ยิ่งกว่าประชาธิปไตยครึ่งใบ โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

เมื่อครั้งกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ชุด ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ก่อนถูกลงมติไม่รับรองจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ ร่างแรกมีกลไกที่เรียกว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) มาจากผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกินสิบห้าคน

ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทำหนังสือถึงประธานกรรมาธิการ เสนอว่า คปป.ควรมีจำนวนยี่สิบคน ประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่งได้แก่ ประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ปรากฏว่ากรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญลงเรือแป๊ะเลยตามใจแป๊ะ ปรับแก้ใหม่ให้เป็นไปตามนั้น ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งทำให้ร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำลงในที่สุด

มาถึงสมัยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มีทีท่าปฏิเสธกลไกที่ว่านี้ตั้งแต่แรก ต้นร่างที่เผยออกมาเบื้องต้นก็ไม่ปรากฏกาย คปป.ให้เห็น

ขณะที่ข้อเสนอความคิดเห็นของคณะรัฐมนตรีที่มีไปถึงประธานกรรมการร่าง ลงนามโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวม 16 ประการ ก็ไม่ปรากฏข้อเสนอให้มีกลไกดังกล่าวอีกเช่นกัน

จนกระทั่งต่อมา พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ทำหนังสือถึงนายมีชัย ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เสนอแนวทางการปรับปรุงบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ปรากฏชื่อกลไกนี้ให้เห็น

หวยเลยไปออกที่มาตราเกี่ยวกับวุฒิสมาชิก ซึ่งให้มีกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือ 250 คน ให้กำหนดคุณสมบัติ ควรเปิดให้สามารถแต่งตั้ง

ข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญบางตำแหน่งซึ่งไม่ใช่สมาชิกในคณะรักษาความสงบแห่งชาติในปัจจุบัน โดยให้มีจำนวนไม่เกิน 6 คน หรือไม่เกินร้อยละตามสัดส่วนเพียงเล็กน้อย เข้ามาเป็นวุฒิสภาโดยตำแหน่ง

ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ

ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เหตุผลเพื่อเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงแห่งชาติ

ปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ เป็นอย่างไร แฟนพันธุ์แท้การเมืองไทยยุคแม่น้ำ 5 สายทราบดี

เพราะเชื่อมโยงถึงมาตราที่ว่าด้วยบทบาท อำนาจ หน้าที่ของวุฒิสภา ให้มีบทบาทในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เช่นการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ หรืออื่นๆ ตามกติการะบบรัฐสภาและกระบวนการยุติธรรมตามสมควรในระหว่างช่วงการเปลี่ยนผ่าน 5 ปี

ถอยหลังไปไกลยิ่งกว่ายุคประชาธิปไตยครึ่งใบ สมัย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีเสียอีก ซึ่งวุฒิสภามีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายเป็นหลัก ไม่ถึงขั้นร่วมอภิปรายไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจได้

เพราะยึดหลัก ไม่ควรมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และทางการบริหาร ฝ่ายการเมืองผู้กำหนดนโยบาย กับฝ่ายประจำผู้ปฏิบัติตามนโยบายต้องแยกจากกัน

ไม่เช่นนั้น วันหนึ่งวุฒิสมาชิกท่านผู้บัญชาการเหล่าทัพเหล่านี้ไม่เห็นด้วยกับนโยบายหรือท่าทีของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจผู้บังคับบัญชาตัวเองได้ ใครแพ้ ใครชนะก็แล้วแต่

วันหนึ่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ข่าวว่าทหารผู้ใต้บังคับบัญชาจะใช้เวทีรัฐสภาเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ก็มีคำสั่งปลดหรือโยกย้ายออกจากตำแหน่งไปนั่งประจำ ตบยุงอยู่ที่หนึ่งที่ใดเสียก่อน

เกิดสถานการณ์ตัวอย่างทำนองนี้ หลักประกันความมั่นคง การปฏิวัติ รัฐประหาร ยึดอำนาจ ขับไล่รัฐบาล ล้มกระดานประชาธิปไตย จะเกิดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งหรือไม่

ฉะนั้นที่อ้างเหตุผลว่าเพื่อเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงแห่งชาตินั้น ในทางปฏิบัติจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือ

ครับ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับจริงเพื่อการลงประชามติที่กรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญให้สัญญาประชาคมว่าจะเผยออกมาให้ทุกฝ่ายเห็นโฉมวันที่ 29 มีนาคมนี้ จะยังปรากฏวุฒิสมาชิกจาก 6 นายพล ตามข้อเสนอของคณะรักษาความสงบแห่งชาติอยู่หรือไม่

แม้จะปรับแก้เพื่อให้ลดความร้อนแรงลง ทั้งที่มา คุณสมบัติ และอำนาจหน้าที่อย่างไร อาจช่วยลดแรงกดดันในการเคลื่อนไหวผลักดันการลงประชามติให้ผ่านได้ระดับหนึ่งเท่านั้น

เพราะยังมีประเด็นอื่นอีกไม่น้อยที่ผู้มีส่วนได้เสีย รอดูว่ากรรมการร่างจะรับฟังความเห็นหรือยืนกรานแนวทางของตัวเองมากกว่า เป็นต้นว่าบทบัญญัติที่ว่าด้วยการกระจายอำนาจสู่องค์กรท้องถิ่น ซึ่งสมาคม องค์กรส่วนท้องถิ่นต่างๆ ประกาศท่าทีชัดเจนว่าหากไม่ได้รับความสนใจแก้ไขก็ให้รณรงค์คว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทันที

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้กกท.จับมือมหิดลพัฒนาโภชนาการนักกีฬา
บทความถัดไปเชียงรายดันวาระ’เมืองอาหารปลอดภัย’ หลังทุนใหญ่ผูกขาดสินค้า-คนไทยป่วยจากสารพิษตกค้าง