อาศรมมิวสิก โดย สุกรี เจริญสุข

21.01.18 | 20:20 น.

วงทีพีโอกับวงโพเมโลทาวน์ ซ้อมเพื่อแสดงในงานเทศกาลดนตรีแจ๊ซที่ศาลายา

เทศกาลดนตรีแจ๊ซที่ศาลายา
สุกรี เจริญสุข

เทศกาลดนตรีแจ๊ซที่ศาลายา จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 มกราคม 2561 จัดโดยวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เทศกาลดนตรีแจ๊ซแห่งการเรียนรู้ (Thailand International Jazz Conference, TIJC) เป็นเทศกาลที่ได้ดำเนินกิจการมา 10 ปีแล้ว เนื่องจากการจัดการศึกษาดนตรีแจ๊ซเป็นเรื่องที่จัดการยากมาก

สำหรับประเทศไทย ถ้าหากจะนำหลักการ ระเบียบ กฎเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษามาเป็นตัวตั้งในการทำงาน ตอบได้เลยว่าทำไม่ได้ เพราะการจัดการศึกษาของไทย “เป็นไปตามหลักการ ถูกต้องตามเอกสาร” ดังนั้น การศึกษาไทยเรียนเพื่อออกไป “เป็นเสมียนเท่านั้น” ไม่สามารถที่จะจัดการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศได้เลย ในกรณีที่อ้างว่าเป็นสถาบันการศึกษาลำดับโลกนั้น เป็นแค่ตลกในระดับชาติไทยเท่านั้น เพราะว่า

Advertisement

“เราโง่อย่างมีหลักการ การศึกษาไทยจึงล้มเหลวอย่างมีระบบ” (บทเพลงปฏิรูปการศึกษา พ.ศ.2554)

สำหรับหลักสูตรดนตรีแจ๊ซ จะต้องประกอบด้วยอาจารย์ผู้สอนที่มีคุณวุฒิตรงสาขา อย่างน้อย 5 คน ในขณะที่ในประเทศไทยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว (พ.ศ.2540) ยังไม่มีใครเรียนดนตรีวิชาเอกแจ๊ซเลย อย่าว่าแต่ดนตรีแจ๊ซขึ้นชื่อว่าดนตรี ก็ยังเป็นวิชาข้างถนนเต้นกินรำกิน เป็นวิชาของทาสและไพร่ จึงไม่มีใครอยากเรียน

“เสียแรงรู้ เสียแรงเรียน เพราะเป็นวิชาที่ไม่มีแก่นสาร” (นางนพมาศ)

หากจะไปเรียนดนตรีแจ๊ซจริงๆ ก็ไม่มีสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนดนตรีแจ๊ซถึงปริญญาเอก หากจะนำนักดนตรีที่เก่งดนตรีแจ๊ซ ซึ่งเล่นประจำอยู่ตามโรงแรมต่างๆ ในกรุงเทพฯ มาสอนนักศึกษา คนเหล่านั้นก็ไม่มีใบปริญญาดนตรี ขณะเดียวกันก็ไม่มีใครอยากสอน เพราะเป็นเรื่องที่ “น่าเบื่อมาก”

สำหรับทัศนคติของนักดนตรีแล้ว การสอนดนตรีในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษา เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเอกสาร การค้นคว้า และต้องอาศัยใช้เวลามาก ซึ่งเป็นเรื่องของคนที่ไม่มีฝีมือ แถมมีรายได้น้อย และไม่สนุกเลย

ทั้งนี้จะแตกต่างไปจากการเล่นดนตรีอย่างสิ้นเชิง แค่มีเครื่องดนตรีอยู่ในมือ ก็สามารถที่จะสร้างเสียง เล่นดนตรีสร้างความสุขได้ตามใจปรารถนา

โชคดีที่การเริ่มต้นเปิดสอนหลักสูตรวิชาดนตรีแจ๊ซในสมัยแรกนั้น วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ยังไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรนัก ยังไม่มีใครรู้จัก และยังไม่มีใครให้ความสนใจเลย เพราะไม่มีใครเชื่อในความเป็นไปได้ ทำให้การพัฒนาค่อยๆ โตขึ้น โดยไม่ขัดขวางสายตาใคร

ประกอบกับการเกิดวิชาดนตรีขึ้นในมหาวิทยาลัยแพทย์ ซึ่งสามารถที่จะทำได้โดยไม่มีใครสงสัย แม้จะสงสัยอยู่บ้าง “มหิดลมีดนตรีด้วยหรือ อีกหน่อยถ้ารามคำแหงจะเปิดแพทย์แล้วจะเป็นอย่างไร” คำถามเกิดขึ้นเมื่อครั้งของบประมาณแผ่นดิน (พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง)

ข้อดีก็คือ “แพทย์เป็นอาชีพที่ทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด” ดังนั้น การเปิดสอนวิชาดนตรีในมหาวิทยาลัยแพทย์ ทำได้ก็เพราะไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้

อีกมุมมองหนึ่ง มหาวิทยาลัยแพทย์ในสมัยนั้น มีนายแพทย์ที่มีชื่อเสียงทางด้านดนตรีมาก ท่านเป็นนักร้อง เป็นนักดนตรี เป็นนักประพันธ์เพลง เป็นนักเขียนวิจารณ์ดนตรี ซึ่งท่านทั้งหลายก็ยังประกอบอาชีพเป็นแพทย์อยู่ จึงทำให้จัดการศึกษาดนตรี “กำบังกาย” อยู่ในมหาวิทยาลัยแพทย์ได้เป็นอย่างดี พูดง่ายๆ ว่า แพทย์ยังเล่นดนตรีเก่งกว่านักดนตรีด้วยซ้ำไป “มีเกียรติเชื่อถือได้” อย่างน้อยก็น่าเชื่อถือกว่านักดนตรี

การกำบังกายโดยเชิญนักดนตรีที่เก่งดนตรีแจ๊ซ แต่ไม่มีปริญญาด้านดนตรีแจ๊ซที่อยู่ในตลาดอาชีพให้เข้ามาสอนนักศึกษาที่เรียนวิชาดนตรีแจ๊ซในวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ นักศึกษาดนตรีนั้นศรัทธาและเชื่อถือครูคนที่มีฝีมือเท่านั้น แต่ไม่ค่อยเชื่อถือคนที่มีปริญญานัก ซึ่งก็เหมือนกับวิชาชีพปฏิบัติในแขนงอื่นๆ อาทิ นาฏศิลป์ ทัศนศิลป์ ออกแบบ คีตศิลป์ วิจิตรศิลป์ เป็นวิชาชีพที่ล้วนแล้วแต่เชื่อถือครูที่มี “ฝีมือ” ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นครูโขน ครูละคร ฟ้อนรำ นักร้อง นักดนตรี ลิเก หมอลำ โนรา หนังตะลุง ลำตัด ฯลฯ อยู่ได้เพราะฝีมือเท่านั้น “คนที่มีฝีมือทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด”

ในระหว่างที่จัดการศึกษาดนตรีแจ๊ซในวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล สอนโดยครูที่มีฝีมือแต่ไม่มีใบปริญญา ก็ต้องรีบส่งทั้งครูและนักศึกษาที่เก่ง ไปเรียนต่อในต่างประเทศเพื่อให้มีใบปริญญา ในขณะเดียวกันก็จัดกิจกรรม “เทศกาลเล่นดนตรีแจ๊ซ” ขึ้นในมหาวิทยาลัย เรียกชื่อว่า “เทศกาลดนตรีแจ๊ซเพื่อการเรียนรู้” มีการเล่นดนตรีแจ๊ซที่ดีๆ มีการแข่งขันเล่นดนตรีแจ๊ซ มีการสอนวิธีเล่นดนตรีแจ๊ซ โดยเชิญนักดนตรีแจ๊ซที่มีชื่อเสียงในอาชีพมาเล่นให้เด็กดู ขายบัตรให้คนมาดู มาแสดงให้ดูเป็นตัวอย่าง

ความรู้ดนตรีแจ๊ซในประเทศไทยก็ค่อยๆ เติบโต มีประชากรผู้รักดนตรีแจ๊ซมากขึ้น มีนักศึกษาที่เล่นดนตรีแจ๊ซเก่งขึ้น ครูบาอาจารย์ที่สอนดนตรีแจ๊ซก็เรียนรู้สิ่งใหม่มากขึ้น มิตรรักแฟนเพลงดนตรีแจ๊ซก็เริ่มมีความเชื่อถือในการเล่นดนตรีแจ๊ซ เชื่อถือในระบบการศึกษา “ที่สามารถสร้างคนให้มีฝีมือได้” สังคมคนไทยมีความเข้าใจ ให้การยอมรับ และสนใจดนตรีแจ๊ซมากขึ้นด้วย

ต่อมาสังคมไทยก็มีการจัดเทศกาลดนตรีแจ๊ซกันมากขึ้น อาทิ เทศกาลดนตรีแจ๊ซบนชายหาด ดนตรีแจ๊ซบนเกาะ ดนตรีแจ๊ซบนภูเขา ดนตรีแจ๊ซในป่าใหญ่ เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องดนตรีเพื่อความบันเทิง สนุกสนาน ดนตรีเพื่อขายสินค้า ดนตรีแจ๊ซได้รับความเชื่อถือ ได้รับการยอมรับจากสังคมไทยมากขึ้น

วันนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นดนตรีแจ๊ซก็กลายเป็นดนตรีที่มีราคา ดนตรีแจ๊ซกลายเป็นเรื่องของรสนิยม (สูง)

สิ่งหลักที่ช่วยเกื้อหนุนให้ดนตรีแจ๊ซพัฒนาได้เร็วมากก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นนักดนตรีแจ๊ซด้วยพระองค์เอง พระองค์ทรงประพันธ์เพลงแจ๊ซ ทรงเล่นดนตรีแจ๊ซ ทรงมีวงดนตรีแจ๊ซ โดยการทรงดนตรีเป็นหุ้นส่วนของพระองค์ สำหรับวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลนั้น ได้รับพระราชทานชื่ออาคารสอนดนตรีว่า “อาคารภูมิพลสังคีต” เป็นอาคารเฉลิมพระเกียรติทรงครองราชย์ 50 ปี (พ.ศ.2539)

นอกจากนี้ ยังมีประติมากรรมพระองค์ทรงเล่นแซกโซโฟนตั้งอยู่ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ด้วย

ครูใหญ่ด้านดนตรีแจ๊ซที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล อาจารย์กฤษติ์ บูรณวิทยวุฒิ เป็นนักแซกโซโฟนแจ๊ซคนสำคัญของไทย ท่านเรียนจบวิชาสถาปัตยกรรม ซึ่งเป็นคนหลักในการดูแลอาคารสถานที่ทั้งหมดของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล อาจารย์ดริน พันธุมโกมล ท่านเรียนจบสาขาเศรษฐศาสตร์ (การเงิน) เป็นนักเปียโนแจ๊ซสุดยอดของประเทศคนหนึ่ง และอาจารย์นพดล ถิรธราดล เป็นนักเล่นเบสแจ๊ซที่กลายเป็นตำนาน ท่านมีพื้นฐานด้านการศึกษาจิตรกรรม แต่มารุ่งเรืองด้านดนตรีแจ๊ซ

บุคลากรดนตรีแจ๊ซที่สำคัญเหล่านี้ เป็นตัวอย่างเพื่อจะบอกให้ทุกคนในสังคมรับรู้ว่า “ฝีมือเท่านั้นที่สำคัญกว่าใบปริญญา” ในขณะเดียวกัน รุ่นลูกศิษย์ของครูใหญ่เหล่านี้ ได้เรียนรู้มีฝีมือและไปศึกษาต่อจนเรียนจบปริญญาเอกทางดนตรีแจ๊ซ ได้ใบปริญญาในเวลาเดียวกันกลับมาหลายคนแล้ว เป็นกำลังเสริมที่สำคัญที่ทำให้การศึกษาดนตรีแจ๊ซที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีความเข้มแข็ง เป็นที่รู้จักของนักดนตรีนานาชาติ ซึ่งขณะนี้ก็มีครูดนตรีแจ๊ซเพิ่มขึ้น
ถึงพร้อมทั้งฝีมือและใบปริญญาสมบูรณ์ขึ้น

ในความพยายามที่จะอาศัยระบบการศึกษาสร้างพื้นที่ให้กับบุคลากรที่มีฝีมือด้านดนตรีให้อยู่ในระบบมหาวิทยาลัยได้นั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้พยายามที่จะผลักดันให้มีตำแหน่งทางวิชาการเพื่อรองรับคนเก่ง เป็น “ศาสตราจารย์ศิลปิน” พยายามมา 10 กว่าปีแล้ว ก็ยังไม่สำเร็จ ซึ่งเชื่อว่ายังต้องผลักดันกันต่อไป อีก 10 ปี ก็คงจะสำเร็จ

จุดประสงค์หลักก็คือ การใช้เป็นช่องทางสร้างพื้นที่ เพื่อให้คนที่มีฝีมือทางดนตรีจะได้เติบโตทางวิชาการได้ ให้มีพื้นที่ทำงาน ให้คนเก่งดนตรีได้มีที่ยืน ไม่ใช่ว่ามหาวิทยาลัยไทยมีแต่เสมียน มหาเสมียน และอภิมหาเสมียน ทำหน้าที่ออกระเบียบสั่งการ มีคำเย้ยหยันว่า วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ หากย้ายไปสังกัดอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันนี้การจะผลักดันให้มีตำแหน่งทางวิชาการ “ศาสตราจารย์ศิลปิน” ก็คงจะสำเร็จไปแล้วด้วย

สิ่งที่เห็นเป็นประจักษ์ในสังคมไทยปัจจุบันคือ มีนักดนตรีแจ๊ซที่เรียนจบจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ออกไปยึดครองอาชีพในตลาดศิลปินจำนวนมาก (40%) แต่ก่อนนักดนตรีอาชีพหรือนักร้องอาชีพที่มีความสามารถสูง ก็จะเป็นชาวต่างชาติ วันนี้นักร้องและนักดนตรีอาชีพเป็นคนไทยมากขึ้น มีสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนดนตรีแจ๊ซเพิ่มขึ้น มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยทักษิณ เป็นต้น ดนตรีแจ๊ซจึงเป็นการศึกษาที่เติบโตอย่างรวดเร็วในสังคมไทย

สำหรับเทศกาลดนตรีแจ๊ซเพื่อการเรียนรู้ที่ศาลายา มีทั้งวงเล็ก วงใหญ่ เล่นกับซิมโฟนี ที่สำคัญคือ นักดนตรีเด็กไทยเก่งขึ้นอย่างน่าตกใจ ในปีนี้มีนักศึกษาเข้าไปร่วมงานจำนวนมาก ทั้งที่เป็นวงดนตรีแจ๊ซ เป็นศิลปินเดี่ยวร่วมกับวงอื่น การเข้าแข่งขัน มีวงดนตรีขนาดใหญ่ (Big Band) มากเป็นประวัติการ ทำให้การจัดเทศกาลดนตรีแจ๊ซกลายเป็นตลาดเรียนรู้ เป็นตลาดอาชีพ แหล่งของความเพลิดเพลิน ผู้ฟังเป็นผู้ที่หลงใหลรักดนตรีแจ๊ซ มีทั้งแฟนประจำและแฟนพิเศษ ทำให้เทศกาลดนตรีแจ๊ซที่ศาลายาคึกคักเป็นพิเศษ

ซึ่งก็อยากจะเชิญชวนให้กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงวัฒนธรรม หันมาสนใจการศึกษาดนตรีและกิจกรรมดนตรีที่ “สร้างรสนิยม” ให้กับประเทศบ้าง ซึ่งเป็นงานที่จัดกันเอง โดยหาผู้สนับสนุนกิจกรรมเอง อาศัยเพียงคุณภาพของงานเท่านั้นที่ทำให้งานอยู่ได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

เทศกาลดนตรีแจ๊ซที่ศาลายานั้น เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่เป็นหน้าตาของประเทศ มีนักท่องเที่ยว ทูตานุทูต ผู้ที่รักในดนตรี ผู้มีการศึกษา และผู้มีรสนิยม ให้ความสนใจสูง เพียงแต่เป็นเทศกาลดนตรีแจ๊ซที่กระทรวงที่เกี่ยวข้องยังไม่รู้จักและไม่ได้ใช้ประโยชน์ในสิ่งที่มีอยู่แล้วเท่าที่ควร