การปฏิรูปตำรวจที่คณะกรรมาธิการซึ่งมี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานพิจารณา เป็นข่าวตูมตามขึ้นมาเมื่อท้ายปี 2560 ไม่ต่างอะไรกับพลุและดอกไม้ไฟที่จุดส่งท้ายปีเก่า คือดังและส่องแสงขึ้นมาชั่ว ประเดี๋ยวเดียวแล้วก็เงียบหายไป ถูกข่าวอื่นๆ กลบหมด ที่เดือดร้อนก็ดูเหมือนจะมีแต่หมาซึ่งตกใจเสียงพลุและวิ่งหนีหายออกไปจากบ้านเท่านั้น
คุณมานิจ สุขสมจิตร ประธานคณะอนุกรรมการด้านสื่อสารสังคม คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) แถลงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2560 ว่า พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมการได้ลงนามในหนังสือเสนอให้รัฐบาลแก้ไขพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติแล้ว โดยเสนอให้แก้ไขการบริหารบุคคลโดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ
เช่น ปรับปรุงโครงสร้างอำนาจคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ให้เป็นองค์กรกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ตำรวจ และยกเลิกมิให้ ก.ต.ช.มีอำนาจคัดเลือกแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ส่วนสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) นั้น ก็ให้เป็นองค์กรกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลและตรวจสอบการใช้อำนาจของ ผู้บังคับบัญชา และให้มีอำนาจในการพิจารณาคัดเลือก ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติด้วย
ส่วน ก.ต.ช.นั้นให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นรองประธาน และมีปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง โดยมีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นกรรมการและเลขานุการ
ส่วน ก.ตร.นั้น มีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธานกรรมการ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน จเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และมีผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งไม่เคยเป็นข้าราชการตำรวจเป็นกรรมการในการพิจารณาตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก่อนนำเสนอนายกรัฐมนตรี
นอกเหนือไปจากเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและอำนาจของ ก.ต.ช.และ ก.ตร.แล้ว ยังมีข่าวว่าคณะกรรมการได้เสนอให้ตั้งคณะกรรมการอิสระพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (กอ.ตร.) โดยมีคณะกรรมการ จำนวน 9 คน ประกอบด้วย จเรตำรวจ รองจเรตำรวจ 2 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งประกอบด้วยผู้ที่ไม่เคยรับราชการตำรวจ 4 คน โดยต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านยุติธรรม นิติศาสตร์ หรือด้านการบริหารงานภาครัฐ เคยรับราชการและดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอธิบดีหรือเทียบเท่าหรือไม่น้อยกว่าสองปี อีกกลุ่มหนึ่งประกอบ ด้วยผู้ที่เคยรับราชการตำรวจ 2 คน ซึ่งต้องเป็นบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหรือเทียบเท่าไม่น้อยกว่าสองปี และพ้นจากหน้าที่ราชการตำรวจมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปี โดยมีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี แต่ไม่เกิน 70 ปี
หากมีการเปลี่ยนแปลงตามข้อเสนอดังกล่าวของคณะกรรมการปฏิรูปก็จะเห็นว่าเป็นแต่เพียงการเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการข้าราชการ ตำรวจเท่านั้น โครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติคงมีลักษณะไม่ต่างไปจากที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคคงยังมีอยู่อย่างเดิม และในด้านการบริหาร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็จะยังมีอำนาจเหนือผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด
การบริหารราชการตำรวจจึงจะยังมีลักษณะเป็นการรวมศูนย์ไว้ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติต่อไปเช่นเดิม
น่าสังเกตด้วยว่าคณะกรรมการปฏิรูปได้เสนอให้ปลัดกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นกรรมการในคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติโดยตำแหน่ง ซึ่งหากเป็นไปตามที่คณะกรรมการเสนอ ก็จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทหารเข้าไปมีบทบาทในการกำหนดนโยบายการบริหารราชการตำรวจ
ส่วนคณะกรรมการอิสระพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจนั้น เมื่อจเรตำรวจและรองจเรตำรวจ 2 คนเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และอดีตผู้บัญชาการตำรวจเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ด้วย 2 คน ก็น่าคิดว่าการพิจารณาเรื่องที่มีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับตำรวจนั้นจะเป็นไปโดย อิสระ ได้เพียงใดหรือไม่

