นาน
มาแล้ว (นานแค่ไหนข้อยก็บ่ฮู้) มีเด็กหญิงลูกคนจนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ นอกเมืองพาราณสี (นิทานทุกเรื่องเกิดที่เมืองนี้ทั้งนั้นแหละ) วันหนึ่งขณะนางขยำดินเหนียวเพื่อฉาบทาฝาเรือน พระปัจเจกพุทธองค์หนึ่งมายืนอุ้มบาตรสงบนิ่งอยู่หน้าบ้าน เพื่อบิณฑบาต เอาดินไปฉาบทาผนังถ้ำที่อยู่ของท่าน
นางเห็นเช่นนั้น ก็ตีหน้ายักษ์ใส่ พูดประชดว่า “อยากได้ดินเหรอ เอ้าเอาไป” โกยดินเหนียวก้อนใหญ่โยนตุ้บลงในบาตร
นางตายจากชาตินั้นแล้วมาเกิดเป็นลูกสาวคนยากจนในเมืองพาราณสี จนไม่จนเปล่า แถวขี้ริ้วดูไม่ได้อีก มือ เท้า ปาก จมูก ตา พิกลพิการน่าเกลียดจนได้สมญาว่า “ปัญจปาปา” (ขี้เหร่ห้าแห่งหรือมีปมด้อยห้าแห่ง) นี่เป็นผลของการทำหน้าเบี้ยวหน้าบูดใส่พระใส่เจ้า พระปัจเจกพุทธเสียด้วยสิ
แต่ด้วยอานิสงส์แห่งการถวายดินเหนียวที่ขยำละเอียดแล้วแก่พระปัจเจกพุทธ นางขี้เหร่คนนี้มีสัมผัสอันเป็นทิพย์ ใครได้ถูกต้องตัวนางจะซาบซ่านไปถึงทรวง เกิดความลุ่มหลงในสัมผัสอันนุ่มนวลนั้นทุกคน
วันหนึ่งนางกำลังเล่นซ่อนหาอยู่กับพวกเด็กๆ ชาวบ้าน วิ่งไปถูกตัวพระราชาเมืองพาราณสีที่ปลอมตัวออกมาดูสารทุกข์สุกดิบของชาวเมือง และบังเอิญมาถึงที่นั่นพอดี พระเจ้าพาราณสีถึงกับตะลึงงันดังต้องมนต์ ตามไปขอพ่อแม่เธอทันที
พ่อแม่นางนึกว่าชาตินี้ลูกสาวคงหาสามีไม่ได้แล้ว พอมีหนุ่มรูปหล่อมาสู่ขอก็ยินดียกให้ทันที ดีใจยังกับถูกลอตเตอรี่ก็มิปาน
ทุกคืนพระราชาก็จะปลีกพระองค์ออกมาอยู่กับนางที่กระท่อมนอกเมือง พอจวนสว่างก็เสด็จกลับเข้าวัง พ่อตาแม่ยายไม่รู้ว่าลูกเขยรูปหล่อ เป็นลูกเต้าเหล่าใคร ปัญจปาปาเองก็ไม่รู้ ถามก็ไม่ยอมบอก บอกแต่เพียงว่าบ้านอยู่ในเมือง สักวันหนึ่งเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วจะรับนางและพ่อแม่ไปอยู่ด้วยกัน ไม่ต้องเทียวไล้เทียวขื่ออย่างนี้อีกต่อไป
วันหนึ่งพ่อตาป่วยหนัก จะต้องกินข้าวมธุปายาสอย่างดี อาการป่วยจึงจะหาย ครอบครัวยากจนอย่างนั้นจะมีปัญญาที่ไหนซื้อข้าวมธุปายาส เมื่อพระราชาทรงรู้เรื่อง จึงรับอาสาไปเอาข้าวมธุปายาสมา
สองหม้อ พ่อตากินข้าวมธุปายาสแล้วอาการป่วยก็หายขาด
หายป่วยไม่ทันไรก็โดนตำรวจจับทั้งครอบครัวในข้อหาว่าขโมยพระจุฑามณี (ปิ่น) ของพระราชา (ก็ลูกเขยที่ “มากับความมืด” เป็นคนแอบใส่จุฑามณีไว้ในหม้อข้าวมธุปายาสนี่เองครับ) นางปัญจปาปาให้การต่อเจ้าหน้าที่ว่า พ่อนางไม่ได้ขโมย ปิ่นนี้สามีนางเป็นคนเอามา
“สามีเธออยู่ที่ไหน” เจ้าหน้าที่ซัก
“ไม่รู้ เขามาอยู่กับฉันตอนกลางคืน เช้ามืดเขาก็ไป” นางบอก “แต่ถ้าฉันได้จับมือเขาแล้วฉันบอกได้”
และแล้วรายการ “จับมือหาขโมย” ก็เริ่มขึ้น พระราชารับสั่งให้เกณฑ์ชายหนุ่มชายแก่ทั่วทั้งเมืองมานั่งในม่าน เจาะรูพอสอดมือออกมาได้ ให้นางจับ นางจับมือคนแล้วคนเล่าปฏิเสธว่าไม่ใช่สามีนาง (คนที่ถูกสัมผัสมือแล้วต่างก็ลุ่มหลงในสัมผัสนั้นไม่ยอมหนีไปไหน จนเจ้าหน้าที่ต้องไล่กันอลหม่าน)
พระราชารับสั่งว่า “อาจเป็นฉันก็ได้มั้ง” แล้วยื่นพระหัตถ์ออกมาที่ช่องนั้น นางจับพระหัตถ์ได้ก็ร้องเสียงดัง “จับได้แล้ว นี่ไงสามีฉันล่ะ”
ครับ ท้ายที่สุดนางขี้เหร่เสน่ห์แรงก็ได้เข้ามาอยู่ในพระราชวังในตำแหน่งอัครมเหสีของพระเจ้ากรุงพาราณสี เรื่องยังกับนิยายแน่ะ (ก็มันนิยายจริงๆ นี่ครับ)
แต่ที่มิใช่นิยายก็คือ ถ้าใครอยากหล่ออยากสวย เวลาทำบุญทำทานจงทำด้วยจิตใจเลื่อมใสศรัทธา ยิ้มแย้มแจ่มใส ทั้งก่อนให้ กำลังให้ และหลังจากให้แล้ว
นี่ไม่ได้พูดเล่น มีพุทธวจนะตรัสไว้จริงๆ
