หน้าแรก คอลัมนิสต์ อยู่กับความขั...

อยู่กับความขัดแย้ง โดย ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

3.01.18 | 14:19 น.

โลกเปิดศักราชใหม่มาไม่กี่วัน ก็ยังมีเหตุการณ์ดุเดือดเลือดพล่านและแสดงความขัดแย้งต่อเนื่องมาจากปีก่อน

อิหร่านมีผู้ประท้วงเสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 20 ราย เมื่อปะทะกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงที่พยายามจะคุมสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบ

เป็นเหตุลุกลามมาจากความไม่พอใจเรื่องปากท้อง ราคาอาหารพุ่งสูง ข้าวยากหมากแพง เมื่อมีการนัดหมายให้ร่วมชุมนุมผ่านทางโซเชียลเมสเสจแพร่สะกิดนิดหนึ่ง ประชาชนก็เลยพร้อมลุกฮือขึ้นมาทันที

ส่วนที่ฮ่องกง กลุ่มประชาธิปไตยรวมตัวกันเดินขบวนประท้วงต่อต้านรัฐบาลจีนที่กำหนดจะใช้กฎหมายของแผ่นดินใหญ่เข้ามาคุมในพื้นที่สถานีรถไฟความเร็วสูงแห่งใหม่ฝั่งเกาลูนตะวันตกที่จะเป็นสถานีเชื่อมระหว่างสองดินแดน

เพราะรู้สึกว่าจีนแผ่อิทธิพลกลืนฮ่องกงเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงเวลา 50 ปีของการปรับตัวแบบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” หลังจากฮ่องกงผนวกคืนจีนในปี 2540

Advertisement

การประท้วงทั้งสองเหตุการณ์แม้แตกต่างด้านเนื้อหาและความรุนแรง แต่ก็บ่งบอกว่าความขัดแย้งดำรงอยู่ในโลกใบนี้ตลอดเวลา

การหาทางออกหรือบรรเทาความขัดแย้ง หลายๆ เหตุการณ์ต้องใช้เวลานานมากน้อยต่างกันไป บ้างเป็นสัปดาห์ บ้างเป็นเดือน บ้างก็เป็นปี หรือหลายปี

จึงเป็นประชาชนต้องรู้จักเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหาทางออกเหตุการณ์ในปัจจุบัน เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งด้วยหนทางที่ดีที่สุดด้วยตนเอง

หนทางที่ดีที่สุดอาจไม่ได้บัญญัติไว้ตายตัว แต่โดยพื้นฐานอันเป็นสากลก็คือหนทางที่ไม่รุนแรง ไม่ประหัตประหารเอาชีวิตกัน ไม่กดขี่หรือช่วงชิงสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิกเป็นคนหนึ่งที่แนะหนทางคลี่คลายความขัดแย้งระดับโลกผ่านบัตรอวยพรปีใหม่

การ์ดดังกล่าวเป็นภาพเก่าแบบซีเปีย เด็กชายชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งแบกน้องสาวนอนหลับไว้ข้างหลัง ทั้งคู่เป็นเหยื่อที่รอดชีวิตจากระเบิดนิวเคลียร์ที่เมืองนางาซากิ เมื่อปี ค.ศ.1945 อันเป็นปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ด้านหลังของแผ่นภาพใต้ประโยคที่ว่า “ผลผลิตแห่งสงคราม”

อารมณ์ของภาพน่าสะเทือนใจ เพราะบ่งบอกว่าเด็กตัวน้อยๆ แบบนี้ต้องมารับผลจากสงครามโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่

ถ้าค้นข้อมูลเพิ่มต่อไปเพื่อให้ได้บทเรียนยิ่งขึ้นก็จะย้อนนึกได้ว่า การทิ้งระเบิดปรมาณูครั้งนั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตที่ฮิโรชิม่า 140,000 คนและนางาซากิอีก 80,000 คน จากนั้นยังมีผู้เสียชีวิตเพิ่มจากสารกัมมันตรังสีที่ตกค้างอีกเรือนหมื่น

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ยังเป็นที่ถกเถียงว่า ถ้าอเมริกาไม่ทิ้งระเบิดปรมาณูแบบนี้สงครามจะจบช้ากว่านี้หรือไม่ คำตอบของแต่ละคนแต่ละฝ่ายยังเป็นเรื่องที่เห็นไม่ตรงกันจนถึงวันนี้ แต่ปมถกเถียงที่เป็นประโยชน์กว่าอยู่ที่ว่าโลกจะปล่อยให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกหรือไม่

ผลจากการใช้ความรุนแรงหรืออำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจัดการกับความขัดแย้งมีบทเรียนให้เห็นแล้วว่าต้องแลกกับอะไร

และพึงระลึกว่าไม่มีใครหยุดความขัดแย้งได้ง่ายๆ ด้วยการใช้อำนาจ

………….

ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์