ตัวนาฬิกาไม่เป็นปัญหา เพราะยังทำหน้าที่ของมันต่อไปด้วยความซื่อสัตย์ เดินตรงตามโลกที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปชั่ววันชั่วคืน ปัญหาอยู่ที่คน คนใส่ คนเป็นเจ้าของต่างหาก จะฝ่าด่านความสงสัย ข้องใจ ของผู้คนไปได้อย่างไร
ทั้งความเป็นจริงของการได้มา การครอบครอง การปฏิบัติตามบรรทัดฐานทางกฎหมายภายใต้ความเสมอภาค มาตรฐานเดียวกันกับผู้ที่ถูกกล่าวหา รายอื่นๆ ที่ผ่านมา แต่ไม่มีบั้งบ่ามารองรับ
องค์กรที่มีอำนาจติดตามตรวจสอบและสังคมจะรักษาบรรทัดฐานเดียวกันกับหลายกรณีก่อนหน้านี้ที่ถูกชี้มูลความผิด ลงโทษไปแล้ว ไว้ต่อไปได้หรือไม่
กรณีนาฬิกาหรู จึงมีผลกระทบถึงสถานการณ์การเมืองอย่างปฏิเสธไม่ได้
มีโอกาสที่จะทำให้คำประกาศสวยหรูและความพยายามเพื่อบรรลุเป้าหมายที่จะก้าวต่อไปพังครืนลงได้
การสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ ที่ลงทุนลงแรงไปก็จะหมดสิ้นศรัทธาความเชื่อถือ เหตุจากการเลือกปฏิบัติ สองมาตรฐาน
ประเทศไทย คนไทย 4.0 ความซื่อสัตย์ เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ กลายเป็นความฝันอันบรรเจิด
ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 วันที่ 22 กรกฎาคม 2557 เขียนไว้ชัด “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่วางกติกาการเมืองให้รัดกุม เหมาะสม ป้องกันและปราบปรามการทุจริต สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเป็นธรรม”
คำที่เคยประกาศไว้เมื่อตอนยึดอำนาจกลับมาย้อนเข้าหาตัวเอง
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 6 เมษายน 2560 มาตรา 267 ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ 10 ฉบับ 1 ในนั้นคือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
แต่เมื่อเข็นกฎหมายออกมากลับเกิดปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เกิดข้อสงสัยการปฏิบัติสองมาตรฐานในการบัญญัติกฎหมาย มีคำถามถึงวาระซ่อนเร้นเพื่อต้องการสืบทอดอำนาจให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันทำหน้าที่ต่อไป หรือไม่
เหตุเพราะมีโอกาสเชื่อมโยงถึงการทำหน้าที่วินิจฉัยกรณีกล่าวหา ร้องเรียนต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องนาฬิกาหรูที่กำลังฮือฮา อยู่ในความสนใจติดตามของประชาชนและสื่อมวลชนทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่องกว้างขวาง
การปฏิบัติสองมาตรฐานจึงเป็นปัจจัยบ่อนเซาะ เสถียรภาพฝ่ายบริหารและการเมือง นอกจากความไม่แน่นอนเรื่องกฎหมายลูก ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ที่ยังไม่นิ่งจนทุกฝ่ายมั่นใจ
การประกาศตัวเองมาตลอด เป็นผ้าขาวบริสุทธิ์ การป้องกันปราบปรามทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ
ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 127/2557 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2557 พล.อ.ประยุทธ์
จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ที่ว่า เนื่องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติมี นโยบายสำคัญและเร่งด่วนในการป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ให้มีคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นประธานกรรมการ
ดำเนินการจนมีผล มีคำสั่งโยกย้าย ระงับการทำหน้าที่ สอบสวนความผิดข้าราชการจำนวนมาก จนเกษียณราชการไปส่วนหนึ่ง ยังไม่ปรากฏผลการสอบสวนอีกไม่น้อย
จนเกิดเสียงร้องขอให้คืนความเป็นธรรมกับข้าราชการเหล่านี้ให้เร็วที่สุด ซึ่งยังไม่มีคำตอบจากผู้นำรัฐบาลจะเร่งรัดจัดการสำเร็จเสร็จสิ้นเมื่อไหร่
ในขณะที่การตัดสินกรณีร้องเรียนทุจริต ไม่แจ้งทรัพย์สิน และแจ้งเท็จกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการระดับสูงคนอื่นๆ ป.ป.ช.ทยอยแถลงผลตามลำดับเรื่อยมา ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเคลื่อนไหวขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นภาคประชาชน
เหตุเกิดกับนาฬิกาหรู จะต่างจากกรณีอื่นๆ และกรณีนักจัดรายการทีวีชื่อดังถูกเรียกร้องกดดันจนกระทั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก่อนที่ ป.ป.ช.จะสรุปผลสอบสวน อัยการส่งฟ้องศาล ดำเนินคดีในที่สุด หรือไม่
กรณีนาฬิกาหรูจึงไม่เพียงแต่เป็นการทดสอบพลังทางสังคมที่มีต่อบุคคลสาธารณะผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น ยังทดสอบบรรทัดฐานองค์กรสาธารณะที่ประกาศชัดแจ้งในวันงานต่อต้านคอร์รัปชั่น
สากลว่าจะยืนหยัดเพื่อความเปิดเผยโปร่งใสอีกด้วย

