นับตั้งแต่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่ปลายสุดของเขตแดนพม่าที่วิคตอเรีย พอยท์ หรือเกาะสองในปลายปี 1942 (พ.ศ.2485) พม่าเป็นสมรภูมิการรบแห่งสงครามมหาเอเชียบูรพาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรที่นำโดยสหราชอาณาจักร และกองทัพของญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ในอภิมหาสงครามครั้งนี้ เรื่องเล่าและการบันทึกประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่มาจากสายตาของสหราชอาณาจักรและญี่ปุ่น จึงเกิดคำถามขึ้นว่าในระหว่างสงครามนี้ ชาวพม่า ชาวอินเดียในพม่า และผู้คนร้อยพ่อพันแม่ในพม่าอาศัยอยู่กันอย่างไร พวกเขาได้รับผลกระทบอย่างไรบ้างจากสงคราม มีเรื่องเล่าจาก “เจ้าของประเทศ” ที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันไม่มากนัก หนึ่งในนั้นคือบันทึกประจำวันหรือไดอารี่ของ “ติ๊บปั่น หม่อง หวา” (Theippan Maung Wa) นามปากกาของ อู เส่ง ติน (U Sein Tin) นักเขียนนามอุโฆษชาวพม่า ซึ่งเป็นนักเขียนในขบวนการ “คิต ส่าน ซาเป” (Khit San Sarpay) หรือวรรณกรรมเชิงทดลองแห่งยุคสมัย หรือขบวนการวรรณกรรมสมัยใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณกรรมสมัยใหม่ทั้งนวนิยาย บทละคร ฯลฯ ในโลกตะวันตก

ติ๊บปั่น หม่อง หวา เกิดที่เมืองเมาะละแหม่ง เป็นนักเขียนเรื่องสั้น และมีพรสวรรค์เป็นพิเศษในการเล่าเรื่องจากประสบการณ์ของตนเองในเชิงจดหมายโต้ตอบและการเขียนบันทึกประจำวันหรือไดอารี่ ติ๊บปั่น หม่อง หวา แตกต่างจากนักเขียนพม่าในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ขบวนการชาตินิยมในพม่ากำลังเริ่มก่อตัวเพราะเขาประกอบอาชีพหลักเป็นข้าราชการในระบบอาณานิคม เขาเป็นส่วนหนึ่งของระบบข้าราชการพลเรือนในบริติชอินเดีย หรือที่เรียกว่า ICS (Indian Civil Service) อันทรงเกียรติ หลังสอบเข้ารับตำแหน่ง ICS ได้ (ในเวลานั้นมีชาวพม่าจำนวนน้อยมากที่เข้าไปเป็นข้าราชการอาณานิคม) และถูกส่งไปประจำที่เมืองเล็กๆ ในชนบทของพม่า ช่วงเวลาในชนบททำให้ข้าราชการอาณานิคมที่มาจากครอบครัวชนชั้นกลางอย่างติ๊บปั่น หม่อง หวา ได้เห็นชีวิตในชนบทที่มีทั้งความใสซื่องดงาม และการถูกกดขี่จากรัฐและนายทุน และเป็นช่วงนี้เองที่เขาสร้างชื่อขึ้นมาในฐานะนักเขียนที่เล่ารายละเอียดของชนบทและเขียนเรื่องสั้นออกมาได้งดงามหมดจด
ความละเอียดอ่อนของติ๊บปั่น หม่อง หวา และอาชีพรับราชการในระบบอาณานิคมทำให้เขาเริ่มไม่สบายใจทันทีเมื่อทราบข่าวว่าญี่ปุ่นทิ้งระเบิดที่อ่าวเพิร์ลในฮาวายในเดือนธันวาคม 1941 และเริ่มบุกอินโดจีน มาลายา สิงคโปร์ และประเทศไทย เขาเริ่มเขียนไดอารี่ในอีกไม่ถึงเดือนต่อมาในขณะที่ทำงานอยู่ที่สำนักเลขาธิการ (Secretariat) ของรัฐบาลอาณานิคมในย่างกุ้ง แต่เมื่อ “กลิ่นเริ่มไม่ดี” และมีข่าวจากหน่วยหน้าว่ากองทัพของสหราชอาณาจักรไม่สามารถต้านทานกองทัพของญี่ปุ่นไว้ได้ และถูกบังคับให้ถอยทัพจากพม่าตอนใต้ขึ้นมาจนถึงย่างกุ้งและต่อไปยังตอนเหนือ ทำให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรในพม่าจำเป็นต้องสละย่างกุ้งและหนีไปตั้งรัฐบาลรักษาการทางตอนเหนือของอินเดีย
ในระหว่างการล่าถอยของรัฐบาลย่างกุ้ง ข้าราชการใหญ่น้อยต้องหนีขึ้นเหนือตามรัฐบาลอาณานิคม ข้าราชการตะวันตกและอินเดียมุ่งหน้าสู่เมืองสิมลาในอินเดียเหนือ ส่วนข้าราชการที่เป็นชาวพม่าหาช่องทางหลบออกจากย่างกุ้ง เมื่อมีข่าวว่าพม่ายกพลขึ้นบกที่พม่าใต้ และกำลังได้รับชัยชนะในมาลายาและสิงคโปร์
ติ๊บปั่น หม่อง หวา จัดการกับปัญหาเฉพาะหน้าอย่างมีสติ ระหว่างที่กองทัพญี่ปุ่นหรือที่เขาเรียกว่า “พี่ยุ่น” (Brother Jap) ทิ้งระเบิดที่ย่างกุ้ง เขาส่งภรรยาและลูกไปอยู่ที่เมืองแปรก่อนที่จะย้ายไปเมืองมะอูบิน (Maubin) ในพม่าตอนล่าง ที่อยู่ห่างย่างกุ้งไปทางตะวันตกราว 90 กิโลเมตร ส่วนเขาเองที่อยู่ในย่างกุ้งยังต้องทำงานปกติ
เมื่อถึงกลางเดือนมกราคม 1942 ชาวอินเดียทั้งที่เป็นนักธุรกิจและคนใช้แรงงานทยอยหลบหนีจากย่างกุ้งด้วยความหวาดกลัวว่าย่างกุ้งจะถูกยึดโดย “พี่ยุ่น” ความหวาดระแวงของติ๊บปั่น หม่อง หวา เพิ่มมากขึ้นเมื่อวิทยุรายงานว่าญี่ปุ่นบุกยึดเมืองท่าเมาะละแหม่งได้แล้วในวันที่ 31 มกราคม และสิงคโปร์ใกล้จะตกเป็นของญี่ปุ่นเต็มที อีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ติ๊บปั่น หม่อง หวา ได้รับคำสั่งจากรัฐบาลให้ย้ายขึ้นไปที่มัณฑะเลย์ เขาเดินทางด้วยทางรถพร้อมกับนำครอบครัวไปด้วย มัณฑะเลย์ในเวลานั้นยังสงบเงียบ ราวกับว่าไม่เกิดอะไรขึ้น บริษัทห้างร้านหลายแห่งย้ายที่ทำการของตนไปอยู่ที่มัณฑะเลย์เรียบร้อยแล้ว
ติ๊บปั่น หม่อง หวา และครอบครัวอยู่ที่มัณฑะเลย์ได้เพียง 1 เดือน ก็ได้รับคำสั่งให้ย้ายไปอยู่ที่เมืองฉ่วยโบ (Shwebo) ที่อยู่ห่างออกไปทางเหนือไม่กี่สิบกิโลเมตรเพื่อรับตำแหน่งรองข้าหลวงประจำเขต (Deputy District Commissioner) เพราะเมื่อถึงเดือนเมษายน กองทัพอากาศญี่ปุ่นทิ้งระเบิดครั้งใหญ่ที่มัณฑะเลย์และไม่มีความปลอดภัยใดๆ ตามเมืองใหญ่ๆ ในพม่าอีกต่อไปแล้ว
เพื่อความปลอดภัยของครอบครัว ติ๊บปั่น หม่อง หวา ตัดสินใจว่าเขาคงไม่สามารถอยู่ในพม่าได้ต่อไป เส้นทางที่ชาวอินเดียหลายแสนคนในอพยพออกจากพม่าจุดสุดท้ายคือที่มยิตจีนาในรัฐกะฉิ่น ทางตอนเหนือสุดของพม่า เพื่อที่จะขึ้นเครื่องบินไปยังอินเดียในที่สุด แต่ติ๊บปั่น หม่อง หวา และครอบครัวโชคไม่ดีนัก ที่รถไฟจากฉ่วยโบปลายทางมยิตจีนาแน่นจนเกินไป เกิดเหตุโกลาหลย่อมๆ จนเขาต้องหอบลูกและภรรยาลงจากรถ ณ เมืองกันบาลู
เขาตัดสินใจเดินทางต่อไปที่หมู่บ้านเล็กๆ ห่างจากมัณฑะเลย์ไปทางเหนือ 200 กว่ากิโลเมตร นอกจากจะกลัวญี่ปุ่นแล้ว ชาวพม่าระหว่างสงครามยังกลัวโจรผู้ร้ายที่อาศัยช่วงชุลมุนและภาวะสุญญากาศทางอำนาจเช่นนี้รวบรวมสมัครพรรคพวกเพื่อปล้นสะดมตั้งแต่คนรวยไปจนถึงคนจน แต่ติ๊บปั่น หม่อง หวา มองแล้วว่าเมืองกันบาลู (Kanbalu) และกะดา (Gada) ที่เขาหยุดพักไม่มีข่าวเรื่องโจรผู้ร้ายออกอาละวาดเท่าใดนัก ตลอดเดือนพฤษภาคม ทั้งครอบครัวจึงลงหลักปักฐานที่กะดาชั่วคราว
ชีวิตของผู้อพยพจากย่างกุ้งดูเหมือนจะสงบลงที่กะดา และติ๊บปั่น หม่อง หวา เองก็ค่อนข้างพอใจกับที่พักแห่งใหม่ แม้ในวันที่ 5 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันเกิดของเขา เขาจะรำพึงออกมาในบันทึกว่าแปดปีก่อน หมอดูเคยดูไว้ว่าในวันเกิดปีนี้ เขาจะเจอความยากลำบากแสนสาหัส แต่หากผ่านปีนี้ไปได้ ชีวิตเขาจะกลับมาสดใสอีกครั้ง
หนึ่งวันต่อมา บ้านที่ติ๊บปั่น หม่อง หวา พักถูกกองโจรปล้น แม้ภรรยาและลูกๆ ของเขาจะปลอดภัย แต่ติ๊บปั่น หม่อง หวา ถูกยิงเสียชีวิตพร้อมกับพวกอีก 4 คน บันทึกส่วนแรกที่มีความยาวถึง 300 หน้ากระดาษหายไปด้วย แต่ ขิ่น ตัน มยิ้น ผู้เป็นภรรยาสามารถรวบรวมบันทึกตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงต้นเดือนมิถุนายนเมื่อติ๊บปั่น หม่อง หวา เสียชีวิตไว้ได้ และตีพิมพ์เป็นหนังสือครั้งแรกในปี 1966 (พ.ศ.2509) ก่อนจะถูกถ่ายทอดเป็นภาษาอังกฤษอย่างประณีตโดยปรมาจารย์ด้านวรรรณกรรมพม่าศึกษาอย่าง แอล.อี. แบคชอว์ (L.E. Bagshawe) และ แอนนา อัลลอท (Anna Allott) ในปี 2009 (พ.ศ.2552) ใช้ชื่อหนังสือว่า “Wartime in Burma: A Diary, January to June 1942” หรือ “ยุคสงครามในพม่า บันทึก (ของติ๊บปั่น หม่อง หวา) ระหว่างมกราคมถึงมิถุนายน พ.ศ.2484”
นอกจากบันทึกจากมุมมองของคู่รบในสงคราม ได้แก่ ฝ่ายญี่ปุ่นและฝ่ายสัมพันธมิตรแล้ว หลักฐานประเภทอื่นกลับมีน้อยมาก โดยเฉพาะบันทึกของคนตัวเล็กตัวน้อยที่เป็นเหยื่อของสงคราม ด้วยความที่ติ๊บปั่น หม่อง หวา เป็นนักเขียนและมีความเชี่ยวชาญการเขียนบันทึกอยู่แล้ว เขาจึงเล่าถึงความยากลำบากในยุคสงครามได้อย่างละเอียด จนผู้อ่านเกิดความรู้สึกร่วมแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้
ติ๊บปั่น หม่อง หวา เสียชีวิตด้วยวัยเพียง 43 ปี แต่ถึงกระนั้น เขาก็เป็นนักเขียนหนุ่มที่เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกกระแสวรรณกรรมบูมในพม่า และเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเขียนพม่าอีกหลายต่อหลายคนต่อมา
ลลิตา หาญวงษ์
[email protected]

