จากอดีต ปัจจุบัน สู่อนาคต หากเราทบทวนชีวิตที่ผ่าน ในยุคอดีตหรือที่เรียกว่า “ยุคโบราณ” นั้น มีวิถีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย พออยู่พอกิน พึ่งพิงธรรมชาติเป็นหลัก และในบ้านเมืองไทยของเราก็คงประจักษ์ได้ว่า ความเป็นเมืองพุทธและอุดมสมบูรณ์ด้วยสิ่งที่เอื้ออำนวยต่อชีวิตความเป็นอยู่ทั้งในเขตเมืองและในชนบทแล้ว คำคำหนึ่งที่รุ่นปู่ย่าตายายเราพูดเสมอว่า เมืองไทยอุดมสมบูรณ์ไปด้วย ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ไปที่ไหนก็ไม่อดตาย ชาวบ้านชุมชน ชาวนาชาวไร่อยู่กินแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยเมตตาปรานี เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่กันมาในยุคปัจจุบัน ด้วยควาเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ยุคเศรษฐกิจไร้พรมแดน การเมืองด้านประชาธิปไตยเบ่งบาน ทุนนิยม มีสิทธิและเสรีภาพมากขึ้น นับว่ามีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย อาจกล่าวได้ว่าไม่เคยมียุคใดที่เราสามารถทำสิ่งต่างๆ มากมายให้เสร็จได้เร็วเท่าปัจจุบัน แต่ก็ไม่เคยมียุคใดๆ เช่นกันที่เราต้องจัดการกับเรื่องที่ประดังประเดเข้ามามากมายขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ล้นหลาม งานการหน้าที่เป็นร้อยเป็นพัน อีเมล์ที่ล้นทะลัก สำลักโซเชียล
มีเดีย หลายเรื่องให้ต้องอ่านดู ติดตาม เฝ้าระวังดู หรือแม้ข้อร้องเรียนต่างๆ นานา มีผลทำให้เราเคร่งเครียด
แม้กระทั่งโรคภัยไข้เจ็บที่เคยเป็นโรคติดต่อจากเชื้อโรค ปัจจุบันกลายเป็นโรคไม่ติดต่อระบาดมากมาย เป็นโรคระบาดที่ไม่ใช่มีเชื้อโรค แต่เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อโรคที่เรียกว่า “พฤติกรรม” ที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น ภาวะจิตใจเปลี่ยนไป อารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง การกินอยู่ ที่อยู่อาศัย “การดำรงชีวิต” ขาดการออกกำลังกาย อารมณ์เครียด ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ พักผ่อนน้อย จนเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคไม่ติดต่อ เป็นปัญหาด้านการแพทย์และสาธารณสุขทั่วโลกและประเทศไทยในปัจจุบัน
“ชีวิตการทำงาน” ของผู้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันล้วนต้องเผชิญข้อมูล ข่าวสาร ข้อเรียกร้อง โทรศัพท์ติดต่อ ข้อความด่วน เอกสารบันทึกข้อความ และแฟ้มทำงานที่หลั่งไหลเข้ามาแต่ละวัน
ด้วยข้อความอัดแน่นเต็มกล่อง แต่ละเรื่องแต่ละฉบับเป็นข้อเรียกร้องให้ทำอะไรมากมายจนเรารู้สึกว่าไม่รู้จะเจียดเวลามาจากไหน เราบริโภคข้อมูลเหมือนพยายาม “จิบน้ำจากสายดับเพลิง” โดยไม่รู้เลยว่าจะลดความแรงของน้ำลงอย่างไรดี
ด้วยเราคนไทยทุกคนซึ่งต่างดำรงชีวิตแบบวิถีไทยๆ ในอดีต และด้วยความเป็นชาวพุทธตามที่กล่าวข้างต้น ให้ใช้ทาง “สายกลาง” โดยที่เราจะยังคงเข้าถึงข้อมูลจำนวนมหาศาล ติดต่อสื่อสารได้ทุกเวลาที่ต้องการ ทำสิ่งต่างๆ ให้ลุล่วงได้อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็สามารถเลือกว่าจะรับสิ่งใดเข้ามาและทำสิ่งเหล่านั้นมากน้อยแค่ไหน และยังสามารถบรรลุผลลัพธ์ที่ต้องการได้อีกด้วย
ทางออกที่ง่ายๆ และได้ผลอยู่ที่ “การสร้างข้อจำกัดขึ้นมา” เราต้องใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการมี “สมาธิ” จดจ่อกับเรื่องที่สำคัญที่สุดแทนที่จะให้ความสำคัญไปเสียทุกเรื่อง ลองจินตนาการถึงวันทำงานอันแสนสงบปราศจากความตึงเครียด ซึ่งเราเองสามารถจดจ่อกับงานได้อย่างเต็มที่ “ด้วยเราเลือกงานที่จะทำไม่กี่อย่าง และตัดสินใจเลือกมาแล้วว่า…จะให้เกิดประโยชน์สูงสุด” คุณแค่ทำเป้าหมายหลักให้เสร็จลุล่วงโดยไม่ต้องกดดันตัวเองให้ทำทุกอย่างในเวลาเดียวกัน ซึ่งผู้อ่านอาจจะรู้สึกได้ว่าเลื่อนลอยได้ ผู้เขียนอยากจะบอกว่าทุกคนสามารถทำได้จริงๆ ในส่วนตัวผู้เขียงเองได้ทำสำเร็จมาแล้วด้วยยึด “3 บ” : “ระบบ ระเบียบ บรรลุ” ถูกนำมาใช้อย่าง “เรียบง่าย” และเป็นไปได้ทุกอย่างซึ่งอยู่กับการตัดสินใจเลือกทำขึ้น
ผู้เขียนเชื่ออย่างหมดใจในความ “เรียบง่าย” ของการดำรงชีวิตทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น เมื่อลดสิ่งรบกวน (Interfere) เราก็สามารถเพลิดเพลินกับสิ่งที่เรารัก เมื่อกำจัดสิ่งที่ทำให้ไขว้เขว ผลก็ทำงานได้ดีขึ้น และจดจ่อได้มากขึ้น และเมื่อตัดความฟุ่มเฟือย รุ่มร่าม แล้วเลือกใช้แต่คำที่จำเป็นต่อการถ่ายทอด “แก่นความคิด” งานที่เป็นเนื้อๆ ที่แท้จริงนั้นก็จะมีพลังมากขึ้น
“ความเรียบง่าย” มีความหมายแตกต่างกันไปตามบริบท มันอาจหมายถึงการใช้วัตถุดิบดั้งเดิมแทนวัตถุดิบที่ผ่านกรรมวิธี การผลิตและสร้างทุกอย่างขึ้นมาเองแทนที่จะต้องซื้อหาด้วยราคาแพงๆ และยุ่งยากซับซ้อนต่อการนำมาใช้ การทำทุกอย่างด้วยตัวเองแทนที่จะพึ่งพาคนอื่นเชื่อว่าทุกๆ ท่านอยากใฝ่หา อยากทำสิ่งต่างๆ ให้น้อยลง ไม่ใช่มากขึ้น อยากให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น และมีประสิทธิภาพประสิทธิผล
“ความเรียบง่าย” มีหลักการง่ายๆ เพียงสองขั้นตอนดังนี้ (1) มองหาสิ่งสำคัญ (2) กำจัดส่วนที่เหลือหรือเรียกว่า “จดจ่อกับสิ่งสำคัญและลดทอนส่วนอื่นๆ”
การทำงานทุกอย่างเรามักจะถูกถามหาเสมอๆ ว่า เรามี “เป้าหมายและโครงการเรียบง่าย อย่างไร” : ด้วยความเป็นปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป มักจะมีเป้าหมายมากมายหลายอย่างทำให้สำเร็จ ทั้งในเรื่องงานและการพัฒนาตนเอง ตั้งแต่การเรียนภาษาใหม่ไปจนถึงการวิ่งมาราธอน แต่ในขณะที่เรากระตือรือร้นกับการตั้งเป้าหมายและลงมือทำตามนั้น
ดูเหมือนว่าเป้าหมายของเรามักจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว และสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับความคืบหน้าในการทำให้เป้าหมายแต่ละอย่างเป็นจริง
การตั้งเป้าหมายเป็นเรื่องง่าย แต่การบรรลุเป้าหมายที่ให้ผลคุ้มค่านั้นยากมาก การบรรลุเป้าหมายได้นั้นต้องเริ่มต้นอย่างมีระบบระเบียบตามที่กล่าวเบื้องต้นแล้ว ซึ่งก่อให้เกิดพลัง การจดจ่อและแรงจูงใจ แต่ละคนมีทั้งสามสิ่งนี้อยู่อย่างจำกัด การพิจารณาเป้าหมายหลายอย่างในเวลาเดียวกันทำให้ “พลังการจดจ่อและแรงจูงใจ” ของเราระยะเริ่มต้นจะกระจัดกระจายส่งผลให้เรามักล้มเลิกในสองสัปดาห์แรก ทำให้เราติด “กับดัก” ชีวิต
ในการบรรลุเป้าหมายนั้น การทำน้อยให้ได้มากที่สมบูรณ์แบบเลยก็ว่าได้เพียงคิดง่ายอย่างที่ว่าแค่ “กำจัดเป้าหมายให้น้อยลงแล้วเราก็จะบรรลุผลสำเร็จได้มากขึ้น”
ประเด็นสำคัญการตั้ง “ระบบเป้าหมายหนึ่งเดียว” (One Goal System) นั้นเรียบง่ายมากเพียงแต่ให้มีสมาธิจดจ่อกับเป้าหมายทีละอย่างเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยจัดแบ่งเป็นขั้นตอนที่ชัดเจนแล้วจดจ่อกับเป้าหมายย่อยไปทีละอย่าง
1.เลือกเป้าหมาย : โดยเขียนเป้าหมายทั้งหมดที่คุณอยากทำให้สำเร็จในสองสามสัปดาห์ข้างหน้า เราอาจเขียนได้สัก 10-20 อย่าง ถ้าเราพยายามทำเป้าหมายทั้งหมดให้สำเร็จในคราวเดียวกัน หรือทำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ผู้เขียนขอแนะนำให้เราเลือกเป้าหมายที่เราอยากทำสำเร็จจริงๆ ตามปรารถนานั้นแรงกล้ามากเท่าไหร่ เราจะยิ่งพยายามทำให้เป็นจริงมากเท่านั้น การพูดว่า “…คงจะดีมากถ้าเราบรรลุเป้าหมายที่มีความสำคัญที่สุด” และใช้เวลาเพียงหกเดือนถึงหนึ่งปี ถ้าเกินหนึ่งปีคงจะไม่สามารถจดจ่อได้ตลอดรอดฝั่ง ถ้าใช้เวลาไม่ถึง 6 เดือน มันก็อาจจะไม่ใช่เป้าหมายดีควรค่าแก่ความพยายาม
ถ้ากรณีมีเป้าหมายเกินหรือมากกว่า 2 ปี ก็ให้แบ่งเป้าหมายย่อยๆ เพื่อให้เป้าหมายย่อยอันดับแรกใช้เวลาประมาณหนึ่งปี ตัวอย่างเช่น ถ้าอยากเป็นทนายความ เราจะต้องเรียนที่โรงเรียนกฎหมายหรือ คณะนิติศาสตร์ เรียนกฎหมายได้โดยอย่างแรก จากนั้นเรียนจบ 4 ปี แล้วค่อยสอบเนติบัณฑิตให้ผ่าน ดังนั้น สำหรับตอนนี้แค่ทำให้เป้าหมายแรกของผู้เรียนง่ายลงจนเหลือแค่เข้าโรงเรียนกฎหมายให้ได้เสียก่อนซึ่งขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณหกเดือนถึงหนึ่งปี
2.แบ่งเป้าหมายย่อย : ทันทีที่เลือกเป้าหมายหนึ่งเดียวได้แล้ว ขั้นตอนต่อไป คือ จดจ่อกับเป้าหมายย่อยที่จะทำสำเร็จได้ภายในหนึ่งหรือสองเดือน ถ้าดูจากตัวอย่างข้างต้น เป้าหมายย่อยก็คือ หาข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนกฎหมายชั้นแนวหน้าในทำเลที่เหมาะสมเลือกมา ห้าอันดับแรกโรงเรียนชั้นนำรวบรวมข้อมูลแต่ละแห่งให้มากที่สุด เพื่อใช้ในการตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ
3.กำหนดเป้าหมายเวลา จากเวลาเป็นสัปดาห์สู่แต่ละวัน และวันสุดท้ายที่เราต้องตัดสินใจ เพื่อเป้าหมายหนึ่งเดียวเท่านั้น แทนที่จะเก็บมันไว้ทำทีหลัง เมื่อมีเรื่องเร่งด่วนกว่าแทรกเข้ามาด้วยระบบเป้าหมายหนึ่งเดียวเท่านั้นจะทำให้เราจดจ่อมีสมาธิกับการบรรลุเป้าหมายและก้าวใกล้เป้าหมายมากขึ้นในแต่ละวันอย่างชัดเจน..
ประเด็นที่สอง…คือ “โครงการสำคัญ”หากเรายังไม่รู้ว่า “โครงการสำคัญ” ของตัวเองคืออะไร ผู้เขียนแนะนำให้ “ค้นหา” ตอนนี้เลย เขียนโครงการชีวิตออกมาทั้งเรื่องงาน ชีวิตส่วนตัว ชีวิตครอบครัว ชีวิตองค์กรและอื่นๆ ซึ่งหมายถึงอะไรก็ตามที่ทำไม่เสร็จในวันเดียว และจำเป็นต้องมีแนวทางคร่าวๆ เพื่อกำหนดเส้นทางวิธีการของชีวิตภายใต้กรอบเวลาหนึ่งๆ เช่น ให้เสร็จภายในหนึ่งหรือสองชั่วโมง หนึ่งเดือน ห้าเดือน หกเดือน หนึ่งปี หรือมากกว่านี้ ทั้งนี้ ในการจะประกอบขึ้นจากงานหลายอย่างที่ต้องทำให้เสร็จ
ถามว่า “คุณ” เขียนได้กี่อย่างครับ บางคน 5 เรื่อง 10-20 เรื่อง แต่ถ้าหากมาเป็นคนที่งานยุ่งเป็นพิเศษ เพราะการมีโครงการมากเกินไปจะนำไปสู่ความสับสนและไร้ประสิทธิภาพได้ในที่สุด
ผู้เขียนขอให้พวกเราตัดสินใจให้ได้ที่จะต้องจัดลำดับความสำคัญที่สุดหามาให้ได้สักสามอันดับแรก โดยอย่าพิจารณาด้านใดด้านหนึ่งของชีวิต แต่ให้ไตร่ตรองทุกด้านแบบ “บูรณาการ” แบบความคิดรวบยอดตลอดจนแนวทางการประสานงานให้ได้ในเบื้องต้น
โครงการสามอันดับแรกจะเป็น “โครงการสำคัญ” ของเรา ส่วนโครงการอื่นๆ จะอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า “โครงการสำรอง” ซึ่งเราจะต้องทำอะไรสักช่วงไว้ก่อนจนกว่าโครงการสำคัญสามอันดับแรกให้เสร็จ เหตุผลก็คือ เราต้องตัดสินใจโดยยึด “ระบบ ระเบียบ…ให้กับตัวเรา” โดยให้มีสมาธิจดจ่อกับโครงการสำคัญที่สุดก่อนจะไม่จดจ่อกับหลายสิ่งมากเกินไปจนอาจทำอะไรได้ไม่ดีสักอย่าง ซึ่งจะส่งผลให้เราทำโครงการทั้งสามดังกว่าให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์
คำถาม : ทำไมถึงไม่มีโครงการสำคัญแค่โครงการเดียว? ถ้าการจำกัดตัวโครงการไว้กับสามโครงการทำให้เราดำเนินการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วการจำกัดตัวเองไว้กับโครงการเดียวจะทำให้เราทำไม่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไปอีกหรือเราคงคิดว่ามันสมเหตุสมผลดี โดยเฉพาะได้แนะนำตั้งแต่แรกว่าให้มีแค่ “เป้าหมายเดียว” ความจริงสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น
ในความเป็นจริงแล้วเราต้องรองาน รอข้อมูล หรือรอสิ่งอื่นๆ เสร็จก่อนที่จะก้าวสู่ขั้นต่อไป ถ้าจะพูดง่ายๆ ก็คือ เราจำเป็นต้องทำหลายสิ่งหลายอย่างพร้อมกัน ไม่ใช่ระดับงาน แต่เป็นระดับโครงการ เมื่อโครงการหนึ่งถูกชะลอไว้หนึ่งชั่วโมง หนึ่งวัน หรือสองสามวัน เราก็สามารถทำงานอื่นไปก่อนได้
จากประสบการณ์เมื่อต้องทำงานหลายอย่างเป็นระดับโครงการ พบว่า 3 โครงการเป็นจำนวนที่เหมาะสมที่สุด ถ้ามากกว่านั้นจะรู้สึกว่าตัวเองด้อยประสิทธิภาพ..
เมื่อเราจัดการอย่างมีระบบแล้ว แต่ละโครงการหนึ่งๆ ไม่ควรกินเวลานานเกินหนึ่งเดือน จะดีหากใช้เวลาเพียงหนึ่งถึงสองอาทิตย์ เมื่อต้องบริหารโครงการหลายคนเลิกจดจ่อกับสิ่งสำคัญเพราะมัวแต่วุ่นวายกับการวางแผน การจัดตารางเวลา หรือการมอบหมายหน้าที่รับผิดชอบให้สมาชิกในทีม เรามักจะวุ่นวายกับการประชุมแล้วประชุมเล่า การส่งอีเมล์และการส่งข้อความด่วนหาผู้ที่เกี่ยวกับโครงการ เทคโนโลยีที่ใช้แต่เป้าหมายหนึ่งๆ คือ การพยายามทำโครงการให้เสร็จในแต่ละวัน จะพยายามสร้างความก้าวหน้าของโครงการ กำจัดสิ่งวอกแวกและทุ่มเทพลังทั้งหมดไปกับการทำทีละโครงการ เราอาจปรับเปลี่ยนไปทำโครงการอื่นได้ถ้าจำเป็น แต่ทุกครั้งให้ใจจดจ่อกับแค่โครงการเดียว และสร้างความคืบหน้าไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเสร็จสมบูรณ์
ท้ายสุดนี้ ผู้เขียนมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จ มี 4 ประเด็น หนึ่ง มีผลลัพธ์อยู่ในหัว สอง เปลี่ยนจากโครงการเป็นงาน สาม ในแต่ละวันให้เลือกทำงานหนึ่งอย่างที่ช่วยให้คุณเข้าใกล้ความสำเร็จ และสุดท้าย คือ ประเมินความก้าวหน้าของภารกิจของตัวเราเองอยู่เรื่อยๆ โดยอย่าวอกแวกกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ปลีกย่อยๆ ขอให้ระลึกเสมอว่า เรากำลังดำเนินการอยู่บางเส้นทางที่ถูกต้อง ในแต่ละวันแต่ละสัปดาห์และพิจารณาว่า เราใกล้ความสำเร็จมากแค่ไหน และมีส่วนใดต้องทำเพิ่มเติมอีกบ้าง เป็นการเติมเต็ม ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผลมากที่สุด
โดยยึด “3 บ.ระบบ ระเบียบ บรรลุ”อย่างมีสมาธิ ไงเล่าครับ

