หน้าแรก คอลัมนิสต์ อันวาร์ อิบรา...

อันวาร์ อิบราฮิม จะเป็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในอนาคตเมื่ออายุกว่า 70 ปี โดย : โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

17.01.18 | 14:09 น.
อันวาร์ อิบราฮิม, มหาธีร์ โมฮัมหมัด, นาจิบ ราซัก

การเลือกตั้งทั่วไปของทั้งประเทศไทยและประเทศมาเลเซียจะต้องเกิดขึ้นภายในปีนี้ (พ.ศ.2561) แต่ยังไม่มีการกำหนดวันเดือนที่แน่นอนเหมือนกัน แต่การเลือกตั้งทั่วไปของมาเลเซียดูน่าตื่นเต้นกว่าของไทยเยอะอย่างเทียบกันไม่ได้ เนื่องจากหากฝ่ายรัฐบาลแพ้ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันมีโอกาสติดคุกจากการคอร์รัปชั่นกรณีเจ้าชายซาอุดีอาระเบียโอนเงินเข้าบัญชีนายกรัฐมนตรีนาจิบเป็นจำนวนมหาศาล และฝ่ายค้านของมาเลเซียก็ร่วมมือกันอย่างไม่น่าเชื่อ เปรียบเสมือนในกรณีประเทศไทยที่หากพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยร่วมมือกันโค่นรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารเลยทีเดียว

มีตัวละครหลักในการเลือกตั้งทั่วไปของมาเลเซียในปีนี้ 3 คนคือ นายอันวาร์ อิบราฮิม อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายแพทย์มหาธีร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรี และนายนาจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ซึ่งผู้เขียนขอบรรยายภูมิหลังของบุคคลทั้งสามนี้พอสังเขป

1)อันวาร์ อิบราฮิม เกิดเมื่อ 10 สิงหาคม พ.ศ.2490 ปัจจุบันอายุ 70 ปี เป็นนักการเมืองมาเลเซียผู้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีมาเลเซียควบกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระหว่าง พ.ศ.2536-2541 ในการทำงานการเมืองช่วงแรก เขาเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของนายกรัฐมนตรีมหาธีร์ โมฮัมหมัด ถึงขนาดกล่าวขานกันว่าเปรียบเสมือนพ่อกับลูกเลยทีเดียว

โดยมหาธีร์ไว้วางใจให้อันวาร์รักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 2 เดือนเต็มใน พ.ศ.2540 และเกือบจะแน่นอนทีเดียวที่มหาธีร์ตั้งใจให้อันวาร์เป็นทายาททางการเมืองของเขา คือเป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากเขานั่นเอง แต่ในช่วงต้นปี พ.ศ.2540 อันวาร์รักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 เดือนเต็ม ขณะที่มหาธีร์ลาพักผ่อนยาวนั้น อันวาร์มุ่งที่จะขจัดคอร์รัปชั่นและระบบอุปถัมภ์ ซึ่งอันวาร์ได้กำหนดวิธีการลดทอนนโยบายปกป้องการค้า (protectionism) ของมาเลเซียที่เอื้อต่อการคอร์รัปชั่นและระบบอุปถัมภ์ได้เริ่มสร้างความไม่พอใจให้กับมหาธีร์ ครั้นเกิดวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งหรือฟองสบู่แตก ซึ่งเริ่มต้นที่ประเทศไทยเมื่อกลางปี พ.ศ.2540 ความสัมพันธ์ระหว่างมหาธีร์กับอันวาร์ก็แตกหักจากกัน

เนื่องจากการแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่นี้ อันวาร์ต้องการที่จะแก้ไขตามหลักที่ทางองค์การไอเอ็มเอฟแนะนำแบบประเทศไทย แต่มหาธีร์กลับใช้นโยบายตรงกันข้าม ไม่เชื่อฟังไอเอ็มเอฟ พร้อมทั้งปลดอันวาร์ออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นอกจากนี้ยังขับอันวาร์ออกจากพรรคอัมโนซึ่งเป็นพรรครัฐบาลอีกด้วยใน พ.ศ.2541

Advertisement

หลังจากนั้นอันวาร์ได้กลายเป็นนักวิจารณ์รัฐบาลมหาธีร์คนสำคัญที่สุด ใน พ.ศ.2542 เขาถูกตัดสินจำคุก 6 ปีด้วยข้อหาทุจริต และใน พ.ศ.2543 ถูกตัดสินจำคุกอีก 9 ปีด้วยข้อหาร่วมเพศทางทวารหนักกับผู้ชายซึ่งถือว่าผิดกฎหมายอาญาของประเทศมาเลเซีย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้คนทั้งชาวมาเลย์และชาวต่างประเทศเชื่อว่าอันวาร์ถูกใส่ร้ายอย่างเป็นขบวนการจากทางรัฐบาล

ใน พ.ศ.2547 ศาลสหพันธรัฐกลับคำพิพากษาลงโทษที่สอง เนื่องจากมีข้อสงสัยเรื่องหลักฐานเท็จและอันวาร์ได้รับการปล่อยตัว แต่ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2551 เขาถูกจับกุมจากข้อกล่าวหาว่าเขาร่วมเพศกับเพื่อนร่วมงานชายคนหนึ่งทางทวารหนัก แต่ศาลพิพากษายกฟ้องในเดือนมกราคม พ.ศ.2555 ต่อมาอันวาร์ได้เป็นผู้นำในฝ่ายค้านและช่วยรวมพรรคฝ่ายค้านเป็นปากาตันรักยัต (แนวร่วมพันธมิตรประชาชน) ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2551 และ 2556 ได้ควบคุมรัฐบาลระดับรัฐ 4 รัฐคือ กลันตัน เคดะห์ ปีนัง และสลังงอร์ และได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นพรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่งของประเทศมาเลเซีย

แต่ในวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ.2557 ศาลอุทธรณ์ได้กลับคำพิพากษายกฟ้องของศาลชั้นต้น เป็นจำคุกอันวาร์ 5 ปี ในข้อหาร่วมเพศทางทวารหนักกับผู้ชาย ปัจจุบันอันวาร์กำลังรับโทษจำคุกอยู่ 3 ปีกว่าแล้ว

2)ส่วนประวัติของ มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด คู่กัดเบอร์หนึ่งของอันวาร์ อิบราฮิม เกิดที่รัฐเคดะห์ วันที่ 10 กรกฎาคม เมื่อปี พ.ศ.2468 ได้เป็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซียตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 จนถึง พ.ศ.2546 รวมเวลา 22 ปี โดยเป็นนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียที่อยู่ในวาระที่นานที่สุด มหาธีร์เรียนจบแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมาลายาเมื่อ พ.ศ.2498 ทำงานเป็นนายแพทย์ได้ 2 ปี ก่อนลาออกจากราชการ สมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่รัฐเคดะห์อยู่ 14 ปี ก่อนที่จะสมัครเป็นผู้แทนราษฎรเข้าสู่รัฐสภามาเลเซียในปี พ.ศ.2507 แต่ก็เสียตำแหน่งในการเลือกตั้งครั้งต่อไปที่บ้านเกิดของเขาเอง หลังจากนั้นมหาธีร์ก็ถูกไล่ออกจากพรรคพันธมิตรอัมโน (UMNO) เมื่อ พ.ศ.2512 เพราะมีเรื่องขัดแย้งในนโยบายภูมิบุตรอย่างหนักกับตนกู อับดุล ระห์มัน นายกรัฐมนตรี จนกระทั่งหลังจากที่ตนกู อับดุล ระห์มันลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อับดุล ราซักขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากตนกู อับดุล ระห์มัน ใน พ.ศ.2513 มหาธีร์จึงได้กลับมาในพรรคอัมโนอีกครั้ง และก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นคณะรัฐมนตรีในปี พ.ศ.2519 และต่อมาก็ได้รับเลือกให้เป็นรองนายกรัฐมนตรี และต่อมาในปี พ.ศ.2524 มหาธีร์ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย หลังจากการลาออกของฮุสเซน ออนน์ ถือเป็นการเปิดฉากเริ่มต้นการเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งที่นานที่สุดของมาเลเซียตลอดระยะการทำงานเป็นนายกรัฐมนตรีของมหาธีร์ มาเลเซียเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมากเป็นอันดับสองของกลุ่มประเทศอาเซียนรองจากสิงคโปร์

ครับ! ตั้งแต่มหาธีร์ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ.2546 แล้ว ประเทศมาเลเซียก็มีนายกรัฐมนตรีอีก 2 คน โดยนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันที่ขึ้นดำรงตำแหน่งเมื่อ พ.ศ.2552 คือนาจิบ ราซัก บุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของมาเลเซียนั่นเอง

3)แรกเริ่มเดิมที นายนาจิบ ราซัก ก็ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป แต่ต่อมามีข่าวการคอร์รัปชั่นของนาจิบหนักขึ้นทุกที โดยใน พ.ศ.2552 หลังจากเข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ รัฐบาลของนาจิบได้จัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่ชื่อว่า 1Malaysia Development Berhad หรือกองทุน 1เอ็มดีบีขึ้น โดยเป็นกองทุนของรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อแสวงหากำไรโดยเฉพาะ โดยหวังว่ากองทุนนี้จะทำให้กรุงกัวลาลัมเปอร์เป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค และหวังให้มาเลเซียเป็นประเทศรายได้สูงภายใน พ.ศ.2563 แต่กองทุน 1เอ็มดีบีนี้ ตรงข้ามกับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ เป็นอาทิ คือใช้เงินกู้จากต่างชาติแทนที่จะเป็นเงินจากทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ

กองทุนนี้ได้สร้างหนี้มหาศาลแก่รัฐบาลมาเลเซีย มูลหนี้คิดเป็นมูลค่ากว่า 4.2 หมื่นล้านริงกิต ซึ่งใน พ.ศ.2558 กองทุนนี้ได้ผิดนัดชำระหนี้มูลค่า 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐแก่บรรดาเจ้าหนี้ต่างชาติ โดยถูกเปิดเผยว่าโครงการส่วนใหญ่ที่กองทุน 1เอ็มบีดีไปลงทุนนั้นไม่ได้สร้างผลกำไรเลย ทำให้อัยการสูงสุด อับดุล ปาลาอิล ทำการสืบสวนว่าเงินจากกองทุนนี้ได้ไปยังไงมายังไงบ้าง ซึ่งปรากฏหลักฐานว่า ตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2556 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2558 มีเงินจำนวนรวมกว่า 681 ล้านเหรียญสหรัฐ (2,672 ล้านริงกิต) ได้ถูกโอนจากกองทุน 1เอ็มดีบีไปยังบัญชีส่วนตัวของนาจิบ จึงมีการประท้วงครั้งใหญ่ในกัวลาลัมเปอร์เรียกร้องให้นาจิบลาออก แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มิหนำซ้ำมีรัฐมนตรีในรัฐบาลนาจิบเองบางคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นาจิบ ก็ถูกนาจิบปรับออกในการปรับคณะรัฐมนตรีกลางวาระทั้งหมด

ต่อมาในวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2558 สำนักงาน ป.ป.ช. ของมาเลเซียได้ออกมาแถลงว่าเงินโอนดังกล่าวเป็นเงินบริจาค ไม่ใช่เป็นเงินจากกองทุน 1เอ็มดีบี แต่ไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้บริจาคนั้นไม่กี่วัน ทางพรรคอัมโนได้อ้างว่าเงินบริจาคดังกล่าวเป็นเงินจากซาอุดีอาระเบีย เพื่อเป็นการตอบแทนที่ช่วยต่อสู้กับกลุ่มรัฐอิสลาม (IS) เช่นกัน นอกจากนี้ นาจิบได้ปลดอัยการสูงสุด อับดุล ปาลาอิล ออกจากตำแหน่งและแต่งตั้งโมฮัมหมัด อาลี เป็นอัยการสูงสุดแทน โดยโมฮัมหมัด อาลีแจ้งว่า เงินจำนวน 681 ล้านดอลลาร์ที่ได้ถูกโอนไปยังบัญชีส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีนาจิบเป็นเงินบริจาคส่วนตัวจากเจ้าชายองค์หนึ่งของซาอุดีอาระเบีย ในขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศและการคลังของซาอุดีอาระเบียกล่าวว่า ไม่พบข้อมูลการส่งเงินของขวัญดังกล่าว แต่นาจิบยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปโดยไม่มีใครทำอะไรได้

แต่การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่จะต้องกำหนดก่อนเดือนสิงหาคม พ.ศ.2561 ตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากนาจิบเป็นนายกรัฐมนตรีครบเทอมแล้ว ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการกำหนดวันเลือกตั้งที่แน่นอน แต่ปรากฏว่ามหาธีร์ได้ไปทำความตกลงกับพรรคแนวร่วมฝ่ายค้านปากาตัน ฮารัปปัน (เหมือนคำขวัญฮารัปปันบารูของไทย) ซึ่งตั้งขึ้นใหม่แทนปากาตันรักยัตที่มีอันวาร์เป็นหัวหน้าอย่างไม่เป็นทางการว่าจะเข้าร่วมกับพรรคแนวร่วมฝ่ายค้านนี้เพื่อโค่นรัฐบาลของนาจิบให้ได้ โดยมหาธีร์จะขึ้นเป็นรักษาการนายกรัฐมนตรี เพื่อจะโอนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้อันวาร์หลังจากนายอันวาร์พ้นโทษ โดยสัญญาว่าจะหาทางนิรโทษกรรมให้อันวาร์โดยเร็ว

เชื่อไหมครับท่านผู้อ่านที่เคารพ จากรายงานข่าวว่าอันวาร์ตกลงครับ! ซึ่งถ้าเป็นความจริงก็แสดงว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรในวงการเมือง” จริงๆ