หน้าแรก คอลัมนิสต์ ไทยนิยมรวมศูน...

ไทยนิยมรวมศูนย์

1.02.18 | 13:00 น.

ท่ามกลางมรสุม 2 ลูก “นาฬิกาเพื่อนให้ยืมใส่” กับ “เลื่อนเวลาโรดแมปเลือกตั้ง 90 วันจะอะไรกันนักหนา” ที่ยังถาโถมโหมกระหน่ำใส่รัฐบาลแม่น้ำห้าสายไม่หยุด คงปรากฏประดิษฐกรรมทางการบริหารจัดการภาครัฐที่น่าสนใจติดตามไม่หยุดหย่อนอยู่ต่อไป

คือการเกิดขึ้นของคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน 4 ระดับ นับตั้งแต่ระดับชาติ คณะกรรมการอำนวยการ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นเลขานุการ ระดับจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ระดับอำเภอมีนายอำเภอเป็นประธาน ระดับตำบลมีข้าราชการและหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ปราชญ์ชาวบ้านและจิตอาสาเป็นคณะทำงาน ส่วนเมืองหลวงมีคณะกรรมการขับเคลื่อนระดับกรุงเทพมหานคร เขต และชุมชน

ภารกิจก็เพื่อเป็นกลไกแก้ปัญหาทุกมิติ ตั้งแต่ปัญหาปากท้อง การเกษตร ระบบชลประทาน ถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปา โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 11.4 ล้านคนทั่วประเทศ

เป็นการคิดค้นสร้างกลไกกระบวนการเพื่อเป็นเครื่องมือรองรับนโยบายประชารัฐไทยแลนด์ 4.0 จนถึงล่าสุด ไทยนิยมยั่งยืน ซึ่งยังถกเถียงกันไม่จบว่าเนื้อแท้แล้วไทยนิยมที่ถูกต้องเหมาะสมควรเป็นอย่างไร

ความน่าสนใจของคณะกรรมการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมยั่งยืนไม่ได้อยู่เพียงแค่ว่าเป็นการขยายตัวของระบบบริหารจัดการภาครัฐ ขณะที่อีกฟากหนึ่งพยายามหดตัว คือการยุบคณะทำงานประชารัฐจาก 12 คณะลงเหลือ 3 คณะเพื่อความคล่องตัว กระชับและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสะท้อนความย้อนแย้ง สวนทางของความคิดทางการบริหารจัดการเท่านั้น

Advertisement

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ที่มา องค์ประกอบ ทิศทางของกลไกใหม่ยังคงเน้นไปตามแนวทางรวมศูนย์อำนาจ สร้างความเข้มแข็งให้กับราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคเป็นด้านหลักเช่นเดิม ขณะที่อีกด้านหนึ่งประกาศจะให้มีการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะถูกขยายเวลาออกไป

ฉะนั้นแทนที่บทบาท ภารกิจในการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน จะเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามแนวทางกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นทางออกของสังคมไทยมากกว่ารวมศูนย์อำนาจ ประเด็นนี้จึงเป็นความย้อนแย้งประการที่สอง

แทนที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีความเข้มแข็ง เพื่อแบกรับภารกิจที่สัมพันธ์กับอำนาจของประชาชนในการติดตามตรวจสอบควบคุมกำกับ กลับยังคงทำให้อำนาจส่วนกลาง ส่วนราชการและรัฐราชการแข็งแกร่งมากขึ้นๆ ต่อไป

การจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ยินยอมให้มีขึ้น จึงมีค่าเสมอเพียงพิธีกรรมเพื่อผ่อนคลายแรงกดดัน เสียงเรียกร้องจัดการตนเอง โดยเฉพาะของภาคประชาสังคมให้เบาลงบ้างก็เท่านั้น

หาความมั่นใจไม่ได้ เพราะความไม่เชื่อมั่น ไม่ไว้วางใจผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเด็นคอร์รัปชั่น ทำให้ถูกแช่แข็ง สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ สอบสวนไม่จบสิ้นเป็นจำนวนไม่น้อยนั่นเอง เลยสรุปแบบเหมาโหลว่า แนวทางบริหารการพัฒนาที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นตัวละครหลัก ไม่สามารถทำให้บรรลุเป้าหมายได้

หากติดตามแนวทางการบริหารภาครัฐตั้งแต่ต้นมาจะพบว่าเกิดมีกลไกกรรมการขึ้นจำนวนมากตามลำดับ นับแต่คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน 8 คณะ

คณะทำงานร่วมรัฐ เอกชน ประชาชน (ประชารัฐ) รวม 12 คณะ ภายใต้คณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูป (กขป.) คณะกรรมการขับเคลื่อนเร่งรัดการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล (กขร.) จนถึง คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูป ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

ก่อนมาเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 13 ด้าน ตาม พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 2560 กับ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ 2560

การเกิดขึ้นของกลไกกระบวนการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แม้สะท้อนความพยายามที่จะแก้ปัญหา แต่ผลในทางปฏิบัติ สามารถไปถึงเป้าหมาย ประชาชนส่วนใหญ่ลืมตาอ้าปาก อยุู่ดีกินดี มีงานทำ ราคาพืชผลการเกษตรดีขึ้น ราคาสินค้า ค่าครองชีพลดลง ชีวิตมีคุณภาพขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา วัฒนธรรม สิทธิเสรีภาพ เท่าที่ควรจะเป็นหรือไม่ ยังเป็นคำถาม

มาตรการต่างๆ ที่นำมาใช้ไม่ใช่ประชานิยม ลดแลกแจกแถม ย่ำรอยเดิมที่เคยวิจารณ์คนอื่นหรือไม่

ผลพวงการเติบโตขยายตัวทางเศรษฐกิจตกถึงระดับชาวบ้าน ลดความเหลื่อมล้ำ รวยกระจุก จนกระจาย สร้างความเป็นธรรม ที่สำคัญทำให้ความสามัคคีปรองดองกลับคืนมาได้เพียงไร

ที่คำถามหลักว่าด้วยความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม ยังดำรงอยู่อย่างแข็งขัน ความหวังยังห่างไกล เพราะทิศทางการแก้ไขที่นำมาใช้คงมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับคนข้างบน ข้าราชการ พ่อค้า นักธุรกิจ ที่มีโอกาสและกำลังมากกว่ากดทับอยู่เช่นเดิม แทนที่จะใช้กลไก กระบวนการที่เสริมอำนาจต่อรองของภาคประชาชนเป็นหลัก