สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงห่วงใยพสกนิกรในพื้นที่ท้องถิ่นทุรกันดารห่างไกล ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่จะมีปัญหาสุขภาพอนามัย การศึกษา ความยากจน และโอกาสในการเข้าถึงบริการสุขภาพ อันเนื่องจากการคมนาคมไม่สะดวก พระองค์ท่านได้ทรงงานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่องมากกว่า 30 ปี ในโครงการพระราชดำริ 8 โครงการ ประกอบด้วย
1.โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน 2.โครงการควบคุมโรคขาดสารอาหารไอโอดีน 3.โครงการส่งเสริมโภชนาการและสุขภาพอนามัยแม่และเด็กในถิ่นทุรกันดาร 4.โครงการส่งเสริมคุณภาพการศึกษา 5.โครงการนักเรียนในพระราชานุเคราะห์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 6.โครงการฝึกอาชีพ 7.โครงการสหกรณ์ในโรงเรียน 8.โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
การแก้ไขปัญหาดังกล่าว ประสบความสำเร็จอย่างมากซึ่งเป็นที่ยอมรับจากนานาชาตินำไปเป็นต้นแบบการพัฒนาในประเทศต่างๆ อาทิ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กัมพูชา และบังกลาเทศ เป็นต้น
ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยพะเยา เมื่อวันที่ 4-6 มกราคม 2556 ณ ห้องประชุมโรงแรมรีเจนท์ ฮอลิเดย์ ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ นายกสภามหาวิทยาลัยพะเยา ได้มอบนโยบายการพัฒนามหาวิทยาลัยสู่ชุมชนเพื่อให้เกิด “ปัญญา” และชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสนองพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และมอบหมายให้คณะแพทยศาสตร์จัดทำโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในโอกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2558 ภายใต้การบริหารงานของ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา ซึ่งเป็นไปตามพันธกิจของมหาวิทยาลัยพะเยา ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามนโยบายการขยายโอกาสทางการศึกษา เพื่อตอบสนองการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นในเขตพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบน มีนโยบายเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน ตามปณิธานของมหาวิทยาลัยพะเยา “ปัญญาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน” (Wisdom for Community Empowerment) มีเป้าหมายมุ่งพัฒนาให้เป็นมหาวิทยาลัยสร้างสุขภาพ (Healthy University)
คณะแพทยศาสตร์จึงได้ริเริ่ม “โครงการหมู่บ้านสุขภาพดีเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” จังหวัดพะเยา ปี 2556-2558 โดยใช้แนวคิดการดำเนินโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินโครงการดังกล่าว มีหลักการสำคัญ คือ การวิเคราะห์ชุมชนโดยใช้เครื่องมือ 7 ชิ้น (Community Diagnosis) ประกอบด้วย 1) แผนที่เดินดิน 2) ผังเครือญาติ 3) โครงสร้างองค์กรชุมชน 4) ระบบสุขภาพชุมชน 5) ปฏิทินชุมชน 6) ประวัติศาสตร์ชุมชน และ 7) ชีวประวัติบุคคลสำคัญ ใช้เกณฑ์การประเมิน 3 กลุ่ม ประกอบด้วย
1.ผ่านเกณฑ์ Healthy Thailand 4 มิติ 17 เป้าหมาย 23 ตัวชี้วัด ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
2.ผ่านเกณฑ์การมีส่วนร่วม 3P เกณฑ์ 23 ตัวชี้วัด (People Place Partnership) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
3.การคัดกรองโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ในกลุ่มอายุ 15-60 ปี โดยใช้เครื่องมือ “ปิงปองจราจรชีวิต 7 สี” ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 และจัดแยกกลุ่มตามสีต่างๆ ที่ระบุตามความรุนแรงของโรคเพื่อในการเฝ้าระวัง ดูแลสุขภาพอย่างเป็นระบบ..
คณะแพทยศาสตร์ใช้หลักการการเรียนการสอนด้วยระบบ Student Engagement to Community Engagement ยึดชุมชนเป็นฐานการปฏิบัติการและริเริ่มใช้ตัวชี้วัดการพัฒนามาสู่การเรียนการสอนในชั้นเรียน (Development Indicator to Academic Indicator) ได้ส่งนิสิตมาฝึกประสบการณ์วิชาชีพในรูปแบบของทีมหมอครอบครัว (Family Health Team) รูปแบบบูรณาการสหสาขาวิชา (Integration + IPE Model) ทีมละ 12-13 คน ประกอบด้วย นิสิตแพทย์ นิสิตสาขาวิชาอนามัยชุมชน สาขาวิชาอนามัยสิ่งแวดล้อม สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สาขาวิชาการส่งเสริมสุขภาพ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ สาขาวิชาการแพทย์แผนจีน และสาขาคู่ขนานสาธารณสุข-นิติศาสตร์ สาธารณสุข-เศรษฐศาสตร์ ร่วมดำเนินงานในพื้นที่ชุมชนตามเกณฑ์มาตรฐานการพัฒนาหมู่บ้านสุขภาพดีฯ
ร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั้งจังหวัดพะเยา และจังหวัดสิงห์บุรี
ในระยะเริ่มต้นการดำเนิน “โครงการหมู่บ้านสุขภาพดีเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ของจังหวัดพะเยา ในปี 2556 ดำเนินงานในพื้นที่ 9 อำเภอ อำเภอละ 1 ตำบล รวม 9 ตำบล มีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เข้าร่วมจำนวน 21 แห่ง คณะกรรมการภายในระดับจังหวัดเป็นคณะประเมินผล ทั้ง 21 รพ.สต. ผลการประเมิน มี รพ.สต.จำนวน 17 แห่ง ผ่านเกณฑ์โครงการหมู่บ้านสุขภาพดีเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และได้รับมอบโล่เกียรติคุณ จากศาสตราจารย์เกียรติคุณ คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ นายกสภามหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2557
จากความสำเร็จการดำเนินโครงการหมู่บ้านสุขภาพดีเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ของจังหวัดพะเยา ได้ขยายพื้นที่ไปยังจังหวัดสิงห์บุรี เมื่อเดือนมกราคม 2558 ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 6 อำเภอ อำเภอละ 1 ตำบล รวม 6 ตำบล และได้ส่งนิสิตมาฝึกประสบการณ์วิชาชีพในรูปแบบทีมหมอครอบครัว (Family Health Team) ทีมละ 12-13 คน และได้ประเมินผลการดำเนินงานเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2558 โดยผู้แทนสำนักโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่าที่ร้อยตรีกิตติ ขันธมิตร กรมวังผู้ใหญ่ ผลการดำเนินงานผ่านเกณฑ์การประเมินเป็นหมู่บ้านสุขภาพดี ทั้ง 6 ตำบล และได้รับมอบโล่เกียรติคุณจากศาสตราจารย์เกียรติคุณ คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ นายกสภามหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2558
ในปี 2559 คณะแพทยศาสตร์ได้ประเมินผลการดำเนินงาน “โครงการหมู่บ้านสุขภาพดีเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ในระดับจังหวัดดังนี้
จังหวัดสิงห์บุรีได้ดำเนินการประเมินตำบลที่เหลือ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 คณะแพทยศาสตร์ได้ดำเนินการประเมินตำบลที่เหลือในระยะที่ 2 ผลการดำเนินงานผ่านเกณฑ์การเป็นหมู่บ้านสุขภาพดีครบทุกตำบล จำนวน 43 ตำบล 47 รพ.สต.
จังหวัดพะเยาได้ดำเนินการประเมินตำบลที่เหลือเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 ผลการดำเนินงานผ่านเกณฑ์การเป็นหมู่บ้านสุขภาพดีครบทุกตำบล จำนวน 68 ตำบล 95 รพ.สต.
มหาวิทยาลัยพะเยาจึงขอประกาศว่า “จังหวัดพะเยา และจังหวัดสิงห์บุรี” เป็นจังหวัดที่ผ่านเกณฑ์การประเมิน “จังหวัดสุขภาพดีเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”..
สภามหาวิทยาลัยพะเยาโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ นายกสภามหาวิทยาลัยพะเยา ได้กราบบังคมทูลถวายรายงานผลการดำเนินงาน และได้ถวายเล่มรายงานสรุปผลการดำเนินโครงการหมู่บ้านสุขภาพดีเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสิงห์บุรี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพะเยา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิงห์บุรี และผู้อำนวยการโรงพยาบาลพะเยา เข้าเฝ้าฯ รับโล่พระราชทาน เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2560 ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรบัณฑิตมหาวิทยาลัยพะเยา
ต่อมาในการดำเนินโครงการหมู่บ้านสุขภาพดีเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จังหวัดน่าน คณะแพทยศาสตร์ได้ร่วมมือกับจังหวัดน่าน ดำเนินโครงการหมู่บ้านสุขภาพดี
เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แบ่งเป็น 4 ระยะ
ระยะแรก (21 ธันวาคม 2558-12 กุมภาพันธ์ 2559) ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง อำเภอละ 1 ตำบล รวม 15 ตำบล 15 รพ.สต. เวลา 2 เดือน โดยได้ส่งนิสิตสาขาวิชาอนามัยชุมชน ชั้นปีที่ 4 ฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพบูรณาการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ตำบลนำร่อง นิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพตามเกณฑ์การพัฒนาหมู่บ้านสุขภาพดีฯ ร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดน่าน
ระยะที่สอง (17 ตุลาคม-10 ธันวาคม 2559) คณะแพทยศาสตร์ได้ส่งนิสิตสาขาวิชาอนามัยชุมชนชั้นปีที่ 4 ฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพบูรณาการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่จังหวัดน่าน ครอบคลุมทุกอำเภอ จำนวน 82 รพ.สต. เวลา 2 เดือน ฝึกภายใต้การดำเนินโครงการหมู่บ้านสุขภาพดีเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ระยะที่สาม (22 พฤษภาคม-4 มิถุนายน 2560) คณะแพทยศาสตร์ได้ส่งนิสิตมาฝึกประสบการณ์วิชาชีพในรูปแบบทีมหมอครอบครัว (Family Health Team) ครอบคลุมทุกพื้นที่ 15 อำเภอ 99 ตำบล 125 รพ.สต. เวลา 2 สัปดาห์ ได้ร่วมดำเนินการพัฒนาตามเกณฑ์ชี้วัด 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) เกณฑ์คุณภาพชีวิต 4 มิติ 2) เกณฑ์การมีส่วนร่วม 3P และ 3) เกณฑ์ NCD โดยเน้นในพื้นที่ตำบลนำร่องทั้ง 15 อำเภอ 15 ตำบล 20 รพ.สต. เพื่อให้ผ่านเกณฑ์การประเมิน และเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 คณะแพทยศาสตร์ได้ประเมินผลการดำเนินงานในพื้นที่ตำบลนำร่อง ทั้ง 15 ตำบล
พบว่ามีผลการดำเนินงานผ่านเกณฑ์ชี้วัดทั้ง 3 กลุ่ม ผ่านเกณฑ์การเป็นหมู่บ้านสุขภาพดีเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครบทั้ง 15 ตำบล 20 รพ.สต.
ส่งผลให้ประชาชนมีส่วนร่วมดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และสามารถลดความรุนแรงของโรคเบาหวาน ความดันในผู้ป่วยสีแดงได้ 26 คน ลดค่ารักษาพยาบาล กรณีที่ป่วยเป็นโรคแทรกซ้อนได้ถึง 13 ล้านบาท และได้รับโล่เกียรติคุณ จากศาสตราจารย์เกียรติคุณ คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ นายกสภามหาวิทยาลัย ทั้ง 20 รพ.สต. เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560
ระยะที่สี่ เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2561 คณะแพทยศาสตร์โดยทีมคณาจารย์ได้มาประเมินผลการดำเนินงานในระดับอำเภอ และจังหวัด ตามเกณฑ์การประเมิน 3 กลุ่ม โดยทุกหมู่บ้าน ตำบลต้องผ่านเกณฑ์ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 12: 1.เกณฑ์ Healthy Thailand 4 มิติ 30 ตัวชี้วัด ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 2.ผ่านเกณฑ์ 3P (People Place Partnership) 33 ตัวชี้วัด ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 3.การคัดกรองโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ในกลุ่มอายุ 15-60 ปี โดยใช้เครื่องมือ “ปิงปองจราจรชีวิต 7 สี” ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 และสามารถลดระดับความรุนแรงของโรคเบาหวาน (82 ราย) และความดัน (104 ราย) ในผู้ป่วยสีแดง (รุนแรง) ได้ 186 คน ลดค่ารักษาพยาบาลกรณีที่ป่วยเป็นโรคแทรกซ้อนได้ถึง 93 ล้านบาท
ผลการประเมินพบว่า จังหวัดน่าน ทั้ง 15 อำเภอ 99 ตำบล 125 รพ.สต 890 หมู่บ้าน 28 ชุมชน ผ่านเกณฑ์การประเมินทั้ง 3 กลุ่ม จึงขอประกาศว่า “จังหวัดน่านเป็นจังหวัดสุขภาพดี
เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ซึ่งในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยพะเยา เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา ได้พระราชทานโล่เกียรติยศให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน และสาธารณสุขอำเภอ ในฐานะที่บรรลุเกณฑ์ดังกล่าว ประกาศเป็น “จังหวัดน่านเป็นจังหวัดสุขภาพดีเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”
อนึ่ง : ได้ประมวลผลกระทบ (Impact) ของการดำเนินการควบคุมป้องกันโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ที่เป็นสีแดง (รุนแรง) ด้วยมาตรการปิงปองจราจรชีวิต 7 สี ได้กินยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ปรับพฤติกรรม 3 อ. 3 ลด อย่างเคร่งครัดของ 3 จังหวัด : จังหวัดพะเยา ผู้ป่วยเบาหวานลดลง 175 ราย ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงลดลง 116 ราย สามารถลดค่ารักษาพยาบาลได้ 145.5 ล้านบาท จังหวัดสิงห์บุรี ผู้ป่วยเบาหวานลดลง 144 ราย ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงลดลง 160 ราย สามารถลดค่ารักษาพยาบาลได้ 152 ล้านบาท จังหวัดน่าน ผู้ป่วยเบาหวานลดลง 82 ราย ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงลดลง 104 ราย สามารถลดค่ารักษาพยาบาลได้ 93 ล้านบาท สรุปการดำเนินการของ 3 จังหวัด ตั้งแต่ปี 2556-2560 สามารถลดผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง (ผู้ป่วยสีแดง) จำนวน 781 ราย
และสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 390.5 ล้านบาท (หากมีโรคแทรกซ้อนเสียค่าใช้จ่ายรายละ 500,000 บาท)..
สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “นิสิต ม.พะเยา” ได้ถอดบทเรียนร่วมกับคณาจารย์และครูพี่เลี้ยงแล้วพบว่าได้องค์ความรู้สำคัญ 3 ประการ คือ 1.นิสิตเกิดกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียนสู่การพัฒนาชุมชน (Student Engagement to Community Engagement) โดยริเริ่มใช้นวัตกรรมการใช้ตัวชี้วัดการพัฒนามาสู่การเรียนการสอนในชั้นเรียน : Development Indicator to Academic Indicator 2.นิสิตได้ตระหนักและสร้างระบบการพัฒนาชุมชนที่สำคัญของศาสตร์พระราชาในการพัฒนา คือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” 3.นิสิตตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานเป็นทีม (Team) รูปแบบ “Integration+IPEModel” และเกิดระบบ พึ่งตนเอง พอเพียง และสามารถถ่ายทอดประสบการณ์จากห้องเรียนสู่ชุมชน
เข้าใจถึงความสำคัญการมีส่วนร่วมของชุมชนได้เป็นอย่างดี มีประสิทธิภาพ..

