หน้าแรก คอลัมนิสต์ ปริวาสกรรมนี่...

ปริวาสกรรมนี่กลายเป็นเรื่องทำบุญ ไปตั้งแต่เมื่อไรหนอ? โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

24.01.18 | 14:39 น.

ผู้เขียนรู้ตัวดีว่าตัวเองมีความรู้ทางพระพุทธศาสนาน้อยมาก แต่ก็ได้ใฝ่ศึกษาเรียนรู้จากท่านผู้รู้และจากหนังสือตำรามามากพอสมควร แต่รู้สึกฉงนใจจนเข้าขั้นวิจิกิจฉาเข้าในข้อที่ 4 คือ “สงสัยในสิกขาบท คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ว่ามีจริงหรือ ผลานิสงส์แห่งการศึกษาปฏิบัติในสิกขา 3 มีจริงหรือ?” เนื่องจากผู้เขียนว่าเห็นการโฆษณาเชิญชวนประชาชนเดินทางไปทำบุญถึงขนาดอยู่ร่วมกับภิกษุที่อยู่ปริวาสกรรมแทบทุกวัน เนื่องจากได้เรียนรู้จากครูอาจารย์และตำราโดยเฉพาะพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ (ป.อ.ปยุตโต) อ้างว่า

ปริวาส : การอยู่ชดใช้ เรียกสามัญว่าอยู่กรรม, เป็นวุฏฐานวิธี (ระเบียบปฏิบัติสำหรับออกจาก ครุกาบัติ) อย่างหนึ่ง ซึ่งภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วปกปิดไว้ จะต้องประพฤติเป็นการลงโทษตนเองชดใช้ให้ครบเท่าจำนวนวันที่ปิดอาบัติ ก่อนที่จะประพฤติมานัตอันเป็นขั้นตอนปกติของการออกจากอาบัติต่อไป, ระหว่างอยู่ปริวาส ต้องประพฤติวัตรต่างๆ เช่น งดใช้สิทธิบางอย่าง ลดฐานะของตนและประจานตัว เป็นต้น


สรุปง่ายๆ ภาษาชาวบ้านก็คือการอยู่ปริวาสกรรมก็คือ การติดคุกพระนั่นแหละเป็นโทษที่หนักรองลงมาจากโทษประหารชีวิตภิกษุ คือการสึกออกจากความเป็นพระภิกษุนั่นเอง

โทษที่ต้องติดคุกของพระภิกษุเรียกว่าสังฆาทิเสส คือประเภทของโทษที่เกิดจากการล่วงละเมิดสิกขาบทประเภท ครุกาบัติที่เรียกว่า อาบัติสังฆาทิเสส จัดเป็นอาบัติโทษรุนแรงรองจากปาราชิก (โทษปาราชิกคือโทษหนักที่สุดต้องจับสึกสถานเดียว ซึ่งเปรียบเสมือนประหารชีวิตให้สิ้นสุดจากความเป็นพระภิกษุ) มีทั้งหมด 13 ประการ ดังนี้

1.ทำน้ำอสุจิเคลื่อน คือการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง ถ้าฝันเองก็ไม่เป็นไร

Advertisement

2.แตะต้องสัมผัสกายสตรีทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นผู้หญิง

3.พูดเกี้ยวพาราสีสตรี คือพระเกี้ยวผู้หญิงนั่นแหละ

4.พูดจาให้สตรีบำเรอกามให้ ก็ประมาณเซ็กซ์โฟนสมัยนี้แหละครับ

5.ทำตัวเป็นพ่อสื่อชักให้คนเป็นผัวเป็นเมียกัน

6.สร้างกุฏิด้วยการขอ โปรดสังเกตนะครับว่าการขอนี่คือเอ่ยปากขอนะครับ

7.มีเจ้าภาพสร้างกุฏิให้แต่ไม่ให้สงฆ์ (คือคณะของพระภิกษุ) แสดงที่ก่อนแบบว่านึกอยากสร้างกุฏิตรงไหนก็สร้างเลย

8.ใส่ความภิกษุรูปอื่นว่าปาราชิกโดยไม่มีมูลเทียบกับชาวบ้านก็คือพยานเท็จนั่นเอง

9.แกล้งสมมุติแล้วใส่ความว่าภิกษุอื่นต้องอาบัติปาราชิกโดยไม่มีมูลคือสร้างเรื่องขึ้นเองเลย

10.ทำสงฆ์แตกแยก (สังฆเภท) คือยุยงให้สงฆ์แตกกัน

11.เข้าข้างภิกษุที่ทำสงฆ์แตกแยก คือการไปเข้าข้างผู้ที่ทำให้สงฆ์แตกแยกกัน

12.ภิกษุทำตนเป็นคนหัวดื้อ คือเป็นผู้ว่ายากสอนยากต้องโดนว่ากล่าวตักเตือนถึง 3 ครั้ง

13. ประจบสอพลอคฤหัสถ์ คือทำตัวเหมือนคนรับใช้ประจบคนธรรมดาที่มียศศักดิ์ร่ำรวย

ภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสนี้ ต้องถูกลงโทษโดยการถอดสิทธิของความเป็นภิกษุชั่วคราว คือ ห้ามบวชให้คนอื่น ห้ามให้นิสสัย ห้ามให้โอวาท ห้ามใช้สิทธินับอายุพรรษา เป็นต้น และยังต้องประจานตนเองให้สำนึกผิดด้วย เช่น ต้องกราบไหว้แม้กระทั่งภิกษุบวชใหม่ในวันนั้น ต้องต่อท้ายแถวเมื่อไปบิณฑบาต ต้องนั่งท้ายแถวในพิธี ต้องแยกไปฉันน้ำปานะต่างหากจากกลุ่ม เมื่อมีภิกษุใหม่เข้ามาในวัดก็ต้องไปแจ้งอาบัติของตนให้ภิกษุผู้มาใหม่นั้นทราบด้วย เป็นต้น นอกจากนั้นในวันท้ายๆ ยังต้องกักบริเวณตนเองอีก นับเป็นวิธีการลงโทษของสงฆ์ที่รุนแรงและน่าอับอายมากทีเดียว

วิธีการอยู่ปริวาสของภิกษุนั้นมีข้อกำหนด 3 ข้อ คือ การอยู่ร่วม การอยู่ปราศ และการไม่บอก

1.การอยู่ร่วม คือ ห้ามภิกษุผู้อยู่ปริวาสนอนร่วมชายคาเดียวกับภิกษุอื่น แต่อนุญาตให้ปฏิบัติศาสนกิจร่วมกันภายใต้หลังคาเดียวกันได้ เพียงแต่ห้ามเอนกายลงนอนเด็ดขาดจะถือว่านอนร่วมชายคาเดียวกันทันที

2.การอยู่ปราศ คือ ห้ามภิกษุผู้อยู่ปริวาสอยู่ไกลจากภิกษุผู้เป็นอาจารย์กรรมซึ่งทำหน้าที่คอยควบคุมชั่วระยะขว้างก้อนดินตก 2 หน คือ หยิบก้อนดินขว้างไปหนหนึ่ง แล้วเดินไปเก็บดินก้อนนั้นขว้างออกไปอีกเป็นหนที่สอง ระยะทางรวมเป็นระยะทางที่กำหนดไม่ให้ภิกษุผู้อยู่ปริวาสอยู่ห่างจากอาจารย์กรรมไกลกว่านี้ เพราะจะไกลเกินกว่าจะควบคุมได้

3.การไม่บอก คือ ห้ามภิกษุผู้อยู่ปริวาสเว้นจากการบอกวัตรที่ปฏิบัติให้แก่อาจารย์กรรมทุกรูปทราบ รวมทั้งบอกพระอาคันตุกะด้วย แต่อาจจะเว้นไม่ต้องบอกทุกวันก็ได้เดี๋ยวจะไม่เป็นอันทำอะไรอย่างอื่น แต่การเว้นไม่บอกวัตรนั้นท่านห้ามเว้นเกินกว่า 3 วัน

หลังจากภิกษุอยู่ปริวาสจนครบถ้วนจำนวนวันแล้ว ยังต้องอยู่แถมอีก 6 วัน เผื่อเหลือเผื่อขาดว่าอาจจะนับวันผิดพลาดหรือนับวันไม่ครบ จะได้มั่นใจว่าได้อยู่ปริวาสกรรมครบถ้วนบริสุทธิ์แล้วจริงๆ จำนวนวันที่แถมมานี้เรียกว่า มานัต

หลังจากนั้นจึงจะออกจากปริวาส แต่ขั้นตอนการออกนั้นต้องทำพิธีประกาศให้รู้กันอีกครั้งหนึ่งก่อนว่าภิกษุรูปนั้นบริสุทธิ์แล้ว เรียกว่าพิธี อัพภาน คือพิธีการเรียกภิกษุกลับเข้าหมู่ โดยการเรียกประชุมภิกษุทั้งวัดมารับรอง ขาดรูปใดรูปหนึ่งไม่ได้ และจำนวนภิกษุผู้รับรองต้องไม่น้อยกว่า 20 รูปด้วย

ด้วยเหตุนี้การอยู่ปริวาสจึงเป็นพิธีใหญ่ มีพระภิกษุมาชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่ต้องนิมนต์ภิกษุจากวัดอื่นมาร่วมพิธีด้วยให้ครบจำนวน แถมบางวัดยังเผื่อจำนวนภิกษุผู้ร่วมรับรองไว้อีก เพราะกลัวว่าภิกษุผู้รับรองเองบางรูปก็อาจจะต้องอาบัติอยู่แต่ไม่ยอมรับ เป็นเหตุให้พิธีปริวาสกรรมกลายเป็นการพิธีชุมนุมสงฆ์ที่ดูยิ่งใหญ่จนสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นพิธีมงคลที่หายาก แม้ภิกษุเองก็ยังมักเข้าใจว่าการได้เข้าร่วมพิธีปริวาสกรรมบ่อยๆ ยิ่งทำให้ศีลของตนบริสุทธิ์ จึงมีภิกษุจำนวนหนึ่งเดินสายเข้าร่วมพิธีปริวาสกรรมตามวัดต่างๆ ไม่ต่างจากที่ฆราวาสเดินสายไปรอทำบุญด้วยเหมือนกัน

อีทีนี้ทำไมการไปทำบุญกับพระภิกษุที่อยู่ปริวาสกรรมสมัยนี้คือการทำบุญกันใหญ่โตนักละครับ ?