กลายเป็นข้อถกเถียงฮือฮา เมื่อมีการเผยแพร่ประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง มาตรการป้องกันการใช้ทรัพย์สินทางราชการ โดยเฉพาะในข้อ 2 ที่ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนตัวมาชาร์จไฟในสถานที่ราชการ
หรือพูดง่ายๆ ก็คือ “ห้ามใช้ไฟหลวงชาร์จโทรศัพท์มือถือส่วนตัว”
ทำให้ระลึกถึงเรื่องของท่านประเสริฐ นาสกุล อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญผู้ล่วงลับ ซึ่งเคยมีเรื่องเล่าชื่นชมท่านเผยแพร่ไปทั่วในอินเตอร์เน็ต ในยุคที่คนยังสื่อสารผ่านอีเมล์ MSN และเว็บบอร์ด เนื่องจากมีผู้ไปพบท่านรอพบแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป และเดินทางไปไหนมาไหนด้วยรถแท็กซี่ โดยไม่ใช้รถประจำตำแหน่ง ทั้งๆ ที่โดยสถานะของท่านแล้ว ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญระดับเดียวกับประธานศาลฎีกาหรือนายกรัฐมนตรี
เจ้าหน้าที่ผู้เคยทำงานกับท่านจะทราบดีว่า ท่านประเสริฐนั้นเป็นผู้เคร่งครัดอย่างยิ่งในเรื่องของการแยกใช้ทรัพย์สินของรัฐกับทรัพย์สินส่วนตัว หากท่านไปทำกิจธุระอันเป็นการส่วนตัวเช่นการพบแพทย์ ท่านจะเรียกรถแท็กซี่ไปเองจากหน้าสำนักงาน และเดินทางไปคนเดียวไม่มีผู้ติดตาม
เรื่องของท่านประเสริฐนี้จึงได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างชื่นชม เป็นตำนานเล็กๆ บทหนึ่งเมื่อคนระลึกถึงท่าน แต่เมื่อครั้งที่ผู้เขียนมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับมิตรสหายท่านหนึ่ง ก็ได้เห็นว่าเรื่องนี้ก็มีมุมคิดอีกแง่หนึ่งว่า การที่ท่านอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญเคร่งครัด ไม่ใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งไปใช้ในธุระส่วนตัว คือการไปพบแพทย์นั้น ก็เป็นเรื่องน่าชื่นชมเฉพาะตัวของท่าน แต่กระนั้นหากตุลาการหรือผู้อื่นจะไม่ปฏิบัติเช่นนั้น ก็ไม่ถือเป็นเรื่องผิดหรือไม่สมควรอะไร
มิตรสหายท่านนั้นให้เหตุผลว่า การที่ราชการเลือกให้มีรถยนต์ประจำตำแหน่งสำหรับข้าราชการระดับสูงหรือบุคคลสำคัญ ก็เป็นไปเพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางให้แก่บุคคลผู้มีตำแหน่งเช่นนั้น ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสะดวกราบรื่นครบวาระหรืออายุราชการ
หรือถ้าพิจารณาว่า การที่ท่านไปพบแพทย์นั้นเป็นการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายของท่านให้สมบูรณ์แข็งแรง ก็เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการอีกนั่นแหละ ด้วยเหตุผลเช่นนี้การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีรถยนต์ประจำตำแหน่ง หากจะใช้รถยนต์นั้นไปเพื่อกิจธุระส่วนตัวเช่นการไปพบแพทย์ หรือเรื่องอื่นๆ เพื่อความสะดวกปลอดภัยของท่าน ก็เป็นเรื่องที่ชอบและตรงตามวัตถุประสงค์ของการที่ทางราชการจัดให้มีรถประจำตำแหน่งแล้ว
แนวคิดหลักของเรื่องนี้ คือ “ทรัพย์สิน” และ “ทรัพยากร” ของรัฐ สมควรใช้ไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ดังนั้นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการใช้หรือบริหารอำนาจรัฐให้มีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์สาธารณะ ย่อมสามารถที่จะใช้ทรัพย์สินหรือทรัพยากรของรัฐ ได้เพียงเท่าที่ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวเท่านั้น
เจ้าหน้าที่ของรัฐจึงเหมือนมีกล่องใส่ทรัพย์สินสองกล่อง กล่องหนึ่งเป็น “กล่องสาธารณะ” เอาไว้ใช้ที่ทำงาน ข้าวของต่างๆ ที่อยู่ในกล่องนั้นเอาไว้ใช้เพื่อการทำงานตามหน้าที่ ปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์สาธารณะตามแต่รูปแบบของอำนาจหน้าที่แต่ละคน เมื่อเลิกงานแล้วก็เอาทรัพย์สินหรือสิทธิประโยชน์ทั้งหลายใส่กล่องทิ้งไว้ที่ทำงาน ส่วนอีกกล่องเป็น “กล่องส่วนตัว” ได้แก่ ทรัพย์สินหรือสิทธิประโยชน์ที่มีไว้ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองโดยแท้ ที่พกติดตัวหรือเอากลับบ้านไปได้
เช่นนี้ตามหลักการหากคิดง่ายๆ ชั้นเดียวแล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ไม่ควรจะนำอะไรที่อยู่ใน “กล่องสาธารณะ” มาใส่ไว้ใน “กล่องส่วนตัว” และในทางกลับกันก็เช่นกัน
แต่ในทางความเป็นจริงแล้ว เราสามารถแยก “กล่อง” เป็นสองกล่องได้ชัดเจนขนาดนั้นจริงหรือ อย่างบางเรื่อง เช่น รถยนต์ส่วนกลางของหน่วยงานราชการนั้นอาจจะพิจารณาได้ง่ายหน่อย ว่ามีไว้เพื่อใช้เดินทางไปในภารกิจทางราชการของหน่วยงานนั้นอย่างชัดเจน หากการนำรถของทางราชการและคนขับไปใช้ในเรื่องอื่นๆ เช่นที่เคยเป็นคดีอาญากันไปอย่างการเอารถหลวงไปใช้ในงานแต่งงานลูก ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวโดยแท้ อันนี้ก็ชัดเจนว่าเป็นการใช้ของแบบ “ผิดกล่อง” ก็พิจารณาได้ว่าเป็นความผิดและต้องรับผิดตามกฎหมายกันไป
แต่อย่างเรื่องของโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนบุคคลที่ซื้อด้วยเงินของเจ้าหน้าที่แต่ละคนเองนั้น โดยสภาพมันควรจะเป็นของที่อยู่ใน “กล่องส่วนตัว” หากในทางปฏิบัติตามความเป็นจริงแล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่มาทำงาน ก็จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นเพื่อติดต่องานอันเป็นประโยชน์ต่อทางราชการได้เช่นเดียวกัน หรือเช่นที่ปัจจุบันในยุคสมาร์ทโฟน ก็เป็นที่รู้กันว่าแม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐเองก็ยังนิยมที่จะติดต่อ ปรึกษาหารือ นัดหมาย หรือแม้แต่ส่งเอกสารกันผ่านแอพพลิเคชั่น LINE ด้วยแล้ว เช่นนี้ “โทรศัพท์ส่วนตัว” ที่ว่านี้ควรจะวางไว้ในกล่องไหน?
หรือแม้แต่ที่รัฐเองก็ยังยอมรับในหลักการว่า การดูแลให้ความสะดวกให้แก่การดำรงชีวิตส่วนของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ในที่สุดผลประโยชน์ก็จะตกแก่รัฐเองผ่านการทำงานที่เต็มที่มีประสิทธิภาพ
ดังเช่นที่รัฐก็จัดให้มีบ้านพักหรือที่พักสำหรับข้าราชการเจ้าหน้าที่ หรือมีรถยนต์ประจำตำแหน่งให้แก่เจ้าหน้าที่ระดับสูงในตำแหน่งที่เหมาะสม ซึ่งทั้งสองกรณีก็เป็นการบริหารทรัพยากรบุคคลให้สามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีเพื่อสามารถปฏิบัติงานตามหน้าที่อันเป็นประโยชน์ของรัฐได้อย่างเต็มที่ด้วย
เช่นนี้การใช้ไฟฟ้าของ “หลวง” เพื่อชาร์จโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ (ซึ่งนำมาใช้ปะปนกันหมดทั้งในเรื่องส่วนตัวและที่เกี่ยวข้องกับเรื่องในหน้าที่การงาน) นั้น ในอีกแง่หนึ่งจะมองว่าเป็นการให้ประโยชน์หรืออำนวยความสะดวกเพื่อประโยชน์ต่อทางราชการ หรืออาจถือเป็นบริการขั้นพื้นฐานที่หน่วยงานต้องจัดหาไว้ให้คนทำงาน เช่นเดียวกับการจัดให้มีน้ำดื่มหรือน้ำใช้ในห้องสุขาได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาในแง่ที่ว่า ไฟฟ้าที่ใช้ไปเพื่อการชาร์จโทรศัพท์นั้นมีผู้คำนวณมาแล้วว่าคิดเป็นตัวเงินที่น้อยมาก หากนำไปเทียบกับ “งบประมาณ” ด้านอื่นๆ
การออกกฎระเบียบในเรื่องของการชาร์จโทรศัพท์มือถือนี้อาจจะฟังดูเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามหลักการอย่างเถรตรง แต่ก่อปัญหาในทางปฏิบัติและเป็นการเพ่งโทษเอาในเรื่องเล็กน้อยอย่างไม่ได้สัดส่วน เพราะหากจะใช้บังคับกันจริงทั้งในหน่วยงานที่ประกาศ หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่อาจจะออกระเบียบเช่นนี้ตามมา ก็คงจะส่งผลกระทบกับข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ระดับเล็กๆ กลางๆ ที่ใช้โทรศัพท์ที่ซื้อด้วยเงินทองของตัวเอง แต่สำหรับเจ้าหน้าที่ระดับกลางค่อนสูงหรือระดับสูงแล้ว โทรศัพท์ของท่านเหล่านั้นอาจจะได้รับการจัดหาให้โดยทางราชการให้เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือสมาร์ทโฟนประจำตำแหน่ง ซึ่งเมื่อถือเป็น “โทรศัพท์เคลื่อนที่ของทางราชการ” เสียแล้ว การนำมาชาร์จกับไฟฟ้าของทางราชการ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ขัดต่อกฎระเบียบอะไร
ทั้งนี้ถ้าจำไม่ผิด ผู้ที่นำเสนอไอเดียเรื่อง “การนำโทรศัพท์ส่วนตัวมาชาร์จไฟหลวงเป็นความผิด” นี้ เริ่มต้นมาจากท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในครั้งที่นำเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ส่วนรวม หรือที่เรียกกันเล่นๆ ว่า “กฎหมายสี่
ชั่วโคตร”
ซึ่งเป็นไอเดียจากคนเดียวกันกับที่ออกมาให้ความเห็นว่า การที่บุตรชายปลัดกลาโหมในสมัยหนึ่งใช้บ้านพักของทางราชการที่ตั้งอยู่ในค่ายทหารมาจดทะเบียนตั้งบริษัทนั้น ก็เทียบได้ว่า “บ้านหลวง” นั้นเป็น “บ้านเช่า” ซึ่งไม่มีกฎหมายหรือใครห้ามไว้ ส่วนความเหมาะสมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
รวมถึงเป็นท่านนี่แหละที่ออกมาช่วย “รับซื้อ” ลูกสุนัขบางแก้วจากนายกรัฐมนตรี ด้วยวิธีการที่ “ถูกกฎหมาย” เพื่อไม่ให้มีปัญหากับกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่าการซื้อสุนัขให้กันนั้นอาจจะขัดต่อประกาศ ป.ป.ช.ที่กำหนดวงเงิน ห้ามรับและให้ทรัพย์หรือประโยชน์อื่นใดมูลค่าเกิน 3,000 บาทด้วย
กฎ ระเบียบเรื่องการห้ามชาร์จโทรศัพท์มือถือนี้ จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้มีอำนาจมุ่งวางหลักเกณฑ์เอากับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับย่อยๆ ในประเทศที่เรายอมรับว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงสามารถเช่าเหมาลำเครื่องบินพร้อมอาหารและเครื่องดื่มหรูหรากับบริการแบบจัดเต็ม เพื่อไปดูงานต่างประเทศได้โดยผ่านการรับรองจากทั้ง สตง. และ ป.ป.ช. ว่าชอบด้วยกฎหมายและกฎระเบียบอื่นๆ แล้ว ค่อยมาเคร่งครัดระเบียบเอากับการใช้เงินเอากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบยิบย่อย ชนิดที่ว่าใช้เงินเพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในท้องที่ หรือส่งเจ้าหน้าที่ไปอบรมกฎหมายปกครองก็ทำไม่ได้ ถือเป็นการใช้เงินแผ่นดินผิดประเภท
ประเทศที่เราต้องมองดูท่านผู้มีอำนาจสะสมนาฬิการาคาหลักแสนถึงหลายล้านบาทได้นับสิบกว่าเรือน โดยไม่ต้องมีคำชี้แจงที่รับฟังได้ให้สาธารณะหรือประชาชน รวมถึงอมยิ้มกับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตด้วยท่าทีแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย
ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องใช้โทรศัพท์ส่วนตัวในการติดต่องานหรือกิจการอย่างอื่นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ หากเขาจะบังคับใช้กฎระเบียบเช่นนี้กันเคร่งครัดจริงจัง ก็คงมีสองทางเลือก คือการแยกโทรศัพท์ที่ซื้อด้วยเงินตัวเองนั้นเก็บไว้ใน “กล่องส่วนตัว” อย่างเคร่งครัด ไม่นำมาใช้ติดต่อเพื่อประโยชน์ของราชการใดๆ (รวมถึงออกจากกลุ่ม LINE ของหน่วยงานด้วย – ทั้งนี้เรายังไม่ได้อภิปรายกันด้วยว่า การใช้แอพพลิเคชั่นของเอกชนข้ามชาติอย่าง LINE ในภารกิจ “ของรัฐ” นั้นเหมาะสมหรือไม่เพียงใด)
อย่างกรณีของบุคลากรทางการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขเจ้าของประกาศข้างต้น มิตรสหายคุณหมอท่านหนึ่งก็ให้ความเห็นว่า ถ้าจะห้ามชาร์จมือถือส่วนตัว ก็ต้องจัดหาโทรศัพท์หลวงไว้ให้คนทำงานแทบทุกคนไว้ยืมใช้เป็นโทรศัพท์สำหรับติดต่อเรื่องงานอย่างเดียว เพราะถ้าเภสัชกร หมอ พยาบาลไม่สบายมาขึ้นเวรไม่ได้คุณก็ต้องโทรศัพท์ตามคนอื่นมาอยู่เวรแทน โทรเข้ามือถือส่วนตัวแล้วเจ้าของมือถือปิดเครื่องนี่คุณไปโทษอะไรเขาไม่ได้เลยนะว่าปิดมือถือ เพราะมันเป็นของส่วนตัว อยากเปิดก็เปิด อยากปิดก็ปิด คนขึ้นเวรไม่ครบนี่ก็อ้วกแตกกันไป จะตามมาขึ้นเวรก็โทรศัพท์ตามเบอร์เครื่องหลวงเอาเท่านั้น
มิตรสหายท่านนั้นทิ้งท้ายว่า ถ้าจะออกคำสั่งแบบนี้ ผู้มีอำนาจกล้าซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่แจกบุคลากรหรือจัดหาไว้ให้ยืมได้หรือไม่
ไม่เช่นนั้นอีกทางเลือกหนึ่ง ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหลายจงไปหาซื้ออุปกรณ์สำรองไฟฟ้า (Power Bank) ที่เพียงพอต่อการใช้ชาร์จโทรศัพท์ของท่านในแต่ละวัน

