หน้าแรก คอลัมนิสต์ อำนาจที่ถูกละ...

อำนาจที่ถูกละเลย โดย : นิธิ เอียวศรีวงศ์

22.01.18 | 15:19 น.

ข้อเสนอเมื่อเร็วๆ นี้เกี่ยวกับคนไม่เท่ากัน ไม่แนบเนียนนัก แต่ตรงไปตรงมากว่าข้อเสนอที่เคยมีมา

นั่นก็คือ ระดับการศึกษาย่อมให้สิทธิแก่พลเมืองไม่เท่ากัน คนมีการศึกษาสูงจะได้สิทธิมากกว่า โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง เช่นนับคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นตามวุฒิการศึกษา

แปลวิธีการนี้ออกมาในทางปฏิบัติก็คือ เมืองจะมีเสียงมากกว่าชนบท (และน่าสงสัยว่าผู้หญิงจะมีเสียงมากกว่าผู้ชายด้วย หากใช้วุฒิการศึกษาเป็นเกณฑ์) แรงงานและชาวนารายย่อยจะมีเสียงน้อยกว่าสัดส่วนประชากรที่มีอยู่จริง รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งย่อมต้องวางนโยบายที่ตอบสนองต่อคนส่วนน้อยซึ่งกุมคะแนนเสียงไว้มาก หรืออย่างน้อยก็ไม่วางนโยบายที่ถูกใจคนส่วนใหญ่ ซึ่งกุมคะแนนเสียงลดลงจนถึงอาจน้อยกว่าคนส่วนน้อย

รัฐจะโอนทรัพยากรไปให้แก่คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่า แทนคนที่ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจ เช่นให้สวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลแก่ข้าราชการไว้สูงลิบ จ่ายงบประมาณแก่โรงเรียนดังสูงกว่าโรงเรียนบ้านนอก โรงพยาบาลในเมืองก็ได้งบประมาณและบุคลากรมากกว่าโรงพยาบาลบ้านนอก

ครับ โดยยังไม่ต้องใช้หลักการตามข้อเสนอนี้เลย รัฐไทยก็ทำอย่างนี้อยู่แล้ว และทำมานานแล้วด้วย เพียงแต่ว่าในปัจจุบันเริ่มมีคนจำนวนมากขึ้นที่เห็นว่าทำอย่างนี้ไม่เป็นธรรม และเป็นผลร้ายแก่ส่วนรวมในระยะยาว ซ้ำร้ายยังมีพรรคการเมืองซึ่งเปลี่ยนมาโอนย้ายทรัพยากรไปสู่คนด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่าที่สูงขึ้นมาก และทำให้พรรคการเมืองนั้นประสบความสำเร็จทางการเมืองอย่างที่ไม่เคยมีพรรคการเมืองใดเคยประสบมาก่อน

Advertisement

แต่ข้อเสนอนี้ตรงไปตรงมากว่าความพยายามจะหยุดยั้งความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีมาก่อน เช่น ยุติการซื้อเสียง, ต่อต้านการโกง, ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง, หรือถนนลูกรัง

หลังปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป กระฎุมพีใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการทอนอำนาจของชนชั้นสูง แต่กระฎุมพีก็ไม่ต้องการให้คนระดับล่างเอาเครื่องมือนี้ไปใช้เช่นกัน จึงกีดกันคนระดับล่างไว้ด้วยเกณฑ์ของทรัพย์สิน เช่นทั้งชีวิตไม่เคยมีบ้านของตนเองเลย จึงไม่เคยเสียภาษีทรัพย์สิน แปลว่าไม่มีเดิมพันอยู่ในชาติเลย หรือถึงมีก็น้อยเสียจนนับไม่ได้ แล้วจะมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง กำหนดชะตากรรมของบ้านเมืองที่คุณไม่มีเดิมพันอยู่ด้วยได้อย่างไร เหมือนคนไทยไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียงในมาเลเซีย

แต่หลักการข้อนี้ตั้งอยู่ได้ยาก ก็เกณฑ์เขาไปตายในสงคราม แล้วจะบอกว่าเขาไม่มีเดิมพันในชาติได้อย่างไร ในทางปฏิบัติ พรรคการเมืองและนักการเมืองเองนั่นแหละ ที่มองเห็นการขยายสิทธิเลือกตั้งเป็นเครื่องมือแข่งขันทางการเมือง จนในที่สุดก็กลายเป็นสิทธิเลือกตั้งอันเป็นสากล

ในช่วงหนึ่งสิทธิซึ่งขยายออกไปเรื่อยๆ นี้ถูกถ่วงน้ำหนักด้วยการศึกษาในอังกฤษ และอีกบางประเทศ อันที่จริงวุฒิการศึกษาและทรัพย์สินก็เป็นเรื่องเดียวกัน หรือใกล้กันอย่างยิ่ง เพราะการศึกษาต้องลงทุน คนไม่มีทรัพย์สินจะลงทุนด้านนี้แก่บุตรหลานได้อย่างไร

แต่วิธีกีดกันนี้ก็ตั้งอยู่ไม่ได้นาน ในที่สุดก็ต้องยกเลิกไป กระฎุมพีต้องหันมายอมรับหลักการคนเท่ากัน

ไม่ใช่เพราะเป็นนักบุญจึงยอมรับหลักการนี้กันง่ายๆ แต่ตลอดครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 18 และครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 มีการก่อจลาจล, ลุกขึ้นแข็งข้อต่อรัฐ, ก่อกบฏ, พยายามก่อการปฏิวัติ, สงคราม และการปราบปรามที่รุนแรง เหี้ยมโหดในบางกรณี เกิดขึ้นในประเทศใหญ่ๆ ของยุโรปตะวันตกตลอด

ใครที่พอมีความคิดอยู่บ้างก็มองเห็นว่า อารยธรรมที่ดำเนินไปท่ามกลางความป่าเถื่อนรุนแรงจากทั้งสองฝ่ายเช่นนั้น ย่อมดำรงอยู่ในระยะยาวไม่ได้ หากไม่หาทางให้เกิดความสงบและระเบียบขึ้น ทั้งหมดคือสัญญาณแห่งการล่มสลายนั่นเอง

การจำกัดและกีดกันสิทธิทางการเมืองของคนระดับล่างซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ กลับไม่ได้ผล เพราะการเมืองยิ่งขาดเสถียรภาพเพราะการจลาจลวุ่นวายเหล่านี้ มนุษย์ใช้สิทธิทางการเมืองได้หลายวิธี หากไม่เปิดวิธีอันสงบ เขาก็หันไปใช้วิธีอันไม่สงบ อันเป็นการ “ออกเสียง” อีกวิธีหนึ่งของเขา

พูดอีกอย่างหนึ่ง เปลี่ยนพื้นที่ความขัดแย้งกันด้วยอาวุธและกำลังมาเป็นคูหาเลือกตั้ง ซึ่งเป็นพื้นที่ของความขัดแย้งเช่นกัน แต่มีกฎระเบียบและความเห็นชอบของทุกคน ความสงบจึงบังเกิดขึ้นได้

ข้อค้นพบที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ จำนวนเพียงอย่างเดียวไม่อาจให้อำนาจแก่ผู้ถือแต่จำนวนได้ ผู้ปกครองของรัฐทั้งหลายนับตั้งแต่สมัยหิน (หากสมัยนั้นมีรัฐ) เป็นต้นมา ล้วนเป็นคนที่มีจำนวนน้อยกว่าคนที่ถูกปกครองทั้งนั้น แต่ผู้ปกครองมีอำนาจอยู่ได้ไม่ใช่เพราะอาวุธที่ดีกว่าเท่านั้น แต่เพราะพวกเขาสามารถควบคุมความคิดและความเชื่อของคนทั้งสังคมได้ พูดให้ง่ายก็คือ

เพราะเขามีอำนาจทางอุดมการณ์ต่างหาก จึงทำให้คนส่วนใหญ่ยอมรับอำนาจของเขา

สิทธิเสมอภาคทางการเมือง โดยเฉพาะ(แค่)การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ยากที่จะบั่นรอนอำนาจของผู้ปกครองไปได้ ในทางตรงกันข้าม กลับให้ความชอบธรรมแก่อำนาจ และเปิดให้มีการเปลี่ยนกลุ่มผู้ปกครองได้โดยสงบ และถึงแม้เปลี่ยนกลุ่ม ก็มักไม่กระทบต่อโครงสร้างรายได้และอำนาจที่มีอยู่ในสังคมด้วย

ข้อเสนอจำกัดสิทธิเสมอภาคทางการเมืองดังข้อเสนอที่กล่าวแล้วนี้ก็ตาม หรือรัฐธรรมนูญที่ทำให้สิทธิเลือกตั้งไร้ความหมายก็ตาม สะท้อนให้เห็นว่า ในระยะหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไพศาลซึ่งเกิดในประเทศไทย ทำให้อำนาจทางอุดมการณ์ของชนชั้นนำสั่นคลอน

แต่แทนที่พวกเขาจะปรับปรุงอำนาจทางอุดมการณ์ในอุ้งมือของพวกเขา ให้สร้างความชอบธรรมใหม่แก่อำนาจทางการเมือง, เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของตนเอง พวกเขากลับหันไปตอกย้ำอุดมการณ์เก่าและวิธีการเก่าในการรักษาอำนาจทางอุดมการณ์นั้นไว้ดังเดิม

ในระยะสามปีภายใต้อำนาจรัฐประหาร เราได้เห็นหน่วยราชการ, มหาวิทยาลัย, กระบวนการยุติธรรม, องค์กรอิสระ ฯลฯ ใช้วิธีการเก่าในการดำรงรักษาอำนาจเชิงอุดมการณ์ของชนชั้นนำไว้ ด้วยการมอมเมาบ้าง ด้วยการตีความกฎหมายจนสูญเสียหลักนิติธรรมบ้าง แต่การกระทำทั้งหมดเหล่านี้กลับยิ่งทำลายรากฐานสำคัญของอำนาจทางอุดมการณ์ นั่นคือความชอบธรรม

เพราะฉะนั้น ข้อเสนอประเภทเดียวกับที่กล่าวข้างต้นคงจะมีมาอีกในอนาคต เพราะบัดนี้ก็สำนึกกันแล้วว่า รัฐธรรมนูญที่ทำให้ผลของการเลือกตั้งไร้ความหมายนั้น ไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งความต้องการใช้สิทธิทางการเมืองของคนระดับล่างซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ได้

ข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญและข้อเสนอประเภทนี้แหละ ที่จะบีบให้สังคมไทยไม่เหลือทางเดินอื่นอีก นอกจากการจลาจลปั่นป่วนวุ่นวายด้วยความรุนแรง ซึ่งทั้งสองฝ่ายกระทำต่อกันอย่างน่าเศร้า เวลาที่หายไปของไทยอาจจะนานเกินหนึ่งทศวรรษ