หน้าแรก คอลัมนิสต์ อิหร่านกับการ...

อิหร่านกับการจลาจลข้ามปี โดย : โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

10.01.18 | 15:09 น.
แผนที่ที่ตั้งประเทศอิหร่าน

อิหร่านหรือเปอร์เซีย มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน” เป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันตก มีพื้นที่ 1,648,195 ตารางกิโลเมตร เป็นประเทศใหญ่ที่สุดอันดับที่สองในภูมิภาคตะวันออกกลางรองจากซาอุดีอาระเบียเท่านั้น มีประชากร 78.4 ล้านคน อิหร่านเป็นเพียงประเทศเดียวที่มีชายฝั่งประชิดกับทะเลสาบแคสเปียนซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมหาสมุทรอินเดีย ประเทศอิหร่านมีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์มาช้านาน เนื่องจากที่ตั้งอยู่ในใจกลางยูเรเชียและเอเชียตะวันตก และอยู่ติดกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องแคบที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่ตั้งอยู่ระหว่างอ่าวโอมานทางตะวันออกเฉียงใต้กับอ่าวเปอร์เซียทางตะวันตกเฉียงใต้อันเป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ประเทศอิหร่านเป็นที่ตั้งของอาณาจักรอันมีอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกตั้งแต่โบราณก่อนเกิดมีพระพุทธศาสนาร่วม 2,657 ปี ต่อมาชาวเผ่ามีดส์ (Medes) ได้รวบรวมพื้นที่เป็นจักรวรรดิแห่งแรกๆ เมื่อ 82 ปีก่อนพุทธศักราช หลังจากนั้นมีดส์กลายเป็นชาติวัฒนธรรมและการเมืองที่ครอบงำในภูมิภาค อิหร่านเรืองอำนาจถึงขีดสุดระหว่างจักรวรรดิอะคีเมนิดซึ่งพระเจ้าไซรัสมหาราชทรงก่อตั้งเมื่อ 7 ปีก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ซึ่งพระเจ้าไซรัสมหาราชได้แผ่อาณาเขตไพศาลตั้งแต่คาบสมุทรบอลข่าน (ยกเว้นกรีซ) ทางทิศตะวันตกไปจนจดลุ่มแม่น้ำสินธุทางทิศตะวันออกจึงเป็นจักรวรรดิใหญ่สุดในโลกในขณะนั้น จักรวรรดิอะคีเมนิดล่มสลายใน พ.ศ.213 โดยการพิชิตของอเล็กซานเดอร์มหาราช

หลังจากนั้นก็เกิดจักรวรรดิพาร์เธียโดยการนำของราชวงศ์แซสซานิดขึ้นใน พ.ศ.319 ทำให้อิหร่านกลายเป็นชาตินำในโลกอีกครั้งโดยเป็นคู่แข่งกับจักรวรรดิไบแซนไทน์ เป็นเวลากว่า 400 ปี แต่มุสลิมอาหรับได้พิชิตอิหร่านได้ใน พ.ศ.1194 ศาสนาอิสลามจึงเข้าแทนที่ศาสนาดั้งเดิมของอิหร่านคือศาสนามาณีกี (ที่จีนเรียกว่าเม้งก้า) และศาสนาโซโรอัสเตอร์

อิหร่านกลายเป็นส่วนสำคัญต่อยุคทองอิสลามโดยผลิตนักวิทยาศาสตร์ นักคิดนักวิชาการและศิลปินเป็นจำนวนมาก การสถาปนาราชวงศ์ซาฟาวิดใน พ.ศ.2044 ที่ส่งเสริมศาสนาอิสลามนิกายอิสนาอะชะรียะห์ (สาขาหนึ่งของนิกายชีอะห์) เป็นศาสนาประจำชาติอันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดจุดหนึ่งในประวัติศาสตร์อิหร่านและมุสลิม เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2279 ภายใต้การนำของชาห์นาเดอร์ทำให้ อิหร่านขยายอาณาเขตกว้างขวางที่สุดนับแต่จักรวรรดิแซสซานิด โดยเป็นจักรวรรดิที่ทรงอำนาจที่สุดในโลกจักรวรรดิหนึ่งในเวลานั้นช่วงสั้นๆ ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 24 อิหร่านเสียดินแดนหลายส่วนในคอเคซัสให้แก่จักรวรรดิรัสเซียเพื่อนบ้าน จนเกิดการปฏิวัติรัฐธรรมนูญเปอร์เซีย พ.ศ.2449 ซึ่งสถาปนาราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ

ต่อมาได้มีรัฐประหารที่สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาปลุกปั่นใน พ.ศ.2496 อิหร่านจึงค่อยๆ กลายเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกโดยแปรเปลี่ยนเป็นรัฐฆราวาส แต่เป็นเผด็จการ มีการกดขี่ทางการเมืองและอิทธิพลของต่างประเทศเข้ามาแทรกแซงจนทำให้เกิดการปฏิวัติ พ.ศ.2522 ซึ่งทำให้มีการสถาปนาสาธารณรัฐอิสลามเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2522

Advertisement

โดยประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์อย่างเป็นทางการ มีภาษาเปอร์เซียเป็นภาษาราชการและเกิดการปฏิวัติทางวัฒนธรรมโดยปิดมหาวิทยาลัยเป็นเวลา 3 ปี เพื่อชำระนโยบายทางวัฒนธรรมและระบบการศึกษาทั้งระบบเพื่อให้เหมาะสมกับเป็นรัฐศาสนา (theocracy)

 

ผู้นำสูงสุดคนที่หนึ่ง

ครับ! ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการเมืองการปกครองของอิหร่านที่เป็นผลโดยตรงจากการปฏิวัติซึ่งนำโดยนักบวชชื่อรูฮุลลอฮ์ โคไมนี ทำให้อิหร่านมีรัฐบาล 2 ระดับ คือระดับปกติที่ปกครองประชาชนในชีวิตประจำวันมีประมุขคือประธานาธิบดีที่ได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชนและคณะรัฐมนตรีที่บริหารงานกระทรวง ทบวง กรมซึ่งต้องได้ความเห็นชอบจากรัฐสภาและผู้นำสูงสุดแต่มีรัฐบาลระดับพิเศษขึ้นไปอีกระดับหนึ่งแบบโปลิตบูโรที่ควบคุมรัฐบาลระดับปกติอีกทีโดยมีผู้นำสูงสุดเป็นนักบวชที่เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่มีอำนาจเต็มสามารถปลดประธานาธิบดีและรัฐมนตรีทุกคนได้ พูดง่ายๆ คือรัฐบาลที่นำโดยประธานาธิบดีก็มีหน้าที่ทำตามคำสั่งผู้นำสูงสุดซึ่งตลอดประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติมีผู้ดำรงตำแหน่งนี้เพียงสองคนเท่านั้น คืออยาตุลเลาะห์ รูฮุลลอฮ์ โคไมนี ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ.2522 จนถึงแก่กรรมในตำแหน่งเมื่อ พ.ศ.2532 และอยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดต่อมาถึงปัจจุบันรวมเวลาแล้วถึง 29 ปีแล้วซึ่งตำแหน่งผู้นำสูงสุดและบรรดานักบวชที่แวดล้อมผู้นำสูงสุดนั้นถือว่าทำอะไรไม่ผิดเลยอันเป็นผลจากระบบการศึกษาที่ปลูกฝังความเชื่อนี้ในบรรดาประชาชน

ดังนั้นการจลาจลครั้งใหญ่ๆ 4 ครั้งที่เกิดขึ้นในอิหร่านเมื่อ พ.ศ.2542, 2546, 2549 และเมื่อ พ.ศ.2552 ล้วนแล้วแต่เป็นการจลาจลที่เกี่ยวกับการเมืองในระดับรัฐบาลของประธานาธิบดีเท่านั้นไม่เคยก้าวล่วงไปถึงรัฐบาลระดับผู้นำสูงสุดและบรรดานักบวชที่แวดล้อมผู้นำสูงสุดเลย

นอกจากนี้การจลาจลทั้ง 4 ครั้งนี้จะเริ่มต้นในกรุงเตหะราน นครหลวงของอิหร่าน โดยนักศึกษาและคนชั้นกลางในเมืองเป็นแนวหน้าเท่านั้นแต่การจลาจลครั้งใหญ่ทั้ง 4 ครั้งก็ถูกกำลังทหารของผู้นำสูงสุดเข้าปราบปรามจนราบคาบ

แต่การจลาจลข้ามปีครั้งใหม่การชุมนุมประท้วงรัฐบาลอิหร่านเริ่มขึ้นตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2560 ที่เมืองมัชชาด เมืองใหญ่อันดับ 2 ของอิหร่าน โดยกลุ่มผู้ชุมนุมประกาศในตอนแรกว่าต้องการสะท้อนความไม่พอใจต่อรัฐบาล

ซึ่งล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงไม่พอใจที่มีการทุจริตคอร์รัปชั่นเพิ่มสูงขึ้นซึ่งตรงข้ามกับที่ทางรัฐบาลอ้างตัวเลขทางเศรษฐกิจว่าอิหร่านกำลังก้าวหน้าโดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงขึ้นกว่าในอดีตแต่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นข้าวของกับแพงขึ้นซึ่งจุดระเบิดของการจลาจลข้ามปีครั้งล่าสุดนี้เกิดจากราคาไก่เนื้อและไข่ไก่มีราคาสูงขึ้นกะทันหันถึง 50% เลยทีเดียว

ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบัน (คนที่2)

สวนทางกับนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้งของนายฮัสซัน โรฮานี ประธานาธิบดีคนปัจจุบันซึ่งเพิ่งได้รับเลือกกลับมาดำรงตำแหน่งเดิมเป็นสมัยที่ 2 เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว

โดยผู้ชุมนุมได้เรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านหันมาสนใจต่อปัญหาปากท้องในประเทศอย่างจริงจัง และให้เลิกแทรกแซงทางการทหารในอิรัก เลบานอนและเยเมนเสียทีเพราะสิ้นเปลืองงบประมาณอย่างมหาศาลโดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า การชุมนุมได้ขยายพื้นที่ออกไปอีกหลายเมืองทั่วประเทศ รวมถึงกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน ทั้งยังทวีความรุนแรงขึ้นมีคนตายไปแล้ว 23 คน และถูกจับกุมอีกกว่า 1,000 คน

แต่กลุ่มผู้ชุมนุมในหลายเมืองยืนยันว่าจะรวมตัวประท้วงรัฐบาลต่อไป และผู้ชุมนุมบางส่วนยังเรียกร้องให้อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดแห่งอิหร่านก้าวลงจากตำแหน่งด้วย เพราะผู้ชุมนุมมองว่าอยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผูกขาดอำนาจเผด็จการ ทั้งยังเป็นประมุขแห่งรัฐที่มีอิทธิพลในสังคมยิ่งกว่ารัฐบาล ทั้งด้านการเมืองและศาสนาถึงแม้ว่าทางรัฐบาลอิหร่านจะออกมาประกาศว่าการจลาจลได้สิ้นสุดลงแล้วก็ตาม

น่าคิดนะครับเนื่องจากการจลาจลข้ามปีของอิหร่านครั้งนี้เป็นรูปแบบที่ตรงกันข้ามกับการจลาจลทั้ง 4 ครั้งที่ผ่านมาเนื่องจากการจลาจลครั้งก่อนๆ มีแต่คนชั้นกลางออกมาประท้วงเรื่องเสรีภาพและการเมืองโดยไม่เคยก้าวล่วงออกไปโจมตีผู้นำสูงสุดและบรรดานักบวชเลย แต่การจลาจลข้ามปีของอิหร่านครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นทางบรรดาหัวเมืองต่างๆ ก่อนโดยผู้ออกมาประท้วงล้วนแล้วแต่เป็นคนระดับรากหญ้าประท้วงเรื่องเศรษฐกิจปากท้องโดยแท้และมีการด่าว่าโจมตีรัฐบาลระดับโปลิตบูโรคือผู้นำสูงสุดซึ่งเป็นนักบวชและบรรดานักบวชที่ห้อมล้อมตัวผู้นำสูงสุดที่ใช้งบประมาณในทางการทหารอย่างมหาศาลโดยไม่คำนึงถึงปากท้องของคนระดับรากหญ้าเลย