ในบรรดางานเขียนวรรณกรรมมากมายหลายเรื่อง มีผลงานบางชิ้นที่ภาคภูมิใจเป็นพิเศษ มีทั้งที่เป็นเพราะได้รับรางวัลหรือคำวิจารณ์ในทางที่ดี บางชิ้นอาจจะแค่สาแก่ใจตัวเองที่ได้เขียนออกมาเต็มที่สมกับที่คิดไว้ และงานบางชิ้นก็ภาคภูมิใจด้วยเชื่อมโยงกับบางเรื่องหรือเหตุการณ์พิเศษส่วนตัว
งานชิ้นหนึ่งในประเภทหลัง คือเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง ที่เขียนร่วมกับนักเขียนชื่อดังในวงการเรื่องสั้น ให้กับโครงการบัญญัติสิบประการ สร้างค่านิยม “คนพันธุ์ใหม่” ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เมื่อช่วงปี พ.ศ.2557 ในสมัยที่ท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการ
โครงการนี้มอบโจทย์ให้นักเขียนที่เข้าร่วมโครงการแต่ละคน ไปทำงานกันอย่างเป็นอิสระ เพื่อนำเสนอสิ่งที่เรียกว่า “ค่านิยมสิบประการของคนรุ่นใหม่” ให้สื่อออกมาในรูปแบบของวรรณกรรมประเภทเรื่องสั้น เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย คือให้เด็กและเยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้ซึมซับถึงการเป็นคนดีมีคุณธรรมและจริยธรรมในการประพฤติปฏิบัติตน และตระหนักรู้ในผลเสียหายร้ายแรงของการขาดคุณธรรมจริยธรรมที่มีต่อตนเองและสังคมรอบข้าง
โดยค่านิยมสิบประการที่ว่านั้นประกอบไปด้วย สติ วินัย ซื่อสัตย์ จิตอาสา ความรัก ความเมตตา อ่อนน้อม กตัญญู ประหยัด (ซึ่งหมายความรวมถึงความพอเพียง ไม่ละโมบติดวัตถุ) ขยัน และอดทนอดกลั้น
ความภาคภูมิใจส่วนตัวของผมที่มีสำหรับผลงานนี้ ได้แก่ เรื่องสั้นที่ผมเขียนส่งไปนั้น ได้รับเลือกจากบรรณาธิการและคณะกรรมการโครงการ ให้เป็นชื่อของหนังสือรวมเรื่องสั้นในโครงการนี้ คือ “ฉันจะไม่ปล่อยมือเธอ”
โดยผู้คัดเลือกท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ให้เหตุผลว่า ชอบคำว่า “ฉันจะไม่ปล่อยมือเธอ” ในชื่อเรื่อง เพราะมันเป็นการสื่อถึงการทำงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช.กับประชาชนว่า เราจะต้องไม่ปล่อยมือกันและกัน เพื่อให้ภารกิจในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบนั้นบรรลุผล
นอกจากนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในการทำงานครั้งนี้ คือเป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสได้พบกับคุณประภัสสร เสวิกุล ผู้เป็นนักเขียนที่ชื่นชอบเป็นการส่วนตัวมาตั้งแต่เยาว์วัย ผลงานของท่านหลายชิ้นได้ปลูกฝังเมล็ดของต้นกล้าแห่งการอ่านและการเขียน มาตั้งแต่สมัยที่ข้ามพ้นจากหนังสือการ์ตูนมาสู่งานวรรณกรรมร้อยแก้ว โดยท่านได้กรุณาวิจารณ์และให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องสั้นทั้งเรื่องที่เขียนเข้าร่วมโครงการนี้ และเรื่องสั้นเรื่องอื่นๆ ของผมที่ท่านเคยอ่านผ่านตา
เป็นครั้งแรก และครั้งเดียวในชีวิต ที่ได้มีโอกาสพบกับนักเขียนท่านหนึ่งซึ่งเป็นเหมือนครูอาจารย์คนสำคัญทางวรรณกรรมไทย ก่อนที่ท่านจะถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2558 เพียงเก้าเดือนนับจากการพบกันในครั้งหนึ่ง
เรื่องสั้น “ฉันจะไม่ปล่อยมือเธอ” เล่าเรื่องของ “ตุลย์” อัยการหนุ่มผู้กำลังประสบกับทางสองแพร่งในชีวิต ในขณะที่เขาพบกับปัญหาทางการเงิน ความไม่สะดวกสบายต่างๆ ในชีวิต รวมถึงภรรยาที่ใกล้คลอด กับความฝันประหลาดเรื่องเด็กหญิงผู้พลัดหลงที่ปรากฏบ่อยครั้งในยามที่เขาหลับลงไปพร้อมกับความสับสน เมื่อเขาได้พบกับประสบการณ์ที่พนักงานอัยการหลายคนจะต้องเคยเจอ คือการ “ขอคดี” จากข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เคยเป็นเจ้านายของเขามาก่อน นอกจากความเกรงอกเกรงใจในความสัมพันธ์ที่เคยมีแล้ว “ค่าตอบแทน” ของการใช้ดุลยพินิจตามคำขอนั้น ก็อาจจะทำให้เขาล่วงพ้นจากความไม่สบายกายไม่สบายใจทั้งหลายได้ เพียงแต่หากทำเช่นนั้นแล้ว เท่ากับเขาจะปล่อยมือจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ให้ลับหายไปตลอดกาล
แม้ไม่ใช่ครั้งเดียวที่ได้ทำงานเชิงวรรณกรรมให้หน่วยงานราชการ แต่การทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในครั้งนี้ เป็นทั้งความทรงจำที่ดี และความภาคภูมิใจทุกครั้งที่ได้ระลึกถึง จึงอาจจะเป็นอคติและความลำเอียง ที่ทำให้ผมแอบเป็น “ทีม ป.ป.ช.” ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก ที่ถูกตั้งคำถามจากสาธารณชนอย่างหนักที่สุด นับแต่การก่อตั้งองค์กรนี้ขึ้นมา
คณะกรรมการ ป.ป.ช.ก่อตั้งขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 โดยการยกระดับหน่วยงานที่ทำหน้าที่เช่นนี้ที่เคยมีอยู่เดิม คือ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ” หรือ ป.ป.ป. ที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2518
แต่ปัญหาของ ป.ป.ป.ในสมัยนั้น คือการที่คณะกรรมการนั้นมาจากการแต่งตั้งของนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของรัฐสภา มีฐานะเทียบเท่ากรมอยู่ในสังกัดของสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนั้นจึงเท่ากับว่า คณะกรรมการ ป.ป.ป.นั้น คือองคาพยพหนึ่งของฝ่ายบริหารและฝ่ายการเมือง ซึ่งเป็นผู้ที่ควรจะต้องถูกตรวจสอบด้วย ดังนั้นโดยสภาพจึงคล้ายกับว่า “ลูกน้อง” ที่เจ้านายตั้งขึ้นกับมือ จะไปตรวจสอบ “เจ้านาย” ตัวเอง รวมถึงอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ป. มีเพียงแค่การชี้มูลความผิดทางวินัยและทางอาญาแล้วแจ้งต่อผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาให้ดำเนินการสอบสวนทางวินัย หรือแจ้งต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหา โดยไม่มีอำนาจดำเนินคดีได้เองอย่างเต็มรูปแบบ ป.ป.ป.ในสมัยนั้นจึงถูกมองว่าเป็นเหมือนองค์กร “เสือกระดาษ”
รัฐธรรมนูญปี 2540 จึงยกระดับให้คณะกรรมการ ป.ป.ป.กลายเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช.เช่นในปัจจุบัน ให้มีความเป็นอิสระจากฝ่ายการเมืองมากขึ้น โดยให้กรรมการมาจากความเห็นชอบของวุฒิสภา ซึ่งตามรัฐธรรมนูญปี 2540 มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จึงเท่ากับว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.นั้นมีความชอบธรรมที่ยึดโยงต่อประชาชนด้วยประการนี้
หน้าที่หลักๆ ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. คือการเป็น “ต้นทาง” แห่งการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูง โดยการไต่สวนข้อเท็จจริงและทำความเห็นเสนอต่อวุฒิสภาในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกจากตำแหน่ง ไต่สวนข้อเท็จจริงและทำความเห็นเสนอต่ออัยการสูงสุด เพื่อฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตลอดจนการตรวจสอบว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม
โดยเครื่องไม้เครื่องมืออันสำคัญที่สุดที่จะตรวจสอบว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงนั้นร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ คือการอาศัย “บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน” ที่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูงยื่นไว้ เมื่อแรกเข้าดำรงตำแหน่ง เมื่อพ้นจากตำแหน่ง และหลังจากพ้นจากตำแหน่งไปแล้วระยะเวลาหนึ่ง
หลักการง่ายๆ ของเรื่องนี้ ขอให้นึกภาพว่า การเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองหรือตำแหน่งราชการอันสำคัญนั้น เหมือนการเดินเข้าไปทำงานในท้องพระคลังมหาสมบัติของประเทศชาติ ดังนั้นก่อนที่ผู้ใดจะเข้าไป ผู้นั้นต้องแสดงตัวให้หมดจดว่าถืออะไรอะไรเข้าไปบ้าง และเมื่อจะออกมาจากห้องนั้น ก็ต้องแสดงเช่นกันว่ามีอะไรกลับออกมาบ้าง หากว่าเป็นผลประโยชน์อันชอบจากการทำงานก็แล้วไป แต่ถ้าเกิดมีอะไรมากกว่านั้นอย่างที่อธิบายไม่ได้ ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะไป “หยิบ” อะไรออกมาจากห้องแห่งสมบัติและทรัพยากรของชาตินั้น
ดังนั้น การจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน หรือการยื่นบัญชีแสดงรายการหนี้สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงอันควรแจ้งให้ทราบนั้น จึงเป็นโทษทั้งในทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญและโทษในทางอาญา เนื่องจากการ
กระทำดังกล่าวนั้น จะทำให้กระบวนการตรวจสอบความร่ำรวยผิดปกตินั้นเป็นไปได้ยาก ก็เหมือนกับการเข้าออกห้องเก็บสมบัติแล้วเปิดกระเป๋าให้ดูไม่หมดนั่นแหละ
สมัยก่อน การไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินนั้น เป็นคดีขึ้นต่อศาลรัฐธรรมนูญ คอการเมืองรุ่นเก่าคงยังจำคดีของนักการเมืองคนสำคัญของประเทศหลายคนได้ ที่มีนักการเมืองชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งล่วงลับไปแล้วนั้น สมัยหนึ่งท่านเคยมีอำนาจและบารมีมากเสียจนไม่มีใครคิดว่าท่านจะพ้นจากตำแหน่งไปได้ แต่แล้วก็ปรากฏว่ามีผู้ตรวจพบว่าท่านแสดงรายการหนี้สินที่เป็นเท็จอย่างไม่น่าเชื่อว่ามีอยู่จริง จึงถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งและห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีก 5 ปีหลังจากนั้น
เรียกได้ว่านั่นเป็นครั้งแรกที่วงการการเมืองไทยได้รู้ถึงความร้ายแรงของการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายว่าด้วยเรื่องบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และยังเป็นผลงานชิ้นแรกที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิสูจน์ตัวเองว่า ไม่ใช่ “เสือกระดาษ” อีกต่อไปแล้ว และสามารถทำให้นักการเมืองผู้อยู่ในอำนาจสามารถพ้นตำแหน่งไปได้จริงด้วยการทำงานขององค์กรนี้
ปัจจุบันคดีว่าด้วยการจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน หรือการยื่นบัญชีแสดงรายการหนี้สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงอันควรแจ้งให้ทราบนี้ อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาตั้งแต่ในรัฐธรรมนูญปี 2550 เนื่องจากคดีนี้นอกจากจะมีโทษในทางรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีโทษทางอาญาด้วย จึงควรให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นพิจารณาพิพากษาให้จบกระบวนการไป
อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีว่า “เรื่องร้อน” ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำลังถูกจับตามองจากสังคม ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบความถูกต้องในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินนี้
ข้ออ้างของฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาที่บอกว่าทรัพย์สินนาฬิการาคาแพงนับยี่สิบเรือนนั้น เป็นของที่ “ยืมเพื่อน” มาทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อเป็นการยืม จึงไม่ใช่ทรัพย์สินอันเป็นกรรมสิทธิ์ที่ท่านผู้นั้นเป็นเจ้าของ จึงไม่จำเป็นต้องยื่นแสดงมาในรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน
ข้อกล่าวอ้างแก้ตัวนี้มีเหตุผลตามกฎหมาย แต่จะสามารถ “ฟังได้” หรือน่าเชื่อถือหรือไม่ วิญญูชนทั้งหลายย่อมมีคำตอบของตัวเอง
กระนั้น ในฐานะคนคุ้นเคยที่เอาใจช่วย และเคยได้รับความกรุณาจากองค์กรนี้ จึงได้แต่เขียนคอลัมน์ในตอนนี้เพื่อรื้อฟื้นสัญญาในครั้งนั้นว่า ท่านคงไม่ปล่อยมือเรา อย่างที่เราเคยสัญญาว่าจะไม่ปล่อยมือกัน
(ระหว่างนี้ ท่านผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดหนังสือรวมเรื่องสั้น “ฉันจะไม่ปล่อยมือเธอ” มาอ่านเล่นได้ฟรีๆ โดยการแสกน QR-Code ท้ายคอลัมน์นี้)


