คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่ยอมตัดสินใจยกเลิกคำสั่งห้ามพรรคการเมืองเคลื่อนไหวจัดประชุมเพื่อทำกิจกรรม โดยอ้างเหตุผลว่ากฎหมายลูก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญอีก 2 ฉบับยังไม่ออกบังคับใช้
กับไม่มั่นใจว่ายกเลิกประกาศห้ามมั่วสุมชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนแล้ว สถานการณ์การเมืองจะสงบเรียบร้อยเป็นปกติ จะไม่เกิดความวุ่นวายจากความขัดแย้งแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอีกหรือไม่
ข้างฝ่ายพรรคการเมืองยกเว้นพรรคที่ประกาศจัดตั้งใหม่ชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรี ร้องว่าเวลาที่มี หากต้องคอยกฎหมายลูกที่เหลือออกบังคับใช้จะไม่ทันการ ไม่เพียงพอสำหรับการจัดทัพสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งเข้าสู่สนามการแข่งขันตามกฎ กติกาใหม่ ปลายปี 2561 หรือต้นปี 2562
ไม่เพียงแค่นั้น ยังกระทบถึงกระบวนการจัดทำนโยบายเพื่อใช้ในการหาเสียง ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้เรื่องนี้มีความพิเศษ ละเอียดอ่อนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติห้ามการนำเสนอนโยบายแบบหลอกลวง ต้มตุ๋นชาวบ้าน ให้สัญญิง สัญญา โดยให้เงินล่วงหน้า ขาดความสมเหตุสมผล ไม่คุ้มค่า เป็นการใช้เงินละลายแม่น้ำเพื่อสร้างคะแนนนิยมเป็นหลัก เข้าข่ายคอร์รัปชั่นทางนโยบาย ทำไม่ได้แล้ว
นโยบายต้องชัดเจนมีความเหมาะสม มีที่มาที่ไป มีหลักวิชาการ มีฐานวิจัยรองรับ มีความคุ้มค่า ที่มาของเงินมาจากไหน เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงของพรรคและผลประโยชน์ของนักการเมือง
เมื่อกติกากำหนดภาคบังคับไว้เช่นนี้ พรรคการเมืองจึงต้องใช้เวลา มีกระบวนการจัดทำนโยบายที่รอบคอบกว่าที่ผ่านมา พิจารณาถึงความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์โดยเฉพาะฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งปัจจุบันและอนาคต
ที่สำคัญ ต้องศึกษาวิเคราะห์ กรอบแนวทางที่รัฐบาลแม่น้ำห้าสายวางไว้ ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีในภาพรวม กับยุทธศาสตร์แต่ละด้าน และแผนปฏิรูปประเทศ 13 ด้าน
ซึ่งถูกมองว่าเป็นโรดแมปทางการบริหารของพรรคทหารหรือพรรคการเมืองที่สนับสนุนผู้นำ คสช.ให้อยู่ในอำนาจต่อไป
ด้วยเหตุนี้พรรคการเมือง กลุ่มการเมืองจึงต้องสังเคราะห์เรื่องเหล่านี้ที่บัญญัติไว้ในราชกิจจานุเบกษาให้รัฐบาลใหม่ต้องสานต่อ เพื่อหาคำตอบว่าแต่ละพรรคจะมีความคิด จุดยืน ท่าที วิธีการสนองตอบอย่างไร
จะยืนยันตามเดิมที่ถูกจัดทำไว้ หรือปรับปรุงแก้ไขโดยเสนอนโยบายใหม่อะไร ที่เห็นว่าเหมาะสม เป็นไปได้ เหมาะสมกับสถานการณ์ในอนาคตยิ่งกว่า ต้องมีคำตอบสำหรับบอกกล่าวกับพี่น้องประชาชนในเวทีหาเสียงเลือกตั้งอย่างแน่นอน
ฉ ะนั้นมุมมองเรื่องเวลาขับเคลื่อนของพรรค การเมืองไม่ว่าสนับสนุนแม่น้ำห้าสายหรืออยู่ฝั่งตรงข้าม เพียงแค่เพื่อการจัดวางกำลังคนให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งและชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้สำเร็จเป็นสำคัญประการเดียว จึงไม่ถูกต้อง
ครบถ้วน
มิติเรื่องของการแข่งขันทางนโยบายเพื่อสร้างการรับรู้ ตื่นตัวและมีส่วนร่วมของสังคมในด้านเนื้อหาสาระการบริหารจัดการประเทศจะไปทางไหน ต้องให้ความสำคัญ
หาไม่เช่นนั้นแล้ว ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยุทธศาสตร์เฉพาะด้านและแผนปฏิรูปประเทศ 13 ด้าน ก็จะมีสภาพไม่แตกต่างไปจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หลายแผนที่ผ่านมา
มีแผนแต่ไม่ได้รับการตอบสนองปฏิบัติ หรือปฏิบัติไปอีกทางหนึ่ง จนถึงขั้นสวนทางกันก็เคยมี
การเอ่ยปากยอมรับเป็นครั้งแรกของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ว่าเป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหาร ก็เป็นเพียงการลดแรงกดดันจากพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองและผู้คนในสังคมที่มีต่อทหารลงระดับหนึ่ง และปูทางให้เกิดการยอมรับเพื่อเข้าสู่เส้นทางการเมืองสะดวกยิ่งขึ้นเท่านั้น
ขณะที่โครงสร้างทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ ที่วางตัวช่วยนายกฯคนนอกไว้อย่างแข็งขัน ยังคงเป็นไปตามเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป ความไม่เสมอภาคในการเข้าสู่อำนาจ ความไม่เป็นธรรมทางการเมืองระหว่างผู้แข่งขันยังดำรงอยู่
ยิ่งไม่ยอมปลดล็อกเงื่อนเวลาเพื่อให้การเตรียมการทั้งเรื่องจัดหาตัวบุคคลลงสมัครและตระเตรียมแนวทางนโยบายที่ถูกต้อง ให้เหมาะสมเพียงพอ การเมืองใหม่ที่ต้องการเห็นการปฏิรูปก็คงเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ ต่อไป
เพราะบรรยากาศการเลือกตั้ง การแข่งขันยังคงย่ำอยู่กับที่เหมือนก่อน คือ เน้นตัวบุคคลมากกว่า
ขณะที่การแข่งขันทางนโยบายที่ควรจะก้าวหน้าไปกว่าการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา อีกหลายเท่า กลับถดถอยไม่เป็นจริง

