หน้าแรก คอลัมนิสต์ วันสุดท้ายของ...

วันสุดท้ายของนักโทษประหาร โดย : กล้า สมุทวณิช

7.01.18 | 14:00 น.

สําหรับงานทางวรรณกรรมแล้ว “ขนาดไม่ใช่เรื่องสำคัญ” คือข้อเท็จจริงที่ใครก็ไม่อาจถกเถียง เช่นที่ไม่อาจรับประกันได้เลยว่า นวนิยายขนาด 500 หน้า จะมีน้ำหนักต่อความคิดและความรู้สึกของผู้อ่าน เหนือกว่างานเขียนประเภทเดียวกันที่บางกว่าสักห้าเท่า อ่านจบได้ภายในหนึ่งชั่วโมง แต่สร้างความหนักหน่วงในความคิด ความรู้สึก และสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้หากถึงพร้อมด้วยจังหวะเวลา

นิยายแปลเล่มเล็กๆ ชื่อ “วันสุดท้ายของนักโทษประหาร” (Le dernier jour d’un condamné) ของ วิกตอร์ อูโก (Victor HUGO) ที่สำนักพิมพ์มติชนร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยร่วมกันจัดพิมพ์ขึ้น เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับงานประเภท “น้อยแต่มาก” หากจะยกขึ้นแนะนำ ด้วยตัวเล่มขนาดเล็กกะทัดรัดประมาณ 11 คูณ 18 เซนติเมตร หนาเพียงเซนติเมตรเดียว น้ำหนักเบากว่าแท็บเล็ตขนาด 8 นิ้ว ความยาวเฉพาะตัวเรื่องเพียง 130 หน้า หากพลังในทางวรรณกรรมของมันนั้นหนักเกินกว่าคุณลักษณะทางกายภาพทั้งหลายที่ได้ระบุมายิ่งนัก

ในทางวรรณกรรมแล้ว นิยายสั้นๆ ของอูโก นักเขียนระดับโลกชาวฝรั่งเศสผู้นี้ พาเราดำดิ่งเข้าไปในห้วงยามสุดท้ายของชายคนหนึ่งที่ต้องโทษประหารชีวิตด้วยเครื่องกิโยตินในสมัยศตวรรษที่สิบเก้า การบรรยายไล่เรียงถึงความรู้สึกหวาดกลัว กระวนกระวาย กับความคิดที่สลับสับสน ร่ำร้องเพรียกหาการอภัยโทษที่ไม่อาจมาถึง โดยเฉพาะในโมงยามท้ายๆ ก่อนขึ้นสู่ตะแลงแกงนั้นก็ทรงพลังทางวรรณกรรมยิ่งแล้ว หากประกอบเข้ากับบทบรรยายที่วาดภาพบรรยากาศของคุกและเมืองปารีสในช่วงเวลาดังกล่าว ที่แทบจะได้กลิ่นฝนโคลนดินของคุกบิเซ็ตร์ กลิ่นหอมจากตลาดดอกไม้อันอาจจะเป็นความงดงามสุดท้ายในชีวิตของตัวเอกที่ไม่ระบุชื่อหรือความผิดนั้น ก็เพียงพอที่จะยื่นหนังสือเล่มนี้ให้แก่ใครสักคนที่ปรารถนาจะเสพรสอันเป็นเอกของวรรณกรรมระดับโลกได้ แม้แต่เขาจะมีเวลาเหลืออยู่ในโลกอีกไม่เกินสองชั่วโมง

นอกจากนั้น ผลกระทบเชิงสังคมของนิยายสั้นๆ เล่มนี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนกระบวนทัศน์เกี่ยวกับโทษประหารชีวิตในสังคมฝรั่งเศส การต่อสู้ในเชิงความคิดนี้นำไปสู่การยกเลิกโทษชนิดนี้อย่างเป็นทางการตามกฎหมายโดยรัฐสภาในปี ค.ศ.1981 (พ.ศ.2524) หรือกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบปี นับแต่นิยายเรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรก ความละเอียดเกี่ยวกับการต่อสู้เชิงความคิดที่นำไปสู่การแก้ไขกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรมนี้ ปรากฏในส่วนคำนำของท่านเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ซึ่งมีคุณค่าเทียบเท่าความเรียงทางวิชาการชั้นดีเช่นกัน

สําหรับนักคิดและนักเขียนแล้ว หนังสือเล่มนี้อาจจะเป็นทั้งตัวอย่างเชิงประจักษ์ และสัญลักษณ์ของความหวังว่า การทำงานเขียน สร้างงานวรรณกรรมผ่านตัวอักษรนั้น หากมันมีพลังที่เพียงพอ ประกอบกับหากถึงจังหวะเวลาและบริบทที่เหมาะสมแล้ว มันสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางสังคมได้จริง …แม้อาจจะต้องรอคอยสักร้อยห้าสิบปีก็ตาม

Advertisement

นิยายเรื่องนี้ชวนให้เราตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของการลงโทษประหารชีวิต อันเป็นข้อเสนอที่ท้าทายและร่วมสมัยเสมอ เมื่อมีการพูดถึงประเด็นนี้ในสังคมไทย เมื่อใดก็ตามที่เกิดอาชญากรรมสะเทือนขวัญ ข้อเรียกร้องแรกๆ ของสังคมก็คือ ให้นำตัวคนร้ายไปประหารชีวิตเสียให้ตกไปตามกัน ข่มขืนต้องประหาร ขับรถชนคนตายก็ควรประหาร ฆ่าคู่หมั้นก็น่าประหาร ล่าสุด โกงชาติบ้านเมืองก็จะให้ประหาร

การประหารชีวิตนั้นถือเป็นโทษอาญาสูงสุดของไทย บัญญัติไว้ในมาตรา 18(1) และระบุวิธีการไว้ในมาตรา 19 ว่า “ผู้ใดต้องโทษประหารชีวิต ให้ดำเนินการด้วยวิธีฉีดยาหรือสารพิษให้ตาย” ซึ่งได้รับการแก้ไขปี พ.ศ.2545 จากเดิมที่ให้เอาไปยิงเสียให้ตาย ที่เราเรียกกันอย่างชินปากว่าการ “ยิงเป้า” ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงในทางมนุษยธรรมครั้งล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับโทษประหารชีวิตนี้ โดยอยู่ภายใต้แนวคิดที่ว่า การลงโทษประหารชีวิตนั้น รัฐต้องการทำให้ผู้ต้องรับโทษต้อง “ตาย” มิใช่ทรมาน ดังนั้นจึงต้องหาวิธีการที่ดีที่สุดที่จะให้ผู้นั้นตายลงโดยเจ็บปวดทรมานน้อยที่สุด

อันเป็นเหตุผลลักษณะเดียวกันกับครั้งที่ประเทศฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1792 ที่ ดร.โจเซฟ อิกนาส กิโยติน (Dr.Joseph-Ignace Guillotin) เสนอให้ใช้เครื่องมือชนิดนี้ในการปลิดชีวิตผู้ต้องโทษประหารนี้เพื่อให้ไม่ต้องเจ็บปวดทรมาน ชื่อของท่านจึงถูกใช้เป็นคำเรียกเครื่องมือดังกล่าวนั้นแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ในประมวลกฎหมายอาญาของไทย โทษประหารชีวิตนี้ ถูกระวางไว้ลงต่อผู้มีความผิดอุกฉกรรจ์ต่อสถาบันหลักของชาติ ประเทศ และรัฐ ได้แก่การประทุษร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ ตลอดจนผู้ใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ล้มล้างหรือเพื่อให้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร หรือตุลาการไม่ได้ หรือแบ่งแยกหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร ทรยศต่อประเทศชาติ ประทุษร้ายต่อบุคคลสำคัญ หรือการก่อการร้าย

นอกจากนั้นในส่วนการกระทำความผิดระหว่างราษฎรด้วยกัน ก็ได้แก่การกระทำความผิดต่อชีวิตของผู้อื่นโดยเจตนาหรือในเหตุอุกฉกรรจ์ หรือการกระทำความผิดประการอื่นที่ส่งผลให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต เช่น ทำแท้ง หรือกระทำชำเราจนผู้อื่นเสียชีวิต ความผิดทางเพศอันร้ายแรงต่อเด็ก การเรียกค่าไถ่

ส่วนที่น่าสนใจและมีการแก้ไขกันไปล่าสุด คือการกำหนดโทษแก่ผู้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และหน้าที่ในการยุติธรรม ให้มีระวางโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตไปเมื่อปี 2560 ซึ่งประเด็นนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในเรื่องการเพิ่มโทษประหารชีวิต ในคดีที่ออกจะคลุมเครือและสุ่มเสี่ยงต่อการกลั่นแกล้งกันในทางการเมือง ในกระแสของโลกอารยะที่พยายามที่จะลดหรือเลิกการลงโทษประเภทนี้

นอกจากในประมวลกฎหมายอาญาแล้ว คดีที่เราจะพบการลงโทษถึงประหารชีวิตได้บ่อยๆ คือการกระทำความผิดฐานจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษร้ายแรงในปริมาณมาก ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ

ข้อเสนอให้ยกเลิกโทษประหารชีวิต เป็นเรื่องที่ยกขึ้นมาเมื่อไร ก็ “ล่อเป้า” ให้เกิดการตอบโต้ถกเถียงที่ดุเดือดในสังคมไทยเสมอ ซึ่งแนวโน้มของกระแสในสังคมไทยนั้น ออกจะสวนทางกับแนวโน้มทางสิทธิมนุษยชนในระดับสากลแบบสวนทางกัน

เพราะอย่าว่าแต่ไปให้ถึงจุดที่ทบทวนให้ยกเลิกการลงโทษประหารชีวิตเลย แนวโน้มความต้องการของผู้คนในสังคมไทย กลับออกไปในทางที่อยากให้เพิ่มการลงโทษประหารชีวิตเสียด้วยซ้ำ ทั้งในลักษณะของการเพิ่มฐานความผิดในกฎหมายเดิมให้หนักขึ้นถึงขั้นประหารชีวิต (เช่น การรณรงค์ “ข่มขืนต้องประหาร”) หรือแม้แต่การเรียกร้องให้มีการประหารชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แต่เฉพาะในคำพิพากษา และมีที่สุดโต่งถึงขนาดเห็นว่าการประหารชีวิตควรจะกระทำโดยเปิดเผยให้คนเห็นเป็นเยี่ยงอย่าง หรือควรประหารชีวิตให้รวดเร็วทันใจ เช่น การใช้มาตรา 17 ในสมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ กันเลยทีเดียว

การลงโทษประหารนั้นเป็นเหมือนการระบายแค้นต่ออาชญากรที่กระทำการอุกอาจสะเทือนขวัญสังคม โดยอำนาจอันชอบด้วยกฎหมาย คืออำนาจที่มาจากกฎหมายและอำนาจรัฐ ดังนั้นผู้ที่สนับสนุนให้ลงโทษประหารทั้งในภาพรวม หรือแม้แต่การเรียกร้องให้มีการประหารชีวิตอาชญากรคนใดเป็นรายบุคคล จึงไม่ต้องแบกรับความรู้สึกผิด หรือความจริงที่ว่ากำลังเรียกร้องให้ “ฆ่า” คน เพื่อตอบสนองความต้องการบางอย่างของตัวเอง ซึ่งหากมองในแง่นี้ ก็อาจจะไม่ต่างอะไรกับฆาตกรที่ฆ่าคน

ผู้ที่ยืนยันว่าคนชั่วต้องประหารให้ตายตกไปตามกัน จึงควรระวังใจตัวเองไม่ให้เผลอเพลิดเพลินต่อการเสพรสของการลงทัณฑ์ด้วยความตายเพื่อหล่อเลี้ยงความรู้สึกมีคุณธรรมส่วนตัวของตนเอง เช่นที่ผู้คนในปารีสเมื่อครั้งศตวรรษที่ 19 อย่างในนิยายของอูโก มองการประหารชีวิต หรือการลงโทษต่อผู้ถูกลงทัณฑ์ว่าเป็นมหรสพเพื่อความสนุกสนานอย่างหนึ่ง

น่าสนใจว่า ความคิดในเรื่องของการลงโทษเพื่อให้ตายตกไปตามกัน หรือการลงโทษเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ดั้งเดิมที่สุดของการลงโทษนั้น ยังเป็นมุมมองหลักต่อการลงโทษทั้งหลายในสังคมไทย

เหตุผลเพราะการไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรของกระบวนการราชทัณฑ์ไทย ทั้งในแง่ของการลงโทษเพื่อตัดผู้กระทำความผิดออกจากสังคมในระยะเวลาสมควรก็ดี หรือการลงโทษเพื่อการแก้ไขพฤติกรรมของผู้กระทำความผิดไม่ให้กระทำผิดซ้ำก็ตาม ต่างก็ไม่บรรลุผลให้ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม รู้สึกว่ามีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตจากอาชญากรรมได้ ทั้งเรื่องของผู้ที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุกระยะยาวนั้น ในทางความเป็นจริงแล้วก็มีกระบวนการลดหย่อนผ่อนโทษจนกลับเข้าสู่สังคมได้เร็วกว่าเวลาที่กฎหมายนั้นระวางไว้ หรือที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาหลายเท่า และเมื่อผู้ต้องโทษเหล่านั้นกลับคืนสู่สังคมแล้ว ก็ปรากฏว่ามากระทำความผิดซ้ำในความผิดที่รุนแรงขึ้นไปอีก เป็นเรื่องที่ปรากฏซ้ำซากเมื่อมีการสืบสาวเรื่องราวของอาชญากรที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญเป็นที่สนใจของสังคม

ก็ไม่แปลกว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมจะเชื่อว่า ด้วยความเป็นจริงที่เป็นอยู่นั้น การประหารชีวิตอาชญากรร้ายที่เป็นภัยต่อสังคมให้ตายตกไปตามกันนั้น เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด (หรือเลวร้ายน้อยที่สุด) ในการที่จะรักษาความสงบและปลอดภัยของสังคมและส่วนรวมเอาไว้

เช่นนี้ก็คงต้องยอมรับว่า ตราบใดที่เรายังไม่สามารถปฏิรูปกระบวนยุติธรรมทางอาญา และกระบวนการราชทัณฑ์ได้ทั้งหมดอย่างเป็นระบบ ข้อเสนอเรื่องการยกเลิกโทษประหารก็ยังเป็นสินค้าที่ขายไม่ออกในสังคมไทยอยู่เช่นนั้นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้เราจะมีโทษประหารชีวิตไว้ในประมวลกฎหมายอาญา และในกฎหมายอื่นๆ แต่การลงโทษประหารชีวิตจริงในทางปฏิบัตินั้นเกิดขึ้นน้อยมาก เนื่องจากผู้ต้องโทษประหารนั้นยังมีโอกาสในการทูลเกล้าฯ ถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ขอรับพระราชทานอภัยโทษได้ ตามที่บัญญัติไว้ในภาค 7 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ครั้งสุดท้ายที่มีการประหารชีวิตนักโทษในประเทศไทย เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2552 ซึ่งหากจนถึงปี พ.ศ.2562 (คือปีหน้า) แล้ว ยังไม่มีการประหารชีวิตนักโทษ ก็จะถือโดยปริยายว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่มีโทษประหารชีวิต ตามนัยของพิธีสารเลือกรับฉบับที่ 2 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (Second Optional Protocol to the International Covenant on Civil and Political Rights- ICCPR)

การงดโทษประหารโดยปริยายในทางปฏิบัติ แต่ยังเหลือเขียนไว้ในบทบัญญัติแห่งกฎหมายเพื่อข่มขู่ให้รู้ว่าอาจจะหยิบมาใช้อีกเมื่อไรก็ได้ อาจจะเป็นวิธีการยกเลิกโทษประหารชีวิตด้วยวิถีทางแบบ “ไทยนิยม” ก็ว่าได้