หน้าแรก คอลัมนิสต์ ชายและหญิงมีส...

ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน โดย : โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

3.01.18 | 15:15 น.
อุโบสถเงินวัดศรีสุพรรณ เชียงใหม่

ที่วัดศรีสุพรรณอันเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ วัดนี้มีประวัติมากว่า 500 ปี สร้างในสมัยพระเจ้าพิลกปนัดดาธิราช กษัตริย์ในราชวงศ์
มังราย มีการสร้างพระวิหารบรมธาตุเจดีย์และพระอุโบสถประดิษฐานพระเจ้าเจ็ดตื้อเป็นพระประธาน
ต่อมาใน พ.ศ.2547 ทางวัดศรีสุพรรณมีแนวคิดสร้างอุโบสถเงินหลังแรกของโลกให้เป็นสถาปัตยกรรมสำคัญทางพระพุทธศาสนา เกิดเป็นพุทธศิลป์อันวิจิตรที่ดึงดูดให้ทั้งพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาเยี่ยมชมความงดงามของพระอุโบสถหลังนี้

อนุสนธิจากข่าวเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2560 ที่ผ่านมานี้ มีนักท่องเที่ยวชาวไทยกลุ่มหนึ่งพร้อมกับคณะสงฆ์โดยมีผู้หญิงสวมชุดขาว 3 คนได้เข้าไปในอุโบสถเงินภายในวัดศรีสุพรรณ ที่มีป้ายห้ามสตรีเข้าไปในโบสถ์เงินชัดเจนทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ติดไว้หลายป้ายด้วยกัน แต่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่ได้สนใจ เดินขึ้นไปพร้อมกับพระภิกษุสงฆ์ที่เดินทางร่วมคณะมา เข้าไปถ่ายภาพภายในวิหาร

จนกระทั่งนายสวรรค์ แคว้นไธสง อายุ 54 ปี โฆษกประจำวัดตะโกนไล่ให้ออกไปแล้วมีการปิดประตูเสียงดังใส่ด้วยความโกรธ ท่ามกลางสายตาและการวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้านว่าการฝ่าฝืนจารีตแบบนี้ชาวเชียงใหม่ถือว่าเป็นความ “ขึด” ซึ่งแปลว่า ไม่ดี อัปมงคล เสนียด จัญไร

หมายถึง การกระทำหรือเหตุการณ์ใดๆ ที่เมื่อผู้ใดทำหรือเกิดขึ้นกับบุคคล กับชุมชนสังคมใดแล้วจะโดยเจตนา หรือเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติก็ตาม จะนำความหายนะ วิบัติ อัปมงคลมาสู่บุคคลหรือชุมชนนั้น ต้องแก้ไขด้วยการทำพิธีถอนขึดตามจารีต

อีทีนี้มาพูดถึงประเทศอินเดียที่คนไทยเราทั้งประเทศรับเอาวัฒนธรรมความเชื่อและศาสนาจากประเทศนี้มาตั้งแต่สมัยสุโขทัยโน่น ซึ่งแน่นอนรวมทั้งเรื่องห้ามผู้หญิงเข้าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนสถานมากมายหลายแห่งส่วนใหญ่เป็นวัดฮินดู ซึ่งทางอินเดียเขาไม่อ้อมค้อมอะไรเรื่องการห้ามผู้หญิงเข้าไปในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพราะเขาอ้างว่าผู้หญิงมีประจำเดือน ดังนั้น
จึงสกปรก ให้เข้าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ โดยไม่อ้ำอึ้งเหมือนคนไทยเรา ซึ่งก็ชัดดีเพราะผู้เขียนเคยถามวัดต่างๆ หลายวัดในเมืองไทยแบบถามเค้นเอาให้ได้ก็ได้คำตอบทำนองนี้แหละครับ

Advertisement

เอาเป็นว่าประจำเดือนของผู้หญิงนั่นแหละจะทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เสื่อมว่ายังงั้น แต่ปัจจุบันนี้ทั้งหญิงไทยและหญิงอินเดียมีการศึกษาดีขึ้นมาก ดูเหมือนโดยเฉลี่ยหญิงไทยจะมีการศึกษาดีกว่าชายไทยโดยทั่วไปด้วยซ้ำไป แต่หญิงไทยแทบไม่เคยหืออืออะไรเกี่ยวกับเรื่อง “ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน” ที่เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแทบทุกฉบับรวมทั้งฉบับ พ.ศ.2560 ที่เป็นฉบับปัจจุบันนี้ด้วย

มิหนำซ้ำกลับเห็นดีเห็นงามไปกับข้อห้ามอย่างว่านี้เป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว

ที่วัดชานี สิงนาปุ ให้เฉพาะผู้ชายขึ้นไปสวดได้

แต่ผู้หญิงอินเดียไม่ยอมครับว่าเรื่องอะไรมากล่าว
หาว่าสตรีมีประจำเดือนเป็นคนสกปรก อีกอย่างบรรดาเทพเจ้าทั้งหลายที่ว่าศักดิ์สิทธิ์ไปกราบไหว้บูชากันนั้นก็ล้วนแล้วแต่มีแม่เป็นผู้หญิงด้วยกันทุกองค์ ดังนั้นกฎข้อห้ามที่ไม่ให้ผู้หญิงเข้าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นเรื่องที่ผู้ชายกุขึ้นมาทั้งนั้นเพื่อที่จะไม่ให้ผู้หญิงไปยุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์และเงินบริจาคของแต่ละวัดอันมหาศาล

ดังนั้น เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ.2559 กลุ่มผู้หญิงหลายร้อยคนรวมตัวกันเดินขบวนไปยังวัดชานี สิงนาปุ ในเมืองปูเน รัฐมหาราษฎระ (รัฐที่เป็นที่ตั้งของนครมุมไบนั่นแหละ) เพื่อที่จะบุกเข้าไปในโบสถ์ของวัดที่ห้ามผู้หญิงเข้าตั้ง 350 ปีมาแล้ว เมื่อได้ข่าวของพิธีการถอน “ขึด” ของวัดชานี สิงนาปุ เนื่องจากมีผู้หญิงคนหนึ่งได้ปีนขึ้นไปที่แท่นสวดมนต์เพื่อสวดมนต์และได้แตะเทวรูปพระเสาร์ (ชานี) อันศักดิ์สิทธิ์

วันที่ 8/4/2559 ผู้หญิงชนะข้อห้าม 350 ปีสำเร็จ

พิธีการถอนขึดก็คือการล้างบริเวณวัดด้วยนมสดเหมือนกับการล้างจัญไรจากการที่พวกจัณฑาล (ในระบบวรรณะของศาสนาฮินดู จัณฑาลเป็นชนชั้นทางสังคมชนชั้นหนึ่งซึ่งจัดว่าอยู่ในชนชั้นต่ำที่สุด หมายถึงคนที่มีบิดาและมารดาเป็นคนต่างวรรณะ จึงเกิดมาไร้วรรณะและมีสถานะทางสังคมต่ำยิ่งกว่าวรรณะศูทร) เข้าไปในสถานที่ที่หวงห้ามมิให้พวกจัณฑาลเข้าไปนั่นเอง จึงสร้างความโกรธแค้นให้แก่มวลหมู่ผู้หญิงไปทั่วรัฐมหาราษฎระว่าถูกทางวัดเหยียดว่าต่ำทรามอยู่ระดับเดียวกับพวกคนจัณฑาล

ถึงแม้ว่าขบวนผู้หญิงจะถูกจับและขัดขวางระหว่างทางก็ตามแต่สปิริตการต่อต้านวัดฮินดูต่างๆ ที่ห้ามผู้หญิงเข้าในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ได้แพร่ไปทั่วประเทศ

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2559 ศาลสูงของรัฐมหาราษฎระได้พิพากษาให้ทางวัดเปิดให้ผู้หญิงเข้าไปสวดมนต์และสัมผัสเทวรูปของดาวพระเสาร์ได้ แต่หลังจากนั้นไม่นานทางวัดก็ประกาศห้ามทั้งชายและหญิงเข้าไปสวดมนต์และสัมผัสเทวรูปดาวพระเสาร์เพื่อเลี่ยงการการเลือกปฏิบัติเฉพาะผู้หญิงฝ่ายเดียว เรื่องจึงไปถึงศาลฎีกาของอินเดีย และเรื่องนี้ถูกนำขึ้นสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญของอินเดีย ซึ่งคาดว่าคงจะพิพากษาออกมาเป็นบรรทัดฐานทั่วประเทศอินเดียใน พ.ศ.2561 นี่แหละ

ดูแนวโน้มแล้วบรรดาผู้พิพากษาและผู้บริหารรัฐและนายกรัฐมนตรีอินเดียเองก็สนับสนุนสิทธิสตรีอย่างแข็งขัน เนื่องจากไม่ใช่แต่วัดในศาสนาฮินดูเท่านั้นที่ไม่ให้ผู้หญิงเข้าไปในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ยังเริ่มมีบางมัสยิดในศาสนาอิสลามในอินเดียก็ไม่อนุญาตให้สตรีเข้าไปในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น สถานที่ฝังศพของนักบุญในศาสนาอิสลามบางคนซึ่งแสดงให้เห็นถึงจารีตประเพณีของอินเดียที่กดขี่และดูแคลนสตรีเป็นการส่วนรวม