หน้าแรก คอลัมนิสต์ มลพิษในบ้านเม...

มลพิษในบ้านเมือง

1.02.18 | 13:30 น.

กรมควบคุมมลพิษเผย กทม.เกิดสภาพอากาศนิ่งทำให้มลพิษทางอากาศ เกิดการสะสมตัวในปริมาณมากส่งผลให้ค่าพีเอ็ม 2.5 ใน กทม.เกินกว่ามาตรฐานในทุกพื้นที่ แนะให้หลีกเลี่ยงออกนอกอาคาร เป็นสภาวะอากาศที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยในรอบปี มักจะเกิดขณะที่อากาศกำลังจะเปลี่ยนฤดู จากฤดูหนาวเข้าสู่สภาวะอากาศร้อน คล้ายๆ กับบรรยากาศการเมืองไทยในขณะนี้ที่ไม่ทราบว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น

เมื่อหัวหน้าคณะรัฐบาลจากการทำรัฐประหาร ประกาศจะคืนประชาธิปไตยหรือคืนอำนาจอธิปไตยที่ตนยึดมาจากปวงชนชาวไทย กลับคืนให้กับประชาชนตามที่ตนได้สัญญาไว้กับประชาชนไทยและกับประชาคมโลก ในฐานะที่จะเป็นสมาชิกที่มีของประชาคมโลก ให้พ้นจากการถูกเยาะเย้ยถากถางจากนานาอารยประเทศว่ายังเป็นประเทศล้าหลัง ที่ไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับประชาชนเลย เพราะแม้แต่ประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ พรรคคอมมิวนิสต์ก็ยังมีสมาชิกของพรรคในแต่ละเขตการปกครอง มีความเชื่อมโยงกับประชาชนอย่างชัดเจน

คงจะด้วยเหตุนี้ที่กองทัพพยายามสร้างความเชื่อมโยงกับประชาชนโดยการลงสู่หมู่บ้านตามโครงการ “ไทยนิยม” ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งตามโรดแมป เพื่อจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกซึ่งตนเป็นผู้แต่งตั้ง เข้าตำรารัฐบาลประชาธิปไตยครึ่งใบ ซึ่งเคยใช้ได้ผลเป็นเวลาเกือบ 8 ปีครึ่ง แต่ต่อมาก็ไม่ได้ผลจนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ โอกาสที่จะได้ผลและใช้ไม่ได้ผลจึงมีเท่าๆ กัน แล้วแต่กระแสความรู้สึกนึกคิดของมวลมหาประชาชาวกรุงเทพฯ ส่วนคนรากหญ้าในชนบทไม่เกี่ยว

เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องน่าติดตาม จะวิเคราะห์ตามตำรารัฐศาสตร์ของฝรั่งไม่ได้ วิชารัฐศาสตร์อธิบายหลังเหตุการณ์ได้ แต่อธิบายก่อนเหตุการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นได้ยาก ไม่เหมือนสังคมศาสตร์สาขาอื่น เช่น เศรษฐศาสตร์ เพราะส่วนใหญ่เกิดจากการทำให้เกิดขึ้นโดยคนกลุ่มน้อย ไม่ใช่โดยสังคมส่วนรวม ซึ่งพอจะพยากรณ์พฤติกรรมส่วนรวมโดยอาศัยสมมุติฐานของมนุษย์ได้ แต่พฤติกรรมทางการเมืองซึ่งได้แก่การให้ได้มาซึ่งอำนาจ การรักษาอำนาจที่ตนมีอยู่ เพื่อประโยชน์ในการจัดการทรัพยากรเพื่อตนเองและของพรรคพวกของตนนั้น เป็นเรื่องที่พยากรณ์ได้ยาก

ในแต่ละสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในขณะนั้นๆ ว่าจะมีพฤติกรรมอย่างไร

Advertisement

ในบางขณะสังคมที่มีระดับการพัฒนาการเมืองยังอยู่ในระดับต่ำ การให้คุณค่าและราคาของสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาพและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ แม้แต่การเจริญเติบโตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งกระทบการเมืองต่อตนเองโดยตรง ผู้คนก็ยังไม่รู้สึกหวงแหนต่อสู้ป้องกัน ให้ความสำคัญกับ “ระบบการเมืองและสังคม” น้อยกว่าตัว “บุคคลในเวทีการเมือง” ทั้งๆ ที่ตนตรวจสอบไม่ได้ ควบคุมไม่ได้

เมื่อเวลาผ่านไปก็มักจะ “ผิดหวัง” เพราะไม่ได้เป็น “คนดี” อย่างที่ตนคิด ไม่ได้สะอาดหมดจดอย่างที่ตนหวัง มีคำพังเพยของปราชญ์กรีกโบราณว่า “ความเป็นมนุษย์สิ้นสุดลงเมื่อเขาเป็นนักการเมือง” ทหารเมื่อยึดอำนาจจากประชาชนเขาก็กลายเป็นนักการเมือง ไม่ใช่ผู้ประกอบการโดยวิชาชีพ ซึ่งต้องมีจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างผู้ที่เขลาเบาปัญญาคาดหวังอีกต่อไป

การลงไปหาเสียงระดับหมู่บ้านของทหารเพื่อเตรียมการเลือกตั้ง ไม่ใช่ของใหม่ เคยทำกันมาก่อน การลงหมู่บ้านโดยไม่มีการติดอาวุธทางอุดมการณ์ว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจประชาธิปไตย แต่ลงไปในฐานะข้าราชการ ลงไปในฐานะผู้มีอาวุธอยู่ในมือ แทนที่จะเป็นการทำคุณกลับเป็นการให้โทษ เพราะจะเข้าไปกล่าวหาว่าคนนั้นคนนี้เป็นฝ่ายตรงกันข้าม เป็นฝ่ายเสื้อแดง ทั้งๆ ที่ทุกอย่างในสังคมไม่ได้อยู่คงที่หรือ static ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหวหรือ dynamic อยู่ตลอดเวลา วันหนึ่งเกลียดกลับมาชอบ วันหนึ่งชอบกลับมาเกลียด เปลี่ยนแปลงได้เสมอไม่หยุดนิ่ง

ก ารที่สำนักงานอัยการขอให้ศาลออกหมายเรียก และอาจจะออกหมายจับต่อไป จากการเป็น “คนดี” กลายเป็นผู้ต้องหาและอาจจะกลายเป็นจำเลยในข้อหากบฏในราชอาณาจักร หรือผู้ก่อการร้ายที่มีโทษถึงประหารชีวิต การที่ต้องคำพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายในการปิดสนามบิน ในการปิดกรุงเทพมหานคร ทั้งๆ ที่เคยร่วมกัน “ใส่เกียร์ว่าง” มาด้วยกัน เป็นเรื่องที่ค่อนข้าง “เหลือเชื่อ” ว่าสถานการณ์ได้เปลี่ยนจากหลักรัฐศาสตร์มาเป็นหลักนิติศาสตร์และนิติรัฐ เพียงแค่ในระยะเวลาไม่ถึงทศวรรษ ซึ่งความพลิกผันเช่นว่าไม่มีใครโต้เถียงได้ในแง่นิติศาสตร์ นิติรัฐและความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย

นักรัฐศาสตร์จริงๆ ก็อาจจะไม่แปลกใจและสามารถอธิบายได้เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่เคยได้ยินใครพยากรณ์ไว้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับแกนนำ “คนดี” ของบ้านเมือง ที่ครั้งหนึ่งได้รับสมญาว่าเป็นวีรชน เป็นคนกู้บ้านกู้เมืองไม่ให้ล่มจม ทั้งๆ ที่บ้านเมืองยังไม่มีอะไรล่มจมจนต้องออกมากู้บ้านกู้เมือง

การที่บุคคลชั้นนำที่ออกไปประท้วงกันบนท้องถนนจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ถูกกล่าวโทษตกเป็นผู้ต้องหา และคงจะตกเป็นจำเลยในคดีอุกฉกรรจ์อย่างนี้ เป็นเรื่องที่คนรุ่นเราที่ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านเหตุการณ์การเมืองสำคัญๆ เช่น 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19 และพฤษภา 35 ต้องประหวั่นพรั่นพรึง เป็นเหตุให้คาดเดาไปต่างๆ นานา ว่าสถานการณ์จะพัฒนาไปอย่างไรในภายภาคหน้า

คสช.กับรัฐธรรมนูญใครจะอยู่เหนือใคร ความเป็นสูงสุดในการปกครองประเทศอยู่ที่ใคร หรืออยู่ที่ผู้ยึดอำนาจอธิปไตยจากประชาชนชาวไทย แต่ในเมื่อผู้ออกกฎหมายคือหัวหน้าคณะรัฐประหาร สภานิติบัญญัติมีกำเนิดมาจากหัวหน้าคณะรัฐประหาร หัวหน้า คสช.ก็ยังคงเป็นองค์อธิปไตยอยู่ตามเดิม ยังไม่ใช่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แม้จะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรแล้วก็ตาม ตราบที่ยังมีมาตรา 44 อยู่ แม้หลังเลือกตั้งจะมีสภาผู้แทนราษฎรเกิดขึ้นแล้วก็ตาม สภาผู้แทนราษฎรคงเป็นแต่เพียง “สภาจำอวด” เอาไว้ให้หนังสือพิมพ์มีข่าวไว้ลงเท่านั้นเอง

หลายคนคิดว่าเหตุการณ์เมื่อ 60 ปีก่อน เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหาร กับขณะนี้ที่มีการทำรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 แม้ว่าระดับการพัฒนาการเมืองของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นกลางในกรุงเทพฯยังอยู่ในระดับเดิม ความรู้สึกนึกคิดยังเหมือนเดิม เพราะถูก “ล้างสมอง” มานาน แต่เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมในต่างประเทศได้พัฒนาการและเปลี่ยนแปลงไปมาก การจะรักษาอำนาจในยุคนั้นกับการรักษาอำนาจในยุคนี้คงจะไม่เหมือนกัน แม้กระนั้นในยุคนั้นเองก็เกิดกรณี 14 ตุลาคม 2516 และพฤษภาคม 2535 จนได้

ความสับสนเกิดขึ้นทันทีเมื่อแกนนำต้องคำพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ติดตามมาด้วยการถูกกล่าวโทษโดยอัยการของตัวละครจำนวนมากต่อศาลและต้องหาหลักทรัพย์มาประกันตัว ตกเป็นผู้ต้องหาถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศทันที ที่เหลืออาจจะถูกหมายจับ จะได้ประกันตัวหรือไม่ไม่มีใครทราบ ต้องรอฟังว่าศาลท่านจะมีเมตตาหรือไม่เพียงใด เป็นเรื่องที่ผู้ที่ติดตามการเมืองไทยทั้งที่เป็นคนไทยและต่างประเทศต้องติดตามกันต่อไป

สมัยนี้ข่าวลือกระจายไปทั่วอย่างรวดเร็ว เพราะระบบออนไลน์ เพราะราคาถูกไม่ต้องซื้อหา ใครๆ แม้แต่สมาชิกในหมู่บ้านก็มีโทรศัพท์มือถือกันทั้งนั้น ต่างก็สำลักทั้งข่าวจริงและข่าวปลอม ต้องตรวจสอบ ระหว่างการตรวจสอบก็ต้องเสพข่าวอื่นเพิ่มต่อไปอีก สังคมออนไลน์จึงเป็นดาบสอง คมที่เป็นทั้งประโยชน์และโทษในการสื่อสารกับประชาชน ไม่มีใครผูกขาดการสื่อสารได้ ไม่เหมือนยุคเผด็จการรุ่นก่อนๆ ยิ่งเป็น “ขาลง” ของรัฐบาลอยู่แล้วก็ยิ่งควบคุมข่าวปลอมได้ยากยิ่งขึ้น เพราะเมื่อมีข่าวเกิดขึ้นก็มีคนบันทึกเก็บไว้ทันทีก่อนที่รัฐบาลจะลบข่าวนั้นออกจากเว็บและเผยแพร่ทีหลัง

เมื่อเกิดเหตุการณ์การเมืองโดยการยึดถนน ปิดการจราจรหรือปิดสถานที่ราชการ แม้จะไม่ใหญ่โตแบบปิดกรุงเทพมหานครหรือที่เรียกกันว่า Bangkok Shutdown ย่อมเป็นการละเมิดกฎหมายบ้านเมืองเข้าข่ายความผิดฐานกบฏในราชอาณาจักรอยู่แล้วถ้าแพ้ ถ้าชนะก็ไม่ผิดและได้เป็นรัฐบาลและมีการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม แต่ครั้งนี้ผู้ก่อการชนะเพราะได้ทุกอย่างตามความตั้งใจอยู่แล้วคือจบลงด้วยการทำรัฐประหารของกองทัพ แต่ยังไม่มีการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ผู้เข้าร่วมขบวนการทั้งหลายจึงเป็นผู้ต้องหา ต้องหาหลักทรัพย์มาประกันตัวไปตามๆ กัน พร้อมๆ กับถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพในฐานะผู้ต้องหา และถ้าศาลประทับรับฟ้องก็คงตกเป็นจำเลยต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่คนธรรมดาที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง เพียงแค่สังเกตการณ์ก็ยังงงๆ และยังไม่เข้าใจเพราะน่าจะเป็นเรื่องรัฐศาสตร์ แต่บัดนี้กลายเป็นเรื่องนิติศาสตร์ไปแล้ว

เมื่อเป็นเรื่องนิติศาสตร์ก็เป็นเรื่องน่ากลัว น่าวิตกว่าเรื่องจะผันแปรกลับมาเป็นเรื่องรัฐศาสตร์ได้หรือไม่ แต่คงจะไม่ลงมาถึงประชาชนระดับ “รากหญ้า” ที่ผู้ต้องหาเหล่านี้เคยดูถูกเหยียดหยามว่าไม่มีสติปัญญา ไม่ควรมีส่วนร่วมในการปกครอง คงจะหาความเห็นใจจากคนรากหญ้าได้ยาก

เมื่อพึ่งหลักวิชาการเพื่อพยากรณ์ไม่ได้ ก็คงต้องพึ่งดวงดาวและวิชาโหราศาสตร์ ดาวมฤตยูโคจรเข้าสู่ราศีเมษซึ่งเป็นราศีทวาร ตั้งแต่เดือนเมษาปีกลาย ทับลัคนาเมืองอีก 3-4 ปี พฤหัสจะกุมเสาร์ในราศีมังกรราศีทวารอีกเช่นกัน

คนเชื่อดวงคงกลุ้มใจ