การเสียชีวิตกะทันหันของนักร้องหญิง โดโลเรส โอริออร์แดน นักร้องหญิงแห่งวงแครนเบอร์รีส์ ในวัย 46 ปีเป็นข่าวใหญ่ของวงการเพลงในช่วงเวลานี้
ผู้ที่ไม่ได้ติดตามผลงานมากนักอาจจะยังงงๆ เล็กน้อยว่าเป็นใคร แต่ถ้าเอ่ยถึงชื่อเพลง “ซอมบี้” (Zombie) ก็อาจจะนึกได้ทันที
มีแฟนเพลงเข้ามาเขียนคอมเมนต์ในเพจข่าวสดถึงข่าวของโอริออร์แดน ยกย่องเพลงซอมบี้ว่าเป็นเพลงที่ประทับใจมาก แต่ก็แปลกใจด้วยว่าที่บ้านเรานิยมเปิดเต้นกันในผับหรือสถานบันเทิงต่างๆ แถมบางที่เต้นรูดเสากันก็มี
ทั้งที่เนื้อหาของเพลงเป็นการต่อต้านสงครามและความรุนแรง เป็นเพลงแนวการเมืองเข้มข้นมาก
นักร้องหญิงผู้ตายเคยเล่าถึงการเขียนเพลงนี้ว่ามาจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญในปี 2536 ที่ไอร์แลนด์เหนือ ช่วงเวลานั้นยังอยู่ในช่วงสงครามการต่อสู้เพื่อแยกตัวเป็นเอกราชจากสหราชอาณาจักรอันเกี่ยวเนื่องมาจากความขัดแย้งทางศาสนาและการเมือง โดยมีกองกำลังติดอาวุธเผชิญหน้ากับรัฐบาลอังกฤษ ต่างฝ่ายต่างเอาชีวิตกัน
เป็นสงครามที่นักวิชาการไทยเองพยายามถอดแบบเรียนมาใช้ในกรณีสามจังหวัดชายแดนใต้ เพราะความขัดแย้งและห้ำหั่นกัน 30 ปีนี้ลงเอยด้วยการเจรจาในที่สุด
สำหรับที่มาของเพลงซอมบี้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์วันที่ 20 มีนาคม 2536 ซึ่งระเบิดที่มีผู้วางไว้ในถังขยะ บริเวณศูนย์กลางเมืองวอร์ริงตันลั่นขึ้น แรงระเบิดสังหาร ด.ช.ทิม พาร์รี อายุ 12 ปี และ ด.ช.โจนาธาน บอล อายุ 3 ขวบ อีกทั้งยังมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก
การที่เด็กที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ตกเป็นเหยื่อแบบนี้สะเทือนใจมาก นักร้องสาวจำได้ว่านำความสะเทือนใจนี้มาเขียนเป็นเพลง
เพลงเปิดตัวในปี 2537 ด้วยทำนองและเนื้อหาเร้าอารมณ์ถ่ายทอดผ่านเสียงร้องของโอริออร์แดน แสดงถึงความปวดร้าวใจจากผลกระทบของสงคราม กลายเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามไปทั่วโลกและยังคงไม่ล้าสมัยถึงปัจจุบัน
ถ้าจะมีใครนำเพลงนี้ไปทำมิวสิกวิดีโอเพลงประกอบภาพสงครามซีเรีย เยเมน หรืออิรัก อัฟกานิสถาน เนื้อหาและอารมณ์จะยังคงเดิม
แต่ถ้ารู้และยังใช้เต้นรูดเสาอยู่อีก อันนี้จะเป็นเรื่องแปลกต่อไป
กรณีนี้คล้ายกับ เพลงสุกียากี้ ของญี่ปุ่น ที่ขับร้องโดย คิว ซากาโมโตะ และแต่งโดย โรกุสุเกะ เอ เป็นเพลงที่โด่งดังไปทั่วโลกเช่นเดียวกันตั้งแต่ยุค 60 ที่คนชาติอื่นๆ มักฟังและร้องกันด้วยอารมณ์สนุกสนานครื้นเครง อาจเพราะชื่อไปตรงกับอาหารสุกียากี้ จึงน่าจะเป็นแนวสนุก
จริงๆ แล้วเนื้อหาดั้งเดิมของเพลงนั้นออกจะเศร้าทีเดียว เพราะเป็นนาทีที่ชายคนหนึ่งพยายามแหงนหน้ามองฟ้าเพื่อไม่ให้น้ำตาไหลออกมา ด้วยความคับแค้นใจหลังสงครามโลกที่สหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่นลงนามในสนธิสัญญาความร่วมมือและความมั่นคง จึงถือเป็นเพลงการเมืองอีกเพลงหนึ่งเหมือนกับเพลงซอมบี้
แต่เมื่อบ้านเรารับกระแสความฮิตของเพลงทั้งสองมาจึงรื่นรมย์เฉพาะตัวทำนองที่โดนใจ ไม่ทันได้ดูหรือใส่ใจเนื้อเพลงเท่าไรนัก
นี่อาจเป็นการรับกระแสโลกในแนวทาง “ไทยนิยม” อีกแบบหนึ่งก็เป็นได้
…………….
ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

