้ดำเนินงานจากหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาคือ การสร้างแบบจำลองทางกายภาพสำหรับศึกษาเพื่อขยายเวลาการเดินเรือของเรือบรรทุกสินค้าในแม่น้ำชายแดนสหรัฐอเมริกา-แคนาดา
เมื่อน้ำในแม่น้ำเริ่มกลายเป็นน้ำแข็ง ถ้าสามารถขยายระยะเวลาการเดินเรือได้อีก 1 เดือน ก็จะเกิดประโยชน์มหาศาล งานนี้ผู้เขียนได้มีส่วนช่วยในการคำนวณเพื่อนำไปทดสอบในแบบจำลอง
เมื่อได้รับงานมาปฏิบัติผู้เขียนเข้าใจว่าผู้ให้งานคงจะเห็นว่าผู้เขียนสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในเมืองหนาวคงมีการเรียนเรื่องหิมะและน้ำแข็งมามาก และผู้เขียนเคยข้ามเขตแดนไปดูการทดสอบแบบจำลองที่เมือง
บัฟฟาโล สหรัฐอเมริกาด้วย
เมื่อช่วยปฏิบัติงานนี้ไปได้ประมาณ 60% มีวิศวกรอาวุโสท่านหนึ่งได้มาถามผู้เขียนว่า คุณทราบหรือไม่ว่าอาจารย์ของคุณที่ศึกษาเพื่อเขียนวิทยานิพนธ์ขั้นปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาค้นคว้าทฤษฎีกลศาสตร์น้ำแข็ง (Ice mechanics) ขึ้นมาใหม่ ผู้เขียนก็ตอบว่ายังไม่ทราบ
จากคำบอกเล่านี้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกภูมิใจในตัวอาจารย์ผู้สอนมาก เพราะเวลาสอนส่วนใหญ่ท่านมักจะพูดปากเปล่า จึงทำให้ผู้เขียนได้ทราบเหตุผลว่าทำไมถึงได้มีโอกาสเข้ามาร่วมปฏิบัติงานดังกล่าว
เมื่อกลับมาประเทศไทยแล้วได้ทราบว่าผลงานการศึกษาดังกล่าวเป็นที่พอใจของผู้ว่าจ้าง ทำให้บริษัทได้ถูกว่าจ้างให้ไปปฏิบัติงานในลักษณะที่ใกล้เคียงกันต่อที่รัฐมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา อีกเป็นเวลา 3 ปี
อนึ่ง ประมาณปี พ.ศ.2544 ผู้เขียนมีโอกาสได้ปฏิบัติงานของส่วนราชการหนึ่ง ตามข้อกำหนดในสัญญาจ้าง เป็นการนำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กที่เสนอโดย อบต.มาจัดทำแผน ผู้เขียนมีความเห็นว่า อบต.ไม่มีความรู้ที่จะเสนอโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กที่ดีได้ จึงได้ปรึกษากับกรรมการผู้จัดการที่เกี่ยวข้องว่า ถ้ามีงบประมาณเพียงพอผู้เขียนจะออกไปคัดกรองโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กที่เสนอโดย อบต.และจะวางโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กให้ใหม่ตามความต้องการของ อบต.
คำตอบที่ได้คือพอ ผู้เขียนจึงได้ลงไปคัดกรองโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กที่เสนอโดย อบต.และวางโครงการให้ใหม่ตามความต้องการของ อบต.ในทุก อบต.ในเขต จ.น่าน จ.อุตรดิตถ์ และ จ.พิษณุโลก (บางส่วน) โดยใช้เวลาประมาณ 75 วัน โดยไม่มีวันหยุดเสาร์และอาทิตย์ รวมถึง จ.นครพนม จ.สกลนคร และ จ.มุกดาหาร รวมทั้งสิ้นมากกว่า 600 โครงการ
จากการที่ได้ศึกษาวิชาวิศวกรรมแม่น้ำดังรายละเอียดโดยย่อที่ได้กล่าวมาแล้ว และที่ได้พบเห็นปัญหาเกี่ยวกับแม่น้ำที่เกิดขึ้นจริงในสนาม เช่น แม่น้ำปัวในเขต จ.น่าน ความลาดเทประมาณ 1:1,000 เมื่อขุดลอกแล้วเกิดอุทกภัยใหญ่ทำให้ลำน้ำเปลี่ยนเส้นทาง และเทศบาลตำบลแห่งหนึ่งปรับปรุงภูมิทัศน์โดยมีการขุดลอกแม่น้ำด้วย อบต.ด้านท้ายน้ำร้องเรียนว่า ทำให้ตลิ่งของแม่น้ำซึ่งสูงมากกว่า 10 เมตร เกิดการกัดเซาะจนเหลือระยะทางเพียง 5-6 เมตร ก็จะถึงโบสถ์ของวัด ซึ่งผู้เขียนได้ไปเห็นมาด้วยตัวเอง
จากเหตุผลโดยย่อดังกล่าวจึงทำให้โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กมากกว่า 600 โครงการ ไม่มีโครงการขุดลอกแม่น้ำอยู่เลยแม้แต่โครงการเดียว เท่าที่ออกไปดูลำน้ำที่ขอขุดลอกภาคสนามไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเมื่อขุดลอกแล้วจะเกิดผลกระทบสิ่งใดตามมาและการขุดลอกอาจเป็นไปได้มากที่จะไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งโดยทั่วไปมักเกิดตลิ่งแม่น้ำพังทลาย ทั้งบริเวณขุดลอกและด้านท้ายน้ำ
กล่าวโดยสรุป แม่น้ำจะพยายามปรับตัวให้อยู่ในสมดุลระหว่างการกัดเซาะและการตกตะกอน เมื่อมนุษย์ไปขุดลอกก็จะทำให้เกิด
-การกัดเซาะตลิ่งและท้องน้ำบริเวณขุดลอกและด้านท้ายน้ำ
-น้ำท่วมด้านท้ายน้ำเพิ่มมากขึ้น
-ลำน้ำเปลี่ยนทางเดินเมื่อเกิดอุทกภัยใหญ่
-น้ำเค็มไหลเข้ามาในลำน้ำได้มากขึ้นเมื่อขุดลอกสันดอนที่ปากแม่น้ำ
ลักษณะดังกล่าวจะเกิดได้มากหรือน้อยหรืออาจไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของแม่น้ำบริเวณที่ขุดลอกและลักษณะของการขุดลอก
ฉะนั้น ถ้าผู้ที่ไปขุดลอกแม่น้ำมีพื้นฐานทางด้านวิชาวิศวกรรมแม่น้ำไม่ดีพอ ผลกระทบดังกล่าวแล้วก็จะรุนแรงมากจนคาดคิดไม่ถึงและจะต้องสูญเสียงบประมาณในการแก้ปัญหามากตามมาด้วย ถ้ามีทางเลือกอื่นที่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้ก็จะเป็นการดี

