เมื่อญี่ปุ่นยกพลขึ้นฝั่งและยึดวิคตอเรีย พอยท์ (ปัจจุบันคือจังหวัดเกาะสอง) ทางตอนใต้สุดของพม่าได้ในวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ.1941 (พ.ศ.2494) ญี่ปุ่นยึดเมืองท่าสำคัญๆ ของสหราชอาณาจักรในเอเชียไว้ได้เกือบทั้งหมดแล้ว ทั้งฮ่องกง มาลายา และกำลังจะพิชิตสิงคโปร์ในอีกไม่กี่วัน พม่าจะตกอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นอย่างสมบูรณ์ในอีกเพียง 2 เดือนถัดมา ความพ่ายแพ้ของกองทัพสหราชอาณาจักรทำให้พวกเขาต้องถอยร่น (retreat) หรือพูดง่ายๆ คือหนีขึ้นไปทางพม่าเหนือเพื่อไปตั้งหลักใหม่ มีเป้าหมายอยู่ที่เขตชายแดนพม่า-อินเดียแถบรัฐอัสสัม โดยหวังว่ากองกำลังทหารซีปอยที่ประจำการอยู่ที่อิมพาล (Imphal) ในมณีปุระจะยกทัพมาช่วยทัพที่พม่าได้ และจะช่วยสกัดกองทัพญี่ปุ่นไม่ให้รุกรานอินเดียได้ไม่ยาก การถอยทัพจากพม่าตอนล่างแถบเมืองไจก์โท (ใกล้กับพระธาตุอินทร์แขวน) เพื่อหลบหลีกกองทัพญี่ปุ่นขึ้นไปยังพม่าตอนบนมีระยะทางเกือบ 1,800 กิโลเมตร นับเป็นการถอยทัพที่ไกลที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 2
แม้ระยะทางจะยาวไกล แต่กองทัพญี่ปุ่นพิสูจน์ให้ราชาแห่งอาณานิคมอย่างสหราชอาณาจักรเห็นว่ากองทัพแห่งจักรพรรดิญี่ปุ่นไม่ย่อท้อและมุ่งมั่นจะสร้างวงศ์ไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพาที่พวกเขาวางแผนไว้ให้ได้ หลังถอยทัพมาได้เกือบ 1,000 กิโลเมตร กองทัพญี่ปุ่นปะทะกับกองทัพของสหราชอาณาจักรครั้งใหญ่อีกครั้งหลังข้ามเทือกเขาอาระกันโยมาและมาถึงยะไข่ (อาระกัน) แถบเมือง กองทัพญี่ปุ่นเล็งเห็นว่ายะไข่มีแม่น้ำสายใหญ่หลายสาย อย่างแม่น้ำมายู (Mayu) และแม่น้ำกะลาดาน (Kaladan) มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ และสามารถใช้เป็นทางออกทั้งทางบกและทางเรือเพื่อไปโจมตีอินเดียได้ สหราชอาณาจักรจึงจำเป็นต้องต่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่นอย่างหนักที่ยะไข่ ส่วนหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้ยะไข่ตกอยู่ในเงื้อมมือของญี่ปุ่น และเพื่อยกระดับสภาพจิตใจของกองพลที่ต่างเหนื่อยล้าและหมดกำลังใจจากการถอยร่นและตั้งรับ
มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปของกองทัพสหราชอาณาจักรในพม่ามาจากการขาดความชำนาญการรบในป่า (jungle warfare) ยุทธวิธีการรบที่กองกำลังทหารซีปอยและอื่นๆ ใช้ในพม่าแทบไม่ต่างกับยุทธวิธีรบที่สหราชอาณาจักรใช้ที่ยิบรอลตาทางตอนใต้ของสเปน ดันเคิร์ก หรืออินเดีย ต่างกับทหารญี่ปุ่นที่ถูกฝึกมาให้แทรกซึมเข้าไปในหมู่บ้านและในป่าเพื่อสกัดกั้นกองทัพของ
ศัตรู แต่สภาพการณ์นี้จะเปลี่ยนไปเมื่อจอมพล อาชิบาลด์ วาเวลล์ (Archibald Wavell) ผู้บัญชาการกองทัพของสหราชอาณาจักรในอินเดียขณะนั้นตัดสินใจส่งนายพลจัตวา ออร์ด วินเกต (Orde Wingate) เข้ามาบัญชาการรบในพม่าตอนบน แนวทางที่วินเกตนำมาใช้แตกต่างออกไปจากคู่มือการฝึกทหารแบบเดิมโดยสิ้นเชิง ผลงานของวินเกต “เข้าตา” วาเวลล์และแม่ทัพนายกองคนสำคัญๆ ในกองทัพสหราชอาณาจักรจากการนำกองทัพของสหราชอาณาจักรในปาเลสไตน์และอาบิสซิเนีย (ปัจจุบันคือเอธิโอเปีย) ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2
วินเกตมีชื่อเสียงจากการฝึกกองทัพให้รบแบบกองโจร เปลี่ยนรูปแบบการรบแบบจักรวรรดิเดิมๆ ที่มีพิธีรีตอง และการฝึกที่เป็นแบบแผน ในกรณีของพม่า เขาฝึกกองพลแบบกองโจรและส่งเข้าไปแทรกซึมในพม่า วินเกตเลือกสัตว์ในเทพนิยายอย่าง “สิงห์” หรือที่พม่าเรียกว่า “ชินเต” เป็นสัญลักษณ์ประจำกองกำลังใหม่คือกองกำลังทหารราบอินเดียที่ 77 ต่อมาคำว่า “ชินเต” กร่อนเป็น “ชินดิต” (Chindit) และเนื่องจากคำหลังฟังดูขึงขังกว่าคำแรก (อาจจะเป็นเพราะไปพ้องกับคำว่า “bandit” ที่แปลว่ากองโจรด้วย) เลยกลายมาเป็นชื่อหน่วยกองโจรที่มีชื่อเสียงภายใต้การบัญชาการรบของออร์ด วินเกต มาตั้งแต่ตอนนั้น น่าสนใจว่าทหารในกองกำลังทหารราบอินเดียที่ 77 นั้นเป็นส่วนผสมระหว่างทหารจากสหราชอาณาจักร
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานในอู่เรือจากลิเวอร์พูล และยังมีกองพลอื่นๆ ที่ประกอบด้วยทหารจากอินเดีย ทหารกุรข่า และกองกำลังรักษาดินแดนจากไนจีเรีย
ชินดิตยังมีกองกำลังที่สำคัญอีกกองหนึ่งที่เรียกว่า Burma Rifles หรือกองแม่นปืนพม่า แต่ในกองพลนี้แทบไม่มีชาวพม่าอยู่เลย ส่วนมากเป็นชนกลุ่มน้อยที่คุ้นเคยกับภูมิประเทศที่เป็นภูเขา ได้แก่ ชาวกะเหรี่ยง กะฉิ่น และฉิ่น เป็นที่น่าสังเกตว่าเจ้าอาณานิคมไม่ดึงชาวพม่าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธวิธีแบบกองโจรหรือในกองทัพอื่นๆ เลย เพราะหวาดระแวงชาวพม่าเป็นพิเศษ เกรงว่าจะเป็นไส้ศึก มองว่าชาวพม่าจับจดและยังมีประสบการณ์ที่ไม่ดีนักในการว่าจ้างชาวพม่าให้มาเป็นทหารหรือตำรวจ เนื่องด้วยอัตราการละทิ้งหน้าที่หรือการบอกเลิกสัญญากลางคันนั้นเกิดขึ้นบ่อยมาก สหราชอาณาจักรแก้ปัญหาโดยไม่ว่าจ้างชาวพม่าอีกเลย
ในปฏิบัติการของชินดิตครั้งแรกในปี 1943 (พ.ศ.2496) ชินดิตของวินเกตประกอบด้วย 7 กองร้อย กองร้อยละประมาณ 400 คน ทั้งหมดเป็นกองทัพที่เดินเท้าเท่านั้น ปรัชญาของ
วินเกตมีอยู่ว่าการที่จะแทรกซึมเพื่อหาข่าวและทำลายล้างคู่ต่อสู้ได้ กองทัพของเขาต้องเคลื่อนที่ได้เร็วที่สุด ชินดิตจึงไม่มีเกวียนที่ใช้ขนส่งเสบียงขนาดใหญ่เหมือนกับกองกำลังอื่นๆ เสบียงที่แต่ละกองร้อยพกเข้าป่าเพียงพอสำหรับ 1 สัปดาห์เท่านั้น และเสบียงจะถูกนำมาเติมโดยใช้เครื่องบินของกองทัพอากาศแห่งสหราชอาณาจักร (RAF) กองร้อยแต่ละกองจะแบ่งย่อยออกเป็นอีกหลายกอง และเดินทางเป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อไม่ให้ข้าศึกจับได้ ชินดิตเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วสารพัดประโยชน์ หน้าที่หลักๆ ของพวกเขา เช่น การตัดเสาไฟฟ้า โทรเลข การทำลายเส้นทางรถไฟ และตัดการสื่อสารไม่ให้กองกำลังฝั่งญี่ปุ่นติดต่อกันได้
อย่างไรก็ดี ปฏิบัติการของชินดิตในระยะแรกล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะไม่สามารถทำอะไรกองทัพญี่ปุ่นได้ และยังสูญเสียกำลังพลของตนเองไปมากมาย จากกำลังพล 3,000 นาย ที่เคยมี ลดลงเหลือ 2,182 นาย หลังปฏิบัติการของชินดิตครั้งแรกสิ้นสุดลงในปี 1943 แต่ฝ่ายสัมพันธมิตรภายใต้การนำของประธานาธิบดีรูสเวลท์ และนายกรัฐมนตรีเชอร์ชิลล์กลับไม่ถอดใจปฏิบัติการของชินดิต กองกำลังของวินเกตมีกำลังพลเพิ่มขึ้นอย่างมาก และเขายังได้รับคำสั่งให้เป็นกองหนุนกองทัพของสหรัฐอเมริกาภายใต้นายพล สติลเวลล์ (Joseph Stilwell) ที่กำลังบัญชาการรบสมรภูมิใหญ่ทั้งจีน พม่า และอินเดีย
ในสัปดาห์หน้า เราจะมาติดตามปฏิบัติการชินดิตครั้งที่ 2 กันต่อ ผลจะเป็นอย่างไรเมื่อชินดิตทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กองทัพอเมริกัน และหลังจากนี้ยังมีสมรภูมิการรบครั้งใหญ่ในอินเดียใกล้กับชายแดนพม่า ซึ่งหลายท่านคงจะคุ้นเคยกับสมรภูมิที่โคฮิมา (Kohima) และอิมพาล


