เจ้าบ่าวครอบครัวนักธุรกิจใหญ่แต่งงานกับเจ้าสาวตระกูลสูงมั่งคั่งทัดเทียมกัน หรือแต่งกับเจ้าสาวสามัญชน แต่งแล้วก็เป็นทองแผ่นเดียวกัน ถ้าครอบครัวมีธุรกิจอยู่แล้ว เจ้าสาว ก็อาจกลับไปช่วยคุณพ่อคุณแม่ทำธุรกิจ ส่วนเจ้าสาวสามัญชน ถ้าไม่รับราชการก็อาจมีรายได้จากเอกชนเป็นเงินเดือนของตนเอง หรือลาออกจากกงานเข้ามาช่วยในธุรกิจกงสีครอบครัวของเจ้าบ่าว รายได้จากการทำธุรกิจของสามี และทรัพย์สินทั้งหลายทั้งปวงที่สามีได้มา ย่อมเป็นสินสมรสที่ภริยามีสิทธิอยู่ด้วยครึ่งหนึ่ง รายได้ของภริยาไม่ว่ารายได้จากธุรกิจหรือเงินเดือน ก็เป็นของสามีครึ่งหนึ่งเช่นกัน
ทรัพย์สินเงินทองที่คุณพ่อคุณแม่ของเจ้าสาวยกให้ภริยาหมาดๆด้วยความรักความห่วงใย ก็เป็นสินส่วนตัวของภริยา ที่สามีไม่มีสิทธิ อันนี้เป็นเรื่องปกติที่คาดหวังได้ตามกฎหมายไทย เรือนหอที่ปลูกใหม่อาจเป็นชื่อสามีภริยาร่วมกัน หรือเป็นบ้านเดิมบนที่ดินของบิดามารดาสามี ที่อยู่คนละหลังกัน แต่บนผืนที่ดินเดียวกัน บ้านเดิมนี้จึงเป็นสินส่วนตัวของสามีที่ภริยาไม่มีสิทธิไม่มีส่วนตามกฎหมาย
สิทธิตามกฎหมายในสินส่วนตัวและสินสมรสของทั้งสามีและภริยานี้กำหนดให้แตกต่างออกไปได้ตามสัญญาก่อนสมรส เรือนหอและที่ดินที่เรือนหอตั้งอยู่ ซึ่งเป็นสินส่วนตัวของสามี ก็แยกโฉนดออกมาจากคุณพ่อคุณแม่ของสามีได้ โดยให้จดทะเบียนที่ดินให้อยู่ในชื่อของทั้งสามีและภริยา โดยการเปลี่ยนสินส่วนตัวเของสามีป็นสินสมรส ทรัพย์สินเงินทองที่คุณพ่อคุณแม่ของภริยายกให้ลูกสาวเพื่อรับขวัญวันแต่งงาน ก็ระบุให้เป็นสินสมรสของทั้งภริยาและสามีได้
ในทางกลับกัน สินสมรส ที่สามีทำมาหาได้ในระหว่างแต่งงานกัน ก็กำหนดแบ่งไว้ให้ลูกที่จะเกิดมาในอนาคตได้ แทนที่จะแบ่งกันคนละครึ่งกับภริยา และรายได้ของภริยาที่สามีมีสิทธิด้วยครึ่งหนึ่ง หากสามีมีความรักความเมตตาต่อภริยาเป็นพิเศษ ก็อาจระบุในสัญญาก่อนสมรส ยกรายได้ส่วนนี้ให้เป็นของภริยาไปทั้งหมดก็ได้
สินสมรสที่ทั้งสามีและภริยากันส่วนไว้ให้ลูกนี้ ถ้าจะให้ได้ผลยั่งยืนแน่นอนถาวรก็อาจนำไปตั้งเป็นทรัสต์ในต่างประเทศ โดยมีข้อกำหนดในทรัสต์หรือสัญญาตั้งกองทุนที่ทำแยกขึ้นมาต่างหากว่า ให้เก็บไว้เป็นทุนการศึกษาแก่ลูกโดยอนุญาตให้ลูกเริ่มเบิกจ่ายได้เมื่อเข้าเรียนปีแรกในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ จนจบปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอก แล้วแต่เป้าหมายทางการศึกษาของแต่ละครอบครัว ซึ่งนอกจากจะสร้างความมั่นใจว่าครอบครัวมีหลักประกันเป็นสกุลเงินปอนด์หรือดอลลาร์สหรัฐให้ลูกได้ศึกษาต่อต่างประเทศอย่างแน่นอนในอีก 10-20 ปีข้างหน้า คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ยังสบายใจได้อีกว่าทุนการศึกษาของลูกจะไม่ได้รับผลกระทบหากค่าเงินบาทอ่อนตัวลงในระยะยาว
ที่ระบุว่าเป็นมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เพราะว่า คุณพ่อคุณแม่จะไม่กังวลกับค่าใช้จ่ายของมหาวิทยาลัยในเมืองไทยที่ถึงอย่างไรก็น่าจะส่งให้เรียนจนจบได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่มหาวิทยาลัยในเมืองนอกต้องจ่ายเป็นงินปอนด์ หรือเงินดออลาร์สหรัฐ และค่าเทอมสูงขึ้นอย่างน้อย 5% ทุกปี ค่าครองชีพก็เช่นกัน
คุณพ่อคุณแม่ ที่ส่งลูกเรียนเมืองนอก ตอนเกิดวิกฤตลดค่าเงินบาทเมื่อปี 2540 คงจำกันได้ดีถึงผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของครอบครัว และการศึกษาของลูกในต่างประเทศ ค่าเงินบาท ที่เดิมคุณพ่อคุณแม่นำเงิน 50,000 บาท ไปซื้อดอลลาร์ 2,000 เหรียญ ในอัตรา 25 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์ ส่งไปเป็นค่าใช้จ่ายให้ลูกเรียนในอเมริกาแต่ละเดือน เป็นค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ ค่าอาหาร ค่าน้ำมันรถ และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
แต่จู่ๆค่าเงินบาทก็ตกฮวบลง เป็น 50 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์ ทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องใช้เงินถึง 100,000 บาท เพื่อนำไปซื้อ 2,000 ดอลลาร์ จากธนาคารส่งไปให้ลูก ทำให้คุณพ่อคุณแม่บางรายเจอผลกระทบทางธุรกิจอย่างรุนแรง โดยเฉพาะครอบครัวที่กู้เงินต่างประเทศมาทำธุรกิจ เมื่อค่าเงินบาทตก ก็ต้องหาเงินบาทจำนวนมากขึ้นมาใช้หนี้เงินตราต่างประเทศ ทำให้หาเงินบาทได้จำนวนไม่พอที่จะมาชำระหนี้ และ บางรายไม่พอที่จะส่งให้ลูกเรียนจบได้
สาเหตุที่คนไทยสนใจในทรัสต์ต่างประเทศมากขึ้น เพราะยังไม่มีอุปกรณ์ทางการเงินใดในเมืองไทยที่จะมาอุดช่องโหว่ สร้างความอบอุ่นใจให้คุณพ่อคุณแม่ถ้าหากค่าเงินบาทตกต่ำ ส่วนใหญ่ก็ได้แต่ภาวนาให้เงินบาทแข็งค่าอย่างนี้ตลอดไป โดยไม่มีความแน่นอนอะไร กฎหมายไทยยังไม่เอื้ออำนวยให้ตั้งทรัสต์ได้ การนำเงินไปลงทุนเมืองนอก โดยผ่านการอนุมัติจากธนาคารรับอนุญาต จึงเป็นทางออกที่ผู้มีอันจะกินในเมืองไทย ใช้เป็นเครื่องมือที่จะนำมาใช้เป็นหลักประกันในการศึกษาและการอยู่ดีกินดีในอนาคตของลูก
การกันส่วนสินสมรสของสามีภริยาไว้ให้ลูกนี้ต้องวางแปลนไว้ในสัญญาก่อนสมรส จะรอให้มีลูกก่อนค่อยเริ่มคิดกันจะไม่ทันสถานการณ์ สาเหตุก็เพราะว่า สัญญาก่อนสมรสนั้นเมื่อคู่บ่าวสาวลงนามเรียบร้อยแล้ว และนำไปจดทะเบียนแนบกับทะเบียนสมรสโดยถูกต้อง จะแก้ไขหรือยกเลิกไม่ได้ ถ้าจะแก้ไขหรือยกเลิก ต้องไปขออนุญาตศาล ให้ศาลท่านมีคำสั่งลงมา จึงแก้ไขหรือยกเลิกได้
แต่ถ้ารอให้แต่งงานจนมีลูกแล้วค่อยวางแผนการศึกษาให้ลูก ต่อมาจึงมาทำความตกลงกันในตอนนั้น ความไม่แน่นอนก็มีอยู่มาก เพราะกฎหมายไทยกำหนดว่าสัญญาระหว่างสมรส ซึ่งก็คือสัญญาที่สามีภริยาทำขึ้นระหว่างการแต่งงานนั้น ทั้งสามีและภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยกเลิกได้เสมอในขณะที่เป็นคู่สมรสกัน ยิ่งถ้าการแต่งงานสิ้นสุดลงยิ่งสงสารลูก เพราะกฎหมายบังคับให้สามี หรือภริยาที่หย่ากันนั้นมีสิทธิบอกเลิกสัญญาระหว่างสมรสได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันหย่า ไม่ว่าสัญญาระหว่างสมรสนั้นจะทำกันมากี่สิบปีก็ตาม
แรกเริ่มเดิมที สัญญาก่อนสมรส ที่คนไทยรู้จัก โดยมากจะทราบเรื่องมาจากเศรษฐีชาวอเมริกันที่อายุมาก ที่แต่งงานใหม่กับคู่สมรสที่ยังอายุน้อย มักจะขอให้เจ้าสาวทำสัญญาก่อนสมรส ก่อนที่ทั้งคู่จะเข้าพิธีวิวาห์กัน เพราะคู่สมรสชาวอเมริกันมักจะเลิกกันง่ายกว่าคู่สมรสชาวไทย และเศรษฐีอเมริกันมักจะมีลูกติดจากภริยาเก่าหลายคน จึงต้องการที่จะแบ่งทรัพย์สินให้ทั้งลูกของภริยาเก่า และตัวภริยาใหม่เองอย่างเป็นธรรม
โดยอาจกำหนดเงินเดือนจำนวนแน่นอนที่ค่อนข้างสูงไว้ให้ภริยาใหม่ ให้อยู่สุขสบายในช่วงที่แต่งงานกัน และกำหนดจำนวนเงินก้อนที่สูงมากเช่นกันให้แก่ฝ่ายหญิง หากต้องเลิกกัน โดยให้ชีวิตหลังการหย่าร้างของฝ่ายหญิงได้อยู่สุขสบายไปตลอดชีวิต เป็นต้น ซึ่งรายได้ทั้งชีวิตของฝ่ายหญิงนี้ อาจได้เป็นก้อนเดียวเหมือนเงินบำเหน็จ หรืออาจได้เป็นรายเดือน หรือรายปี ตลอดชีวิต จากทรัสต์ที่ฝ่ายชายตั้งขึ้นอีกเช่นกัน แม้ฝ่ายชายเสียชีวิตไปแล้ว ทรัสต์ก็ยังทำหน้าที่กองทุนจ่ายเงินให้ฝ่ายหญิงโดย ปกติ ไม่ต้องไปยุ่งกับมรดกของฝ่ายชาย
ต่อมาแนวความคิดนี้ถูกนำมาใช้ในเมืองไทย ในบรรดาชายชาวต่างชาติที่แต่งงานใหม่กับสุภาพสตรีชาวไทย ในขณะที่ตนยังมีภาระความผูกพันต้องส่งเสียดูแลภริยาเก่าและลูกที่เกิดจากภริยาเก่า เมื่อคนไทยเป็นเศรษฐีกันมากขึ้น ทั้งสัญญาก่อนสมรส และสัญญาทรัสต์ ก็เริ่มเป็นที่สนใจของคนไทยในแวดวงผู้มีอันจะกิน ในบรรดาครอบครัวที่ทำธุรกิจ ที่แต่งงานกับสามัญชน หรือแต่งงานกับครอบครัวอื่นที่ทำธุรกิจด้วยกันเอง ซึ่งครอบครัวประเภทหลังนี้ มักจะเป็นครอบครัวที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง ต้องการอิสระในการขายที่ดิน โดยไม่ต้องขอคำยินยอมจากคู่สมรส ซึ่งหลายกรณีทำพิธีแต่งงานกัน โดยไม่จดทะเบียนสมรสกัน
แต่ในปัจจุบันเมื่อกฎหมายไทยก็มีการยอมรับ ให้ทำสัญญาก่อนสมรสกันได้ คู่สมรสชาวไทยจึงมีทางเลือกอีกทางหนึ่งที่จะจดทะเบียนสมรสกัน และทำความตกลงไว้ในสัญญาก่อนสมรสได้ว่า สามีและภริยา ไม่ต้องขอความยินยอมซึ่งกันและกันเมื่อจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอันเป็นสินสมรสที่ได้มาหลังจากทั้งคู่แต่งงานกัน สัญญาก่อนสมรส สำหรับคนไทย จึงไม่ใช่ของแปลกอีกต่อไป

