หน้าแรก คอลัมนิสต์ ขยายอายุการทำ...

ขยายอายุการทำงานและฐานค่าจ้าง กับ อนาคตบำนาญผู้ประกันตน? : โดย บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ

3.01.18 | 13:53 น.

กล่าวนำ

“ปัจจุบันกว่า 94% ของประเทศทั่วโลก กำหนดอายุรับบำนาญขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 60 ปี ส่วนประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ได้กำหนดอายุเกษียณอยู่ระหว่าง 60-67 ปี ซึ่งความแตกต่างของอายุเกษียณระหว่างประเทศสมาชิกมีแนวโน้มลดลง การปรับเพิ่มอายุเกษียณของประเทศเหล่านี้มักทำแบบค่อยเป็นค่อยไป

ขณะที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งไทย อายุเกษียณอยู่ในช่วง 55-60 ปี

ปัจจัยที่มีผลต่อการออมเพื่อให้มีเงินบำนาญเพียงพอต่อการดำรงชีวิตหลังเกษียณได้แก่จำนวนปีการทำงาน ฐานค่าจ้าง และอัตราเงินสมทบ ซึ่ง 2 ปัจจัยแรกจะมีผลโดยตรงต่อการคำนวณเงินบำนาญรายเดือนของลูกจ้าง ส่วนอัตราเงินสมทบจะมีผลต่อการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ในอนาคต

เนื่องจากการจัดเก็บเงินสมทบกรณีชราภาพเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ดังนั้น ในช่วงปี 2542-2556 ผู้ประกันตนที่เกษียณอายุยังไม่สามารถรับเงินบำนาญได้ เนื่องจากระยะเวลาจ่ายเงินสมทบไม่ครบ 15 ปีที่กฎหมายกำหนด จึงได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพเป็นบำเหน็จตามจำนวนสมทบที่จ่ายเข้ากองทุนพร้อมดอกผล

Advertisement

สำนักงานประกันสังคมเริ่มดำเนินการจ่ายบำนาญครั้งแรกในปี 2557 จำนวนเงินบำนาญที่ผู้ประกันตนได้รับในช่วงแรกระหว่าง 2,000-3,000 บาทต่อเดือนต่อคน เนื่องจากมีระยะเวลาการออมเงินได้เพียงขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดสำหรับผู้ประกันตนที่อายุครบ 55 ปี ได้สิทธิรับสิทธิบำนาญ แต่ยังคงทำงานต่อ จะมีจำนวนปีการทำงานเพื่อนำส่งเงินสมทบได้มากขึ้น ส่งผลให้จำนวนปีการส่งเงินสมทบ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการคำนวณเงินบำนาญเพิ่มขึ้น และเงินบำนาญที่จะได้รับก็จะเพิ่มขึ้นด้วย

การขยายอายุการทำงานจาก 55 ปีเป็น 60 ปี เพื่อสิทธิการรับบำนาญอย่างค่อยเป็นค่อยไปเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้ผู้ประกันตนมีระยะเวลาการทำงานนานขึ้น มีระยะเวลาการออมเงินมากขึ้น ส่งผลให้เมื่อเกษียณอายุออกจากงาน ย่อมมีสิทธิได้รับเงินบำนาญสูงขึ้น

อีกทั้งเป็นการขยายโอกาสการทำงานของผู้สูงอายุ สนับสนุนให้มีการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกันตนที่สูงอายุสามารถพึ่งตนเองได้ ตลอดจนเป็นการบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานไทยได้ทางหนึ่ง”

ข้อสังเกต คือ อายุ 55 ปีตามกฎหมายประกันสังคม คือ อายุเริ่มเกิดสิทธิได้รับบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพของลูกจ้างภาคเอกชนไม่ใช่อายุเกษียณ เพราะลูกจ้างไม่ต้องแสดงเจตนารับบำเหน็จหรือบำนาญ เมื่ออายุครบ 55 ปีแล้ว ถ้านายจ้างยังให้ทำงานและจ่ายค่าจ้างต่อไป

นายจ้างภาคเอกชนจำนวนมากกำหนดอายุเกษียณของลูกจ้างส่วนใหญ่ไม่เกิน 55 ปี หรืออาจไม่กำหนดเกษียณอายุของลูกจ้างไว้ เพื่อให้ลูกจ้างทำงานต่อไปเรื่อยๆ ถ้าใครทำไม่ไหวก็ลาออกไปเอง เพื่อเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชย ขณะที่บางประเภทลักษณะงานและปัญหาสุขภาวะสะสมของลูกจ้าง บางรายอาจไม่พร้อมหรือไม่ต้องการทำงานต่อเนื่องจนถึงหรือเกินอายุ 55 ปี?

เมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2560 นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (พลเอกศิริชัย ดิษฐกุล) ได้สั่งให้ สปส.แก้ไขกฎหมายประกันสังคมขยายเวลาการรับเงินชราภาพ (บำเหน็จ หรือบำนาญ) ของผู้ประกันตนจาก 55 ปี เป็น 60 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตและรองรับสังคมสูงอายุ ขณะนี้ได้ดำเนินการศึกษารูปแบบความเป็นไปได้เพื่อนำเสนอรัฐมนตรีในอนาคต โดยจะมีการจัดประชาพิจารณ์ร่างกฎหมายเพื่อรับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกันตน ซึ่งในระยะแรกอาจให้ผู้ประกันตนที่มีอายุใกล้ 55 ปีเลือกรับบำเหน็จหรือบำนาญได้

สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 ที่ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2560 เป็นต้นไป ที่ได้เพิ่มเติม มาตรา 118/1 สรุปความว่า

1.การเกษียณอายุตามที่นายจ้างกำหนดไว้ หรือนายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันไว้ ถือว่าเป็นการเลิกจ้างด้วย

2.กรณีนายจ้างมิได้กำหนดอายุเกษียณไว้ หรือนายจ้างกับลูกจ้างไม่ได้ตกลงไว้หรือกำหนดอายุเกษียณเกิน 60 ปี ให้ลูกจ้างที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุต่อนายจ้างและมีผลเมื่อครบ 30 วันนับแต่วันแสดงเจตนา โดยนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างที่เกษียณอายุนั้นตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

เมื่อมีข่าวจะแก้ไขกฎหมายประกันสังคมขยายอายุ 55 ปี รับประโยชน์ทดแทนชราภาพเป็น 60 ปี ทำให้ลูกจ้างจำนวนมากไม่พอใจ เพราะจะกระทบสิทธิผู้ประกันตนจำนวนมากที่รอคอยรับบำเหน็จหรือบำนาญ เพราะมีอายุใกล้ครบ 55 ปี โดยคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) จัดแถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม 2560 ขณะที่เครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) หารือกับปลัดกระทรวงแรงงาน (ม.ล.ปุณฑริก สมิติ) เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 และกลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง ทำหนังสือคัดค้านผ่านประกันสังคมจังหวัดปทุมธานีเมื่อ 12 กรกฎาคม 2560

สรุปเหตุผล คัดค้านการขยายอายุรับเงินชราภาพจาก 55 ปี เป็น 60 ปี ดังนี้

1.ถือเป็นการลิดรอนสิทธิผู้ประกันตนที่รู้มาตั้งแต่วันเข้าสู่ระบบประกันสังคมว่าต้องได้รับเงินชราภาพเมื่ออายุครบ 55 ปี ส่วนจะทำงานต่อไปถึงอายุ 60 ปีหรือไม่ ควรเป็นเรื่องนายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน หรือแก้กฎหมายให้เกษียณอายุ 60 ปี

2.สปส.ขาดวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการ และขาดการวางแผนที่ดี เพราะย่อมรู้มานานว่า รายรับรายจ่ายกรณีชราภาพจะเป็นอย่างไร

3.ควรปฏิรูปโครงสร้างบริหารประกันสังคมให้เป็นองค์กรอิสระ และแก้ไขกฎหมายประกันสังคมให้รัฐบาลจ่ายสมทบเท่ากับนายจ้างและลูกจ้าง เร่งให้รัฐบาลชำระเงินสมทบที่ค้างจ่ายให้ครบและปรับขึ้นฐานค่าจ้างต่ำสุด และสูงสุดในการคำนวณเงินสมทบ

ค้าน สปส.เก็บเงินสมทบเพิ่ม กับความเข้าใจที่สวนทาง?

เมื่อตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้แถลงข่าวว่าเตรียมจะขยายฐานค่าจ้างผู้ประกันตนจาก 15,000 บาทเป็น 20,000 บาท/เดือน ทำให้ต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท/เดือน จากเดิมไม่เกิน 750 บาท/เดือน เกิดกระแสการคัดค้านจากองค์การแรงงานนำไปสู่นายกรัฐมนตรีต้องออกมาปรามว่า “จะยังไม่มีการเก็บเงินประกันสังคมเพิ่ม เพราะต้องทำความเข้าใจก่อน”

ท่าทีของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) สรุปได้ว่า

1.การเพิ่มเงินสมทบไม่ใช่ทางออก เป็นการผลักภาระให้ผู้ประกันตนและนายจ้าง

2.ปัญหาหลัก คือ รัฐบาลไม่ได้จ่ายเงินสมทบร้อยละ 5 เหมือนผู้ประกันตนและนายจ้าง แต่จ่ายเพียงร้อยละ 2.75 และรัฐบาลยังค้างจ่ายเงินสมทบสะสมรวมกว่า 5 หมื่นกว่าล้านบาท

3.สปส.ต้องมีหลักการปฏิรูปอย่างแท้จริง ควรมีการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกองทุนประกันสังคมกรณีชราภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาภาพรวมอย่างแท้จริง

4.รัฐบาลควรดำเนินการให้มีการเลือกตั้งกรรมการประกันสังคม เพราะคณะกรรมการประกันสังคมชุดที่แต่งตั้งโดยมาตรา 44 หมดวาระลงในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2560

ถ้าจัดให้มีการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 ให้ได้ผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนและนายจ้าง จะยึดโยงผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงให้มีส่วนร่วมตรวจสอบ กำหนดนโยบายการบริหารประกันสังคมตามความต้องการของสมาชิกกองทุนได้ชัดเจน

นายแพทย์สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการ สปส.และ น.ส.อำพันธ์ ธุรวิทย์ โฆษก สปส.ได้ชี้แจงกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง สปส.จะขยายเพดานฐานค่าจ้างเพิ่มเงินสมทบสรุปได้ว่า

1.การเพิ่มเงินสมทบมาจากการรับฟังความคิดเห็นจำนวน 5 ครั้ง เมื่อปี 2559 พบว่าผู้ประกันตนร้อยละ 81 เห็นด้วยกับการเพิ่มการจ่ายเงินสมทบจากการคิดฐานเงินเดือนใหม่จาก 15,000 บาทต่อเดือน เป็น 20,000 บาทต่อเดือน และอีกร้อยละ 77 แสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคมเห็นด้วยเช่นกัน ขณะที่นายจ้างส่วนใหญ่ร้อยละ 70 ก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ (มติชน, 23 ต.ค.60 น.9)

2.รัฐบาลและกระทรวงแรงงาน คำนึงถึงความมั่นคงของกองทุนประกันสังคมและสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นสำคัญ ไม่ใช่เพิ่มฐานค่าจ้างเก็บเงินสมทบเพิ่มเพราะกองทุนประกันสังคมไม่มั่นคง กำลังถังแตก แต่กองทุนยังมีความมั่นคงเห็นได้จากมีผลตอบแทนจากการลงทุนจำนวน 41,306 ล้านบาท สถานะกองทุน 30 กันยายน 2560 มีเงินลงทุนรวมถึง 1.7 ล้านล้านบาท ไม่มีปัญหาการเงินอย่างที่บางกลุ่มเข้าใจ

3.เจตนารมณ์ที่เก็บเงินสมทบเพิ่มนั้น เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนที่เห็นชัดเจน คือ เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพ ปัจจุบันจะรับที่ร้อยละ 50 ของฐานเงินเดือนสมทบสูงสุดคือ 15,000 บาท จะได้เพียง 7,500 บาทตลอดชีวิต แต่เมื่อปรับเพิ่มฐานเงินเดือนเป็น 20,000 บาท จะได้เงินสมทบ 10,000 บาทตลอดชีวิต, กรณีชราภาพ ก็จะได้รับเพิ่มขึ้นจากการเก็บเงินสมทบ ลองคิดว่ารับเงินบำนาญชราภาพ 5 ปีภายหลังเกษียณก็คุ้มกับที่ส่งเงินเข้ามาแล้ว

4.ยืนยันว่ากรณีรัฐบาลติดหนี้จ่ายเงินสมทบให้ สปส.นั้น เป็นการติดหนี้ต่อเนื่องมาหลายปีของหลายรัฐบาลที่ผ่านมา แต่นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558-2560 นั้น รัฐบาลปัจจุบันไม่เคยค้างจ่ายเงินสมทบของใหม่เลย แต่ได้ทยอยชดใช้หนี้เดิมไปด้วย

ต่อมาในวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพลเผยผลสำรวจเรื่อง “ข้อเสนอการเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมแบบใหม่” ซึ่งสำรวจความคิดเห็นผู้ประกันตนจำนวน 1,251 ตัวอย่าง ในวันที่ 3-4 พฤศจิกายน พบว่า เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวนร้อยละ 60.83, มาตรา 40 จำนวนร้อยละ 21.4 2 และมาตรา 39 ร้อยละ 17.75 โดยมีร้อยละ 50.84 ระบุว่ารับรู้เกี่ยวกับการเพิ่มอัตราเรียกเก็บเงินประกันสังคมแบบเหมาจ่ายของ สปส. และร้อยละ 49.16 ตอบว่า ไม่เคยรู้เรื่องดังกล่าว

โดยกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 57 ตอบว่า ไม่เห็นด้วยที่จะเรียกเก็บเงินสมทบเพิ่มขึ้นตามฐานเงินเดือน เพราะไม่อยากจ่ายเพิ่ม

เป็นเรื่องปกติ ผู้ตอบจำนวนมากไม่เห็นด้วยการจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นตามฐานเงินเดือนถ้าไม่เข้าใจสาเหตุและผลประโยชน์ที่จะได้เพิ่มขึ้นหรือไม่อย่างไร? ทั้งที่ผู้ประกันตนที่มีค่าจ้างต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือนไม่ได้จ่ายเงินสมทบเพิ่ม คงเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจถดถอยค่าครองชีพฝืดเคืองเพิ่มขึ้นทุกวันทำให้ผู้ประกันตนจำนวนมากที่มีรายได้น้อย ไม่ต้องการจ่ายเงินสมทบเพิ่ม

(อ่านต่อฉบับวันพรุ่งนี้)

บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ