หน้าแรก คอลัมนิสต์ สัมพันธ์ เหล่...

สัมพันธ์ เหล่าทัพ “คสช.” และ “รัฐบาล” เริ่ม ละเอียดอ่อน

13.01.18 | 18:18 น.

คล้ายกับว่าการประชุม ผบ.เหล่าทัพที่นำโดย พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ณ กองบัญชาการกองทัพบก แล้วออกมาประกาศเป็นมติว่า

กองทัพจะยังคงดำเนินการตามปกติ ทั้งการสนับสนุนรัฐบาลและเป็นเครื่องมือให้กับ คสช.

จะเป็นเรื่องปกติและธรรมดาอย่างยิ่งในทางการเมือง ในทางการปกครอง เพราะ “ทุกอย่างมีกฎหมายและ พ.ร.บ. รวมถึงขั้นตอนการดำเนินการอยู่แล้ว”

กระนั้น ปรากฏการณ์บางปรากฏการณ์ก็อาจนำภาวะ “อ่อนไหว” ให้บังเกิด

ปรากฏการณ์ 1 คือ การประกาศเป็น “นักการเมือง” และการแสดงความพร้อมที่จะเข้าดำรงตำแหน่งเป็น “นายกรัฐมนตรี” ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ

Advertisement

ปรากฏการณ์ 1 คือ การเดินหน้าเข้าสู่ “การเลือกตั้ง”

ความอ่อนไหวในที่นี้มิได้อยู่ที่สถานะการเป็น “นักการเมือง” ของนายกรัฐมนตรีประการเดียว หากแต่ยังอยู่ที่ความเป็น “การเมือง” ของรัฐบาลและ คสช.อีกด้วย

นั่นก็คือ สถานะในทางการเมืองของ “คสช.”

ต้องยอมรับว่า องค์กร “คสช.” เป็นผลผลิตจากกระบวนการของ “รัฐประหาร” มีเป้าหมายเฉพาะหน้า คือ เข้ามาจัดระเบียบและคืนความสุข

เด่นชัดว่าต้องการเล่นบทเป็น “กรรมการ”

หากดูจากคำยืนยันเสมอมาไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โดยเฉพาะเมื่อมีการดำเนินโครงการ “ปรองดอง” ในต้นปี 2560

มีการตั้งข้อสังเกตว่า คสช.และรัฐบาลคือ 1 ในคู่ความขัดแย้ง

แล้วได้รับการปฏิเสธอย่างแข็งขันไม่ว่าจะจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าจะจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ว่าไม่ใช่

เท่ากับยืนยันบทบาทในฐานะ “กรรมการ”

แต่พลันที่มีคำประกาศแสดงสถานะ ความเป็น “นักการเมือง” จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมกับแสดงความพร้อมที่จะเข้าดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี “คนนอก”

สถานะของ “คสช.” ก็เข้าสู่ “พื้นที่” ใหม่ทันที

ยิ่งโหมดเลือกตั้งตามโรดแมปคืบเข้ามาใกล้เพียงใด ปมแห่งความเป็น “การเมือง” และ “นักการเมือง” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะกลายเป็นประเด็น

กระทั่ง อาจตีความได้ว่า คสช.เป็น “พรรคการเมือง”

เพราะ คสช.คือฐานที่มาแห่ง “แม่น้ำ 5 สาย” ซึ่งมีส่วนอย่างสำคัญในการกำหนดกฎกติกาอันรวมศูนย์อยู่ที่ 1 รัฐธรรมนูญ 1 ประกาศและคำสั่ง

ซึ่งอ่านได้อย่างแจ่มชัดว่า ต้องการอยู่ใน “อำนาจ”

กระบวนการเลือกตั้งนั้นเองจะลากดึงให้ คสช.และรัฐบาลเข้าไปมีส่วนกับการต่อสู้เพื่อชิงความได้เปรียบในทางการเมือง

จะนำไปสู่การตรวจสอบตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 จนถึงวันเลือกตั้ง

เผลอๆ อาจโยงไปยังสถานการณ์ก่อนหน้านั้นอันเป็นเงื่อนไขนำไปสู่การทำรัฐประหารในนามของ คสช.

เพราะในที่สุดทุกอย่างล้วนกระทำในนาม “พรรค คสช.”

เมื่อเป็นเช่นนี้มติและคำประกาศของ ผบ.เหล่าทัพเมื่อวันที่ 10 มกราคม จะกลายเป็นประเด็นอันแหลมคมและร้อนแรงขึ้นมา

ณ วันนี้ ที่กระแสการแข่งขันและต่อสู้กันในเรื่องการเลือกตั้งยังไม่เข้มข้น มติและคำประกาศของ ผบ.เหล่าทัพอาจยังไม่กลายเป็นปัจจัย

แต่หากการต่อสู้และแข่งขันแหลมคมเมื่อใด

เมื่อนั้นกระแสในทางการเมืองจะลากดึงเอา ผบ.เหล่าทัพและการขับเคลื่อนของกองทัพเข้าไปอยู่ในมรสุมแห่งความขัดแย้งและการต่อสู้อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

และที่สุดก็จะเข้าสู่วงจรเดิมที่เรียกว่า “วงจรอุบาทว์”