Four Worlds of Work : สี่ความเป็นไปได้ของอนาคตในปี 2030 โดย : ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

29.01.18 | 15:29 น.

ในการศึกษาอนาคตศาสตร์โดยเฉพาะในด้านที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี เราจะพบสเปกตรัมความเห็นจากนักวิชาการ ตั้งแต่แบบดิสโทเปียที่สุดทางซ้าย ไปจนถึงมองว่าเทคโนโลยีจะนำมาซึ่งสรวงสวรรค์และดินแดนที่ไร้ความเหลื่อมล้ำในทางขวา หากลองอ่านหนังสือไล่เรียงจากแบบที่มืดที่สุดไปจนถึงแบบที่สว่างที่สุด เราอาจพบว่าเหตุการณ์เดียวกัน (เช่น หุ่นยนต์สามารถยกของได้อย่างถูกต้อง) ถูกตีความหรือ extrapolate ไปในอนาคตได้แบบคนละเรื่อง (“มันจะมาช่วยผู้สูงอายุให้อยู่คนเดียวได้ง่ายขึ้น” ไปจน “มันจะมาฆ่าพวกเราในแบบหนังเรื่องเทอร์มิเนเตอร์!)”

นอกจากสเปกตรัมมิติเดียวแล้ว ในแต่ละช่วงเรายังพบความแตกต่างในแต่ละเฉดในตัวมันเองด้วย คนที่มองโลกเลวร้ายในเรื่องหนึ่ง ก็อาจจะมองว่าแต่เทคโนโลยีก็จะมาช่วยในอีกเรื่อง (เช่น อาจมองว่าถึงความเหลื่อมล้ำจะสุดขั้ว แต่โดยรวมแล้วมนุษย์จะมีสุขภาพดีขึ้น)

หากให้เราลองเจาะลึกลงมาจินตนาการถึงตลาดแรงงานอนาคตในวันนี้ เราอาจทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าการมองภาพอย่างเลวร้ายที่สุด เราอาจมองเห็นโลกที่หุ่นยนต์จะมาทำงานแทนมนุษย์ ความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และระบบเศรษฐกิจแบบผู้ชนะรวบหมด ที่เป็นเช่นนี้ เป็นไปได้ไหมว่าเกิดขึ้นเพราะสื่อต่างป้อนข้อมูลเหล่านี้ให้กับเรา ประกอบกับความที่มนุษย์มักมีแนวโน้มที่จะมองโลกในแง่ลบมากกว่าแง่บวก จึงทำให้เมื่อวาดภาพอนาคต เราจึงมักเลือกใช้สีที่หม่นที่สุดจากกล่องสีที่มีให้เลือกหลากหลาย

แต่มันอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้

บริษัทที่ปรึกษา PricewaterCoopers (pwc) ออกรายงานชื่อ Workforce of the future เพื่อพยายามรวบรวมอนาคตที่เป็นไปได้ของตลาดแรงงานเข้าไว้ด้วยกัน ถึงอนาคตจะมาในรูปแบบหลากหลายนับไม่ถ้วน แต่พวกเขาก็พยายามมัดรวมอนาคตสี่แบบเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งชื่อว่าเป็น “สี่โลกแห่งการทำงานในปี 2030” โดยพิจารณาปัจจัยหลากหลาย ไม่เพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพประชากร, ความเป็นเมืองที่เพิ่มมากขึ้น, การเปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจโลก และความขาดแคลนทรัพยากรรวมไปถึงการเปลี่ยนสภาพอากาศ

Advertisement

งานศึกษานี้แบ่งโลกทั้งสี่ตามคู่ตัวแปรสองด้าน คือ การรวมหมู่หรือการเป็นปัจเจก (Collectivism-Individualism) และการแตกตัวทางธุรกิจหรือการควบรวมของเครือบริษัท (Business Fragmentation-Corporate Integration) เมื่อวาดเป็นกราฟตามแกนตั้งแกนนอนออกมา ก็จะแบ่งอนาคตได้ออกเป็นสี่ด้านตามควอแดรนท์พอดี

อนาคตสี่แบบประกอบด้วยอะไรบ้าง? พวกเขาตั้งชื่ออนาคตตามสีเพื่อให้เรียกง่ายๆ และวาง “ไทม์ไลน์สมมุติ” ของอนาคตแต่ละแบบไว้ดังนี้

โลกสีแดง : นวัตกรรมมาก่อน (ปัจเจก, ธุรกิจแตกตัว) ในโลกแบบนี้ กฎเกณฑ์ต่างๆ จะไม่ค่อยถูกบังคับใช้ ตลาดจะสดใส เต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญและคนทำกำไรจากกลุ่มผู้บริโภคย่อย (niche) อนาคตที่เป็นไปได้อาจประกอบด้วย: ปี 2020 คดีอื้อฉาวและคดีคอร์รัปชั่นของนักการเมืองและนักธุรกิจส่งสัญญาณต่อโลกว่า “อะไรก็เกิดขึ้นได้” หลังจากนั้นปี 2021 แอพพ์ที่สร้างโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยในไต้หวันอาจขายได้ราคาสูงถึง 49 ล้านเหรียญสหรัฐ, ปี 2022 ศาลอุทธรณ์อังกฤษตัดสินว่าสิ่งที่ลูกจ้างพัฒนานอกเวลางาน ก็ยังเป็นทรัพย์สินของบริษัทอยู่, ปี 2030 จำนวนแรงงาน ‘ประจำ’ ในสหรัฐตกลงเหลือเพียง 9% เท่านั้น

โลกสีแดงเป็นโลกสำหรับนวัตกรรม ผู้ชนะไม่กี่คนจะชนะอย่างท่วมท้น โลกที่ไร้กฎเกณฑ์จะเป็นสถานที่ฟูมฟักนวัตกรรมได้อย่างดี

แต่นวัตกรก็อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ว่าธุรกิจพันล้านของตัวเองในวันนี้ อาจถูกฟ้องจนไร้มูลค่าในอีกไม่กี่วัน

โลกสีฟ้า : เครือบริษัทมาก่อน (ปัจเจก, บริษัทควบรวม) ในโลกแบบนี้บริษัทจะใหญ่กว่าชาติ บริษัทต่างๆ อาจได้รับอนุญาตให้ “ปรับร่างกาย” ของพนักงานเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด อนาคตที่เป็นไปได้อาจประกอบด้วย ปี 2020 ครอบครัวจีน 1% บนสุดมีการบริโภคสูงกว่าครอบครัวอเมริกัน 1% บนสุด, ปี 2021 บริษัทโซเชียลมีเดียที่ใหญ่ที่สุดในโลกควบรวมกับบริษัทเทเลคอมของแอฟริกา, ปี 2022 บริษัททั่วโลกยอมให้พนักงานทำงาน “ข้ามแดน” ได้, ปี 2025 UN ยอมให้เกิดการปรับปรุงมนุษย์ (Human Enhancement) และปี 2030 บริษัทในอินเดียอาจประกาศว่าได้รายได้สูงขึ้น 24% ด้วยการให้พนักงานกินยากระตุ้นประสิทธิภาพสมอง

โลกสีฟ้าอาจฟังดูเหมือนภาพยนตร์ดิสโทเปียหลายเรื่อง ที่มนุษย์ (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัท) ไม่ได้เป็นอะไรนอกจากหน่วยทำกำไรหน่วยหนึ่ง ที่อาจถูกปรับ จูน ได้ไม่ต่างจากฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์

โลกสีเขียว : บริษัทแคร์สังคม (รวมหมู่, บริษัทควบรวม) นี่เป็นโลกที่ผู้บริโภคและสังคมดูจะ ‘ชนะ’ ความโลภของบริษัทต่างๆ และสามารถรวมตัวกันเพื่อกดดันให้บริษัทต้องเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนรวมในทุกทาง (รวมไปถึงต้องปรับปรุงสวัสดิการของพนักงานของตนด้วย) ในโลกที่ดูดีนี้ การใช้เทคโนโลยีจะมาพร้อมกับความลักลั่น ในทางหนึ่งมันก็ทำให้บริษัทสามารถแสวงหากำไร (หรือยังพออยู่ได้) ในโลกมีบรรทัดฐานสูง แต่ในทางกลับกัน เทคโนโลยีก็อาจมาทดแทนแรงงานมนุษย์ไปพร้อมกัน

อนาคตที่เป็นไปได้ของโลกแบบนี้อาจประกอบด้วย : ขบวนประท้วงขอให้บริษัทงดใช้หุ่นยนต์, แคมเปญโซเชียลมีเดียขอให้บริษัทและองค์กรต่างๆ ใช้น้ำอย่างระมัดระวัง, สหภาพยุโรปออกกฎหมายแบนบริษัทต่างๆ ไม่ให้ใช้พาหนะที่ใช้น้ำมันดีเซล

โลกสีเหลือง : มนุษย์มาก่อน (รวมหมู่, ธุรกิจแตกตัว) เป็นโลกที่โดยพื้นฐานแล้วอาจดูคล้าย “โลกสีเขียว” แต่แทนที่บริษัทใหญ่ยักษ์จะครองอำนาจอย่างในปัจจุบัน บริษัทเล็กๆ จะเกิดขึ้นช่วยกระจายอำนาจให้เท่าเทียมขึ้น PwC มองว่าในโลกที่เทคโนโลยีด้านการเงินพัฒนาก้าวหน้า เราจะไปถึงจุดที่การระดมทุนเป็นโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนได้ ซึ่งจะช่วยสร้างธุรกิจที่แคร์สังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ธุรกิจที่เน้นคุณค่าของการทำงานด้วยมือและความช้าก็จะกลับมาได้รับความนิยม “ความเป็นมนุษย์” คือคุณสมบัติสำคัญของการอยู่รอดในโลกสีเหลือง

อนาคตที่เป็นไปได้อาจประกอบด้วย : คณะกรรมการยุโรปออกกฎ “ค่าแรงเป็นธรรม”, บริษัทแอพพ์เรียกแท็กซี่ยอมอ่อนข้อให้กับสาธารณชนและเพิ่มออปชั่น “ขอรถที่มีมนุษย์ขับ” ลงในแอพพ์ (หลังก่อนหน้ามีแต่รถยนต์อัตโนมัติ), ตรารับรองว่า “ผลิตโดยมนุษย์” ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ซึ่งจะประทับให้กับสินค้าที่ไม่ใช้เครื่องจักรในการผลิตเลย

นั่นคือโลกทั้งสี่ในมุมมองของ PwC

คำถามคือ คุณคิดว่าโลกกำลังดำเนินไปสู่โลกสีใด? จริงๆ แล้ว มันควรจะเดินไปสู่โลกสีใด? และมีอะไรบ้าง ที่เราจะสามารถช่วยไกด์ให้โลกเดินไปในทางที่เราต้องการ